
“บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป”อาจเป็นเพียงเมนูประทังชีวิตช่วงสิ้นเดือนในภาพจำของใครหลาย ๆ คน หากแต่ใน ปีพ.ศ. 2568 อุตสาหกรรมบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในประเทศจีนได้ปรับรูปโฉมใหม่จากเมนูสิ้นเดือนหรืออาหารจานด่วนพัฒนาสู่อาหารเทรนด์ใหม่ที่ให้ความสำคัญกับมิติด้านสุขภาพ คุณภาพวัตุดิบ และประสบการณ์ที่แปลกใหม่ของผู้บริโภค จากข้อมูลสถิติขนาดอุตสาหกรรมอาหารสำเร็จรูป ปีพ.ศ. 2563-2569 จัดทำโดย Qin-Ce Consumption Research(勤策消费研究)ระบุว่า ตลาดอาหารสำเร็จรูปของประเทศจีนได้ขยายตัวอย่างต่อเนื่องในช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี พ.ศ.2563-2569 อุตสาหกรรมนี้เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยตลาดมีมูลค่าสูงถึง 778,200 ล้านหยวน (ราว 3,501,900 ล้านบาท) ในปีพ.ศ. 2567 เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.8 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และคาดการณ์ว่าภายในปีพ.ศ.2569 มูลค่าตลาดจะทะลุเกินกว่า 1 ล้านล้านหยวน (ราว 4,458,000 ล้านบาท)
อุตสาหกรรมอาหารสำเร็จรูปครอบคลุมสินค้าอาหารอยู่หลายประเภท เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารแช่แข็ง อาหารปรุงสุกพร้อมรับประทาน ข้าวสวยสำเร็จรูป เป็นต้น โดยผ่านการพัฒนาปรับปรุงคุณค่าทางโภชนาการและมิติด้านรสชาติด้วยนวัตกรรมทางเทคโนโลยี เพื่อตอบสนองความสะดวกสบายของผู้คนในยุคปัจจุบัน อาหารสำเร็จรูปจึงถูกปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์จากการบริโภคเพื่ออิ่มสู่เทรนด์อาหารใหม่ โดยอาศัยมิติด้านสุขภาพและวิถีชีวิตที่เร่งรีบเป็นหัวใจสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์การบริโภคอาหารสำเร็จรูปในช่วงระหว่างการเดินทาง การทำงานในออฟฟิศ หรือการบริโภคภายในบ้าน ล้วนจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับมิติด้านโภชนาการและสุขภาพด้วยเช่นกัน ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของจำนวนประชากรโสดในประเทศจีน พฤติกรรมการรับประทานอาหารคนเดียวหรือวงการเศรษฐกิจที่จัดจำหน่ายสินค้าสำเร็จเพื่อคนขี้เกียจ ถือเป็นกำลังสำคัญที่ช่วยส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารสำเร็จรูปอย่างแข็งขัน โดยกลุ่มผู้บริโภคมีแนวโน้มนิยมอาหารที่มีความสะดวกควบคู่ไปกับคุณภาพมีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ

การยกระดับคุณภาพวัตถุดิบเพื่อปรับปรุงคุณค่าทางโภชนาการได้กลายมาเป็นแนวทางหลักในการพัฒนาอุตสาหกรรมบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เนื่องจากความตระหนักรู้ในด้านสุขภาพของผู้บริโภคเพิ่มสูงขึ้น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบบดั้งเดิมที่ใช้กรรมวิธีการทอดจึงไม่สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดได้ ทั้งยังทำให้เกิดภาวะขาดสารอาหารและโรคอ้วนได้ง่าย บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปบางยี่ห้อที่ผลิตในโรงงานขนาดเล็กยังมีส่วนผสมอย่างน้ำมันปาล์มกลั่นและผงไขมันพืช ที่ผลิตกรดไขมันทรานส์ในปริมาณมาก ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดความเสี่ยงโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดอุดตัน จากข้อมูลแสดงให้เห็นว่าในปีพ.ศ. 2567 ผู้บริโภคกว่าร้อยละ 42.1 ลดความถี่ในการซื้อสินค้าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เนื่องจากมีความกังวลเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพร้อยละ 38.8 กังวลเกี่ยวกับส่วนผสมที่อาจเป็นอันตราย และกว่าร้อยละ 35.5 มองว่าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไม่มีคุณค่าทางโภชนาการ ผลตอบรับในลักษณะนี้ทำให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับตัว โดยการปรับปรุงกระบวนการผลิตและส่วนผสมให้เป็นมิตรกับสุขภาพมากขึ้น พร้อมออกผลิตภัณฑ์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปสูตรเพื่อสุขภาพหลายรายการ เช่น สูตรปราศจากการทอด ไม่ใส่สารกันบูด ลดโซเดียม ลดน้ำตาล ลดสารเติมแต่ง เป็นต้น

ในปีพ.ศ.2563 การระบาดของโรค Covid-19 ทำให้ยอดขายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในประเทศจีนพุ่งทะยานถึงจุดสูงสุด โดยมียอดขายเฉลี่ยอยู่ที่ 46,360 ล้านซอง/ปี หลังจากกลับสู่ภาวะปกติอุตสาหกรรมบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปได้เข้าสู่ช่วงผันผวนและการปรับตัว โดยยอดขายลดลงเหลือ 42,210 ล้านซองในปีพ.ศ.2566 ลดลง 4 พันล้านซองในระยะเวลาเพียงสามปี คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ที่ร้อยละ -2.3 ตัวเลขยอดขายที่ลดลงดังกล่าวถือเป็นการปรับตัวชั่วคราวของตลาดอาหารสำเร็จรูปที่กำลังเปลี่ยนผ่านกลับสู่ภาวะปกติ อย่างไรก็ดี ยอดขายเริ่มฟื้นตัวขึ้นในปีพ.ศ.2567 จากผลสำรวจพบว่า อัตราการผันผวนของยอดขายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปได้รับอิทธิพลจากหลายปัจจัย ในด้านคู่แข่งทางการตลาด การเติบโตของบริการส่งอาหาร Delivery และแพลตฟอร์มค้าปลีก อาทิ Meituan (美团) , Ele.me (饿了么) , Jingdong (京东) และ Taobao (淘宝) ได้ดึงดูดฐานความต้องการด้านอาหารจานด่วน (Fast Food)ไปจำนวนมาก เนื่องจากได้เปรียบได้ด้านความสะดวกและความสดใหม่มากกว่าการบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ในอีกด้านหนึ่ง สถานการณ์การบริโภคที่ถูกจำกัดในพื้นที่ตลาดให้แคบลง เช่น การระงับการจำหน่ายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในสถานีรถไฟความเร็วสูงบางแห่ง เป็นต้น นอกจากนี้ ในด้านภาพลักษณ์ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยังคงถูกมองว่าเป็นอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพด้วยส่วนผสมหลักที่เป็นภาพจำอย่างน้ำมัน โซเดียม แป้ง สารปรุงแต่ง ในขณะที่เทรนด์การบริโภคเพื่อสุขภาพมีจำนวนมากขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ได้ส่งผลให้ความต้องการและยอดขายของอุตสาหกรรมบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปลดลงอย่างผันผวนเมื่อกลับเข้าสู่สถานการณ์ปกติ

สำหรับปีพ.ศ.2568 เมื่อสถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติอย่างเต็มรูปแบบ กำลังซื้อและระดับรายได้ของประชาชนกลับมาสูงขึ้น ความต้องการบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปคุณภาพสูงก็เพิ่มขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน กระแสความต้องการของผู้บริโภคได้เปลี่ยนจากการบริโภคเพื่ออิ่มสู่การบริโภคอย่างมีคุณภาพ ผลักดันให้อุตสาหกรรมบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมีการพัฒนาภาพลักษณ์ควบคู่ไปกับคุณภาพอย่างต่อเนื่อง เพื่อพลิกบทบาทสู่อาหารเทรนด์ใหม่ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ คุณภาพ และประสบการณ์ที่แปลกใหม่

ด้วยพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนไป บริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อย่าง Master Kong (康师傅) ที่ครองส่วนแบ่งการตลาดในประเทศจีนกว่าร้อยละ 48.1 ในช่วงเวลาสามปีที่ผ่านมา ได้เปิดตัวสินค้าใหม่ อาทิ “PREMIUM Cup (PREMIUM优选杯)” , “Fresh O Noodles (鲜O面)” และ “Special (特别特)” ซึ่งล้วนเป็นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปคุณภาพระดับกลางถึงสูง ในบรรดานั้น สินค้ารุ่น “Special (特别特)” ถือเป็นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเพื่อสุขภาพระดับพรีเมียม ที่ใช้นวัตกรรมการผลิตเส้นที่ปราศจากการทอด โดยสามารถรักษากลิ่นรสที่ให้ความรู้สึกสดใหม่ ควบคู่ไปกับการปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ให้มีความทันสมัยขึ้น ในราคาเพียง 10 หยวน (ราว 45 บาท) ต่อชาม ลักษณะการออกแบบสินค้าดังกล่าวได้ทำลายภาพจำเดิมของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบบดั้งเดิม สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มการพัฒนาอุตสาหกรรมบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ที่กำลังวิวัฒนาการภาพลักษณ์จากเมนูสิ้นเดือนราคาประหยัดสู่การบริโภคอย่างมีคุณภาพ ทั้งในด้านสุขภาพ โภชนาการ รสชาติ และราคาอย่างเป็นรูปธรรม

ความเห็นสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองเซี่ยเหมิน: อุตสาหกรรมบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในประเทศจีนกำลังพลิกโฉมเข้าสู่อาหารเทรนด์ใหม่ในฐานะสินค้าเพื่อการบริโภคอย่างมีคุณภาพ โดยอาศัยพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นปัจจัยสำคัญ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการที่ให้ความสำคัญกับด้านสุขภาพและคุณภาพของผู้คนในยุคปัจจุบันมากยิ่งขึ้น โดยมีแบรนด์ชั้นนำอย่างแบรนด์ Master Kong (康师傅) เป็นตัวอย่าง
จากการสำรวจร้านค้าปลีกในเมืองเซี่ยเหมินพบว่า บะหมี่สำเร็จรูปที่วางขายในตลาดนั้นมีความหลากหลายสูงมาก ทั้งในด้านรสชาติ ราคา และบรรจุภัณฑ์ โดยมีการนำเข้าบะหมี่สำเร็จรูปจากหลากประเทศ อาทิ เกาหลี ญี่ปุ่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย และไทย ซึ่งบะหมี่สำเร็จรูปของไทยที่วางจำหน่ายนั้นเป็นรสต้มยำน้ำข้น
ผู้ประกอบการไทยที่ต้องการขยายตลาดบะหมี่สำเร็จรูปในเมืองเซี่ยเหมินและมณฑลฝูเจี้ยนอาจนำเสนอบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสชาติเอกลักษณ์ของไทยรสชาติอื่น ๆ ที่ได้รับความนิยมอย่างต้มยำ ต้มโคล้ง ต้มแซ่บ ผัดไทย ผัดกะเพรา โดยอาศัยรูปแบบกรรมวิธีเพื่อสุขภาพที่ปราศจากการทอดหรือลดปริมาณโซเดียม ควบคู่ไปกับการรักษามาตรฐานทางรสชาติ เพื่อตอบสนองต่อเทรนด์ใหม่ และพัฒนาศักยภาพเพื่อตีตลาดสู่ระดับสากลในระยะยาว
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทยที่สนใจขยายตลาดในมณฑลฝูเจี้ยนและเจียงซีอาจพิจารณาเข้าร่วมงานแสดงสินค้า Top Thai Brands เซี่ยเหมินซึ่งมีกำหนดจัดในเดือนกันยายนได้ โดยสามารถดูรายละเอียดการเข้าร่วมงานในปีที่ผ่านมาได้ทาง Drive.ditp.go.th หรือสอบถามได้ทางสายด่วนกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ 1169
https://mp.weixin.qq.com/s/q1EpYRcvdFXGnJidthYX0Q?scene=1
https://baijiahao.baidu.com/
เรียบเรียงโดยสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองเซี่ยเหมิน
19 ธันวาคม 2568