fb
วิเคราะห์ผลกระทบในเชิงเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศต่อนโยบายทรัมป์กับเคนยา และประเทศในกลุ่ม EAC

วิเคราะห์ผลกระทบในเชิงเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศต่อนโยบายทรัมป์กับเคนยา และประเทศในกลุ่ม EAC

โดย
Natthapong
ลงเมื่อ 11 สิงหาคม 2568 04:00
สคต. ณ กรุงไนโรบี (เคนยา) (TTC, Nairobi (Kenya))
54

วิเคราะห์ผลกระทบในเชิงเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศต่อนโยบายทรัมป์กับเคนยา และประเทศในกลุ่ม EAC

 

จากการประกาศเรียกเก็บภาษี Reciprocal tariffs หรือภาษีตอบโต้ด้านการค้าของสหรัฐ ที่มีต่อประเทศต่างๆ ทั่วโลกนั้น สคต. จะขอนำเอาสถานการณ์ ผลกระทบและแนวทางการปรับตัวของประเทศต่างๆ ใน กลุ่ม EAC หรือ East African Community หรือ ประชาคมแอฟริกาตะวันออก ที่มีสมาชิกในปัจจุบันจำนวน 8 ประเทศ ได้แก่ BurundiDemocratic Republic of the Congo (DRC)KenyaRwandaSouth Sudan,TanzaniaUganda และ Somalia ตลอดจนผลกระทบที่ไทยจะต้องปรับตัวหรือมีกลยุทธ์ในการทำการค้ากับกลุ่มประเทศ EAC ในระยะสั้นและระยะยาว

 

สถานการณ์โดยรวมในผลกระทบของภาษีทรัมป์ต่อเคนยา และประเทศใน EAC

เคนยา

1. เก็บภาษีนำเข้า +10% ทุกประเทศ (ยกเว้น Uganda ที่เรียกเก็บในอัตรา +15%) - ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ลงนามคำสั่งบริหาร ให้เก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากเคนยาในอัตรา 10% เป็น “baseline tariff” ซึ่งเรียกเก็บจากสินค้าทั้งหมดที่ส่งออกไปยังสหรัฐฯ ซึ่งจะกระทบการค้าเคนยากับสหรัฐอเมริกา ที่มีมูลค่าราว 784 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 109.7 พันล้านชิลลิงเคนยา 

2. รุมเร้าด้วยความไม่แน่นอนจาก AGOAAGOA ย่อมาจาก African Growth and Opportunity Act หรือ กฎหมายว่าด้วยการเติบโตและโอกาสทางเศรษฐกิจของแอฟริกา ซึ่งให้ประเทศเคนยาและแอฟริกา มีสิทธิส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ โดยไม่ต้องเสียภาษี กำลังจะหมดอายุในเดือนกันยายน 2025 หากไม่ต่ออายุ การส่งออกของเคนยาโดยเฉพาะอุตสาหกรรมภาคสิ่งทอสำคัญจะโดนภาษีนำเข้ามากขึ้น และเสี่ยงต่อการเลิกจ้างงานหลายพันคน (ประมาณการว่า 4,000-6,000 คน) 

3. มุ่งเน้นการหาตลาดใหม่ทดแทนโดยมีการปรับกลยุทธ์ส่งออก หันสู่สหภาพยุโรปและทวีปแอฟริกามากขึ้น เพื่อลดผลกระทบจากภาษีของสหรัฐฯ รัฐบาลเคนยาได้พยายามกระจายตลาดส่งออก โดยมีกรณีดังกล่าวปรากฎในหลายด้าน เช่น

3.1. เคนยามีแผนที่จะเพิ่มการใช้สิทธิตามข้อตกลงความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับสหภาพยุโรป (EPA) ที่เริ่มใช้ในปี 2024 ช่วยให้สามารถส่งออกสินค้าเข้า EU ได้แบบปลอดภาษีและไม่จำกัดโควตา โดยหวังว่าจะสามารถเพิ่มยอดส่งออกจาก USD 500 ล้าน เป็น USD 1 พันล้านภายใน 2 ปี 

3.2. ส่งเสริมการค้าภายในทวีปแอฟริกาผ่านเขตการค้าเสรี AfCFTA เพื่อใช้วัตถุดิบในแอฟริกาลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ

4. มุมมองด้านบวกจากรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ของเคนยา - รัฐมนตรีการค้าเคนยา นาย Lee Kinyanjui มองว่าอัตราภาษีในอัตรา +10% อาจทำให้เคนยามีความได้เปรียบทางการแข่งขันเมื่อเทียบกับคู่แข่งอื่น เช่น เวียดนาม ศรีลังกา หรือบังกลาเทศ ที่โดนภาษีสูงกว่า นั่นอาจดึงดูดผู้ซื้อจากสหรัฐฯ มาใช้เคนยามาเป็นฐานการผลิตมากขึ้นก็ได้

อย่างไรก็ตาม ความได้เปรียบนี้อาจถูกบ่อนทำลาย ถ้าเคนยายังเผชิญต้นทุนสินค้าในประเทศที่สูง (เช่น ค่าไฟฟ้าและภาษี) รวมถึงความไม่แน่นอนด้านเศรษฐกิจโลก 

5. แรงกดดันเชิงภูมิรัฐศาสตร์ - Reuters ยกคำว่า "trade tsunami" มาอธิบายว่านโยบายภาษีครั้งนี้สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลก โดยเคนยา (แม้จะเป็นพันธมิตรสหรัฐฯ ที่ไม่ใช่สมาชิก NATO) ก็อยู่ภายใต้แรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะกับการขยายสัมพันธ์กับจีนและอิหร่าน ซึ่งจะถูกสหรัฐฯ ตรวจสอบอย่างใกล้ชิด 

 

ผลกระทบจาก “trade tsunami” ต่อแอฟริกา และเคนยา

1. เขย่าความสัมพันธ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ - นโยบายภาษีของทรัมป์ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนในระบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่ม Global South การประกาศเก็บภาษีทั่วโลก ทำให้หลายประเทศต้องเลือกแนวทางใหม่ทางการเมืองและการค้า เคนยา ถึงขั้นต้องทบทวนฐานะพันธมิตรหลักกับสหรัฐฯ และมองหาการร่วมมือใหม่กับจีนเพื่อรับมือความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ 

2. ความเสี่ยงด้านตลาดทุนและการลงทุน - นโยบายเหล่านี้สร้างความไม่แน่นอนในตลาดทุนของแอฟริกา โดยเฉพาะในเคนยา นักลงทุนต่างชาติเริ่มผ่อนกระจายการลงทุน เนื่องจากความตึงเครียดทางการเมืองและเศรษฐกิจ ส่งผลให้มีแรงขายในตลาดหุ้นและความประเมินความเสี่ยงสูงขึ้นในการเข้ามาลงทุนในตลาดแอฟริกา

3. ความเสี่ยงต่อโครงการ AGOA และภาคส่งออก - AGOA ซึ่งเคยเป็นเสาหลักของการส่งออกแอฟริกา (รวมถึงเคนยา) ไปยังสหรัฐฯ กำลังตกอยู่ในภาวะไม่แน่นอน การหมดอายุในเดือนกันยายน 2025 หากไม่ได้รับการต่ออายุ จะส่งผลให้การส่งออกภาคสิ่งทอและเกษตรของเคนยาเผชิญภาษีนำเข้า—ซึ่งลดความสามารถในการแข่งขันอย่างมีนัยสำคัญ

4. การปรับกลยุทธ์สู่ความหลากหลายและความร่วมมือเอเชีย - เคนยาและหลายประเทศในแอฟริกาเริ่มปรับเปลี่ยนกลยุทธ์โดยเน้นความร่วมมือภายในทวีป (AfCFTA) และขยายพันธมิตรกับจีนและสหรัฐฯ ในรูปแบบใหม่ ๆ เช่น การเจรจาความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับจีน ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐานและการลงทุน ซึ่งเสนอแนวทางหลากหลายมากขึ้นในแต่ละเส้นทางการค้าระหว่างประเทศ 

จุดแข็ง vs ความเสี่ยง

จุดแข็งที่อาจเกิดขึ้น

            - ส่วนต่างภาษีต่ำกว่า อาจช่วยเคนยาโดดเด่นในฐานะศูนย์กลางการผลิตสิ่งทอไปสหรัฐฯ 

- โอกาสจากการเลี่ยงจีน หากเกิดภาษีกับจีน บริษัทรายใหญ่ของสหรัฐฯ อาจหันมาลงทุนในแอฟริกามากขึ้น

ความเสี่ยงที่ต้องจับตา         

- ความไม่แน่นอนเรื่อง AGOA และต้นทุนภายในที่สูงอาจทำให้เคนยาเสียเปรียบระยะยาว 

- ตลาดทุนและเงินลงทุนหดตัว หากนักลงทุนมองแอฟริกาเป็นเสี่ยงเกินไป 

- สถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงอาจผลักให้เคนยาต้องเลือกจัดลำดับพันธมิตรใหม่อย่างรวดเร็ว

 

เคนยา มีความร่วมมือด้านการค้ากับ จีน, สหภาพยุโรป (EU) และ สหราชอาณาจักร (UK) อย่างไรบ้างในปัจจุบัน

1. ความร่วมมือระหว่าง เคนยา–จีน

เคนยาเข้าร่วมโครงการ Belt and Road Initiative (BRI) และได้รับเงินลงทุนมหาศาลจากจีนในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โครงการก่อสร้างทางรถไฟระหว่างมอมบาซา–ไนโรบี (Mombasa–Nairobi Standard Gauge Railway) ใช้งบประมาณราว US$3.2–3.6 พันล้าน ได้รับการสนับสนุนโดย Exim Bank of China หรือถึง 90% ส่งผลให้ลดระยะเวลาในการขนส่ง และช่วยสร้างงานและเพิ่มการขนส่งสินค้าที่มีประสิทธิภาพโดยเฉพาะการส่งสินค้าจากท่าเรือ Mombasa มายังศูนย์กระจายสินค้าในกรุงไนโรบี 

โดยช่วงเดือนเมษายน 2025 ประธานาธิบดี William Ruto เดินทางเยือนจีนเป็นครั้งที่สามนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง โดยลงนามในข้อตกลงมูลค่าราว 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเร่งโครงการโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรมแห่งชาติ เช่น การต่อขยายเส้นทางรถไฟ, ทางถนน, เทคโนโลยีใหม่และศูนย์ธุรกิจ พร้อมยังมีการตั้งศูนย์การค้าชาในฝูเจี้ยนเพื่อส่งเสริมสินค้าเคนยา เช่น อาโวคาโด, ชา และเมล็ดมะคาเดเมีย ตลอดจนยังมีแผนเปิดสถานกงสุลใหม่ในกวางโจวอีกด้วย

ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ได้ประกาศสนับสนุนแอฟริกาด้วยเงิน 50 พันล้าน USD ในรูปแบบเงินกู้ พันธมิตร และการลงทุน พร้อมแผนงาน 10 ด้านที่เกี่ยวข้องกับโครงการในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เกษตร และความมั่นคง เพื่อสนันสนุนบทบาทของจีนที่แข็งแกร่งในภูมิภาคแอฟริกา 

โดยจีนประกาศว่าจะ ยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าจากแอฟริกาทุกประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางการทูต ตั้งแต่วันที่มีการประชุมล่าสุดในเมืองชางชา โดยมุ่งช่วยส่งเสริมการส่งออกสินค้าแอฟริกาให้เข้าถึงตลาดจีนง่ายขึ้น โดยเฉพาะชนชั้นล่าง (LDCs) และประเทศรายได้ปานกลาง เช่น เคนยา ซึ่งมีโอกาสได้ประโยชน์มากที่สุด

อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์นี้ สร้างความไม่สมดุลในการค้า ที่เคนยาส่งออกสินค้าดิบไปจีน จีนส่งของพร้อมใช้งานมาแทน เกิดภาวะขาดดุลเป็นอย่างมาก และเคนยากำลังพยายามปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของตนเองเพื่อให้สามารถลดช่องว่างตรงนี้ต่อไปในอนาคต

2. ความร่วมมือระหว่าง เคนยา–สหภาพยุโรป (EU)

ข้อตกลง EU-Kenya Economic Partnership Agreement (EPA) ได้ลงนามในเดือนธันวาคม 2023 และมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2024 

จุดเด่นของ EPA 

  • ส่งออกจากเคนยาไป EU ได้แบบปลอดภาษีและไม่มีโควตา ทันที (ยกเว้นอาวุธ)

  • เคนยาลดภาษีรับเข้า EU ช้า ๆ พร้อมเงื่อนไขปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศผ่านการยกเว้นสินค้าอ่อนไหว ที่มีบทเฉพาะกาลในด้านความยั่งยืน เช่น แรงงาน สิ่งแวดล้อม สิทธิสตรี และคุ้มครองมาตรฐานสุขภาพ พืช สัตว์ (SPS) ที่เคนยาจะต้องปรับปรุงกฎระเบียบมากขึ้นเพื่อให้แข่งขันในตลาดได้

  • สนับสนุนการสร้างศักยภาพการค้า, พัฒนาทักษะ และความร่วมมือด้านพัฒนาเศรษฐกิจระหว่างกัน

  • EU เป็นตลาดส่งออกอันดับสองของเคนยา โดยสินค้าหลัก ได้แก่ ผัก ดอกไม้ ชา และผลไม้ โดยในปี 2023 (เคนยาส่งออก) คิดเป็นราว 1.2 พันล้าน USD และ EU ส่งสินค้าเข้าเคนยามูลค่าประมาณ 1.7 พันล้าน

3. ความร่วมมือระหว่าง เคนยา–สหราชอาณาจักร (UK)

หลัง Brexit, เคนยาและ UK ลงนาม UK-Kenya Trade Continuity Agreement เมื่อธันวาคม 2020 ซึ่งมีผลบังคับตั้งแต่ 1 มกราคม 2021 เพื่อสืบทอดสิทธิประโยชน์จาก EU–EAC EPA ปัจจุบัน UK เป็นหนึ่งใน ผู้ลงทุนรายใหญ่ที่สุดในเคนยา เช่น Vodafone ที่ถือหุ้นใน Safaricom และยังเป็นตลาดสำคัญสำหรับ สินค้าเกษตร เช่น ดอกไม้ ชา และผักสด เป็นต้น นอกจากนั้น ยังมีข้อตกลงเพิ่มเติม ที่มุ่งพัฒนา ตลาดการเงินของเคนยา เช่น ความร่วมมือระหว่างตลาดหลักทรัพย์ในลอนดอนและไนโรบี เพื่อเพิ่มการลงทุนเข้าสู่ภูมิภาค 

 

ความสัมพันธ์ระหว่าง จีน เคนยา และแอฟริกา

อิทธิพลการลงทุนและนโยบายของจีนในแอฟริกา - จีนยังคงผลักดันความร่วมมือเชิงลึกผ่าน FOCAC, โครงการ Belt and Road, และด้านอื่น ๆ อีกมากมายด้านเศรษฐกิจ ดิจิทัล การศึกษา และสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ จีนยังเพิ่มความเข้มข้นทางภูมิรัฐศาสตร์ ผ่านการเคลื่อนไหวทางการเมือง เช่น การกดดันให้รัฐสภาแอฟริกันถอนตัวจากกลุ่ม IPAC ซึ่งเป็นกลุ่มวิพากษ์นโยบายจีน

FOCAC หรือ Forum on China–Africa Cooperation คือเวทีความร่วมมือระหว่าง จีนกับประเทศในทวีปแอฟริกา ที่จัดตั้งขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 2000 ลักษณะสำคัญของ FOCAC คือการจัดประชุมใหญ่ ทุก 3 ปี สลับกันระหว่างประเทศจีนและประเทศในแอฟริกา เพื่อกำหนดแผนปฏิบัติการ (Action Plan) ระยะ 3 ปี โดยจีนมักประกาศวงเงินเงินกู้ การลงทุน หรือโครงการช่วยเหลือใหม่ ๆ ในแต่ละครั้ง เพื่อเป็นช่องทางด้านการทูต เศรษฐกิจ และการพัฒนา โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อ 

(1) ส่งเสริมการค้าและการลงทุน ระหว่างจีนกับแอฟริกา 

(2) สนับสนุนโครงการโครงสร้างพื้นฐาน (เช่น ถนน รถไฟ พลังงาน และท่าเรือ) 

(3) ขยายความร่วมมือด้านสังคมและวัฒนธรรม เช่น การศึกษา การแพทย์ และการฝึกอบรมบุคลากร(4) ประสานงานในเวทีระหว่างประเทศ เช่น สหประชาชาติ และองค์การพหุภาคีอื่น ๆ

ตัวอย่างผลการประชุมที่ผ่านมา

ปี 2018 ที่ปักกิ่ง จีนประกาศวงเงิน 60,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับการพัฒนาในแอฟริกา

ปี 2021 จัดที่เซเนกัล เน้น “Partnership for Common Development” และการฟื้นตัวจากโควิด-19

ปี 2024–2025 มีการหารือโครงการ Belt and Road Initiative (BRI) เชื่อมโยงกับการพัฒนาในแอฟริกา

 

บทบาทของ FOCAC ต่อ เคนยา และ ทวีปแอฟริกา สามารถมองได้เป็น 3 ด้านหลัก พร้อมตัวอย่างดังนี้

1. ด้านโครงสร้างพื้นฐานและการคมนาคม

FOCAC เป็นช่องทางสำคัญที่รัฐบาลจีนใช้ประกาศเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ หรือเงินช่วยเหลือเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานในแอฟริกา โดยเน้นโครงการที่เชื่อมโยงกับ Belt and Road Initiative (BRI)

ตัวอย่างในเคนยา

  • รถไฟทางไกล Mombasa–Nairobi Standard Gauge Railway (SGR) ด้วยเงินทุนกว่า 3.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จาก Export-Import Bank of China ลดเวลาขนส่งสินค้าจากท่าเรือโมมบาซามานไนโรบีจาก 12 ชั่วโมงเหลือประมาณ 4–5 ชั่วโมง

  • โครงการทางหลวงและถนน เช่น การปรับปรุงถนน Nairobi Southern Bypass และ Thika Superhighway

  • การขยายท่าเรือ Mombasa Port (Phase 2) เพื่อรองรับเรือขนส่งสินค้าขนาดใหญ่

2. ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและการค้า

FOCAC ส่งเสริมให้จีนเปิดตลาดสำหรับสินค้าแอฟริกา และสนับสนุนการลงทุนของบริษัทจีนในภาคอุตสาหกรรมและการผลิต

ตัวอย่างในเคนยา

  • สวนอุตสาหกรรม Athi River EPZ และ สวนอุตสาหกรรม Tatu City ที่มีบริษัทร่วมทุนจีน–เคนยา

  • การส่งออกสินค้าท้องถิ่น เช่น ชา กาแฟ และผลไม้เขตร้อน ไปยังตลาดจีน โดยจีนลดภาษีนำเข้าหรือเพิ่มโควตานำเข้า

  • การลงทุนด้านพลังงาน เช่น โรงไฟฟ้าพลังงานลม Kipeto (มีบริษัทร่วมทุนจีน)

3. ด้านสังคม มนุษยธรรม และการฝึกอบรมบุคลากร

จีนผ่าน FOCAC สนับสนุนทุนการศึกษา การฝึกอบรม และโครงการด้านสาธารณสุขในแอฟริกา

ตัวอย่างในเคนยา

  • ทุนการศึกษา CSC (China Scholarship Council) ให้แก่นักศึกษาเคนยาไปเรียนปริญญาในจีน

  • การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่รัฐและผู้เชี่ยวชาญเคนยาในด้านการเกษตร เทคโนโลยีสารสนเทศ และวิศวกรรม

  • ความร่วมมือด้านสาธารณสุข เช่น การส่งทีมแพทย์จีนมาช่วยโรงพยาบาล Kenyatta National Hospital

  • การสร้าง Confucius Institute ในมหาวิทยาลัยเคนยาเพื่อส่งเสริมการเรียนภาษาจีนและวัฒนธรรม

สรุป FOCAC ทำหน้าที่เป็น “ประตู” สำหรับความร่วมมือระหว่างจีนกับแอฟริกา โดยเน้นการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน การเปิดตลาดสินค้า และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สำหรับเคนยา โครงการสำคัญที่สุดที่เป็นผลพวงจาก FOCAC คือ รถไฟ SGR ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของยุทธศาสตร์จีนในแอฟริกา และยังมีโครงการพลังงาน การศึกษา และสาธารณสุขอีกหลายด้าน

 

ตารางสรุปโครงการสำคัญของจีนในเคนยา (ภายใต้กรอบ FOCAC/Belt-and-Road และความร่วมมืออื่น ๆ)

พร้อมวงเงินและปีดำเนินการที่ชัดเจนเพื่อให้คุณเห็นภาพรวมทั้งเชิงตัวเลขและระยะเวลา

โครงการ / ภาคส่วน

ปีเริ่ม–เปิดใช้งาน

วงเงินโดยประมาณ

รายละเอียดหลัก

Mombasa–Nairobi SGR

 

เปิดใช้งาน พ.ค. 2017

 

3.6 พันล้าน USD 

(จีนสนับสนุน ~90%)

รถไฟมาตรฐานเชื่อม Mombasa-Nairobi ช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ 40%, สร้างงาน 74,000 ตำแหน่ง

Nairobi Expressway

 

ปี 2022

 

510-650 ล้าน USD

 

ทางด่วนเชื่อมสนามบินกับ CBD, PPP กับ CRBC, ลดเวลาเดินทางเหลือ  20 นาที 

Nairobi Western Bypass /Eastern Bypass

N.A.

 

N.A.

 

ปรับปรุงถนนวงแหวนรอบ Nairobi โดย CRBC เพื่อบรรเทาการจราจร

Thika Superhighway

N.A.

 

100 ล้าน USD

 

ถนน 8–12 เลนเชื่อม Thika–Nairobi; เพิ่มความสะดวกการคมนาคม  

Garissa Solar Power Station

 

เริ่มก่อสร้าง Q4/2016เปิดใช้งาน ธ.ค. 2019

136 ล้าน USD

 

 

สถานีพลังงานแสงอาทิตย์ 55 เมกะวัตต์ ช่วยลดการปล่อยก๊าซ, ส่งไฟฟ้าเข้าสู่ระบบหลัก

 

Lamu Port (Phase 1)

2023

484 ล้าน USD

ท่าเรือแนวลึก 3 โกดัง รับเรือ 100,000 ตัน 

Talanta Sports Stadium

 

2024–2025 

(คาดเสร็จ ธ.ค. 2025)

250 ล้าน USD

 

สนามฟุตบอลความจุ 60,000 ที่นั่งสำหรับ AFCON 2027 

Garissa Solar Plant

 

N.A.

 

N.A.

 

NOFBI (ใยแก้วนำแสง) เชื่อม 8,900 กม. ครอบคลุม 47 มณฑล, และ Konza Technopolis

ด้านการศึกษา/-วัฒนธรรม

 

N.A.

 

N.A.

 

China-Kenya Crop Lab (2016–2019), Confucius Institutes, SAJOREC, Paleolithic Project 

ด้านสาธารณสุข 

 

N.A.

 

N.A.

 

Mama Lucy Kibaki Hospital, Malaria Center 

(1 ล้าน USD), ทุนการศึกษา (2,000 คน/ 40 ปี) 

FOCAC 2024 

 

 

ลงนาม ก.ย. 2024  Action Plan 2025–27

N.A.

 

 

สินเชื่อ RMB 2 พันล้าน (~US$280 ล้าน) สำหรับถนนชนบท 15 สาย, สาขา CAD Fund ในไนโรบี, เข้าร่วม AIIB 

 

 

การลงทุนและความร่วมมือของจีนกับประเทศอื่น ๆ ใน East African Community (EAC) ในหลายมิติ เช่น

1. การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานข้ามพรมแดน

  • โครงการ Standard Gauge Railway (SGR) ที่จีนสนับสนุนในเคนยา มีแผนต่อขยายเชื่อมไปยังยูกันดา รวันดา และอาจไปถึงบุรุนดี ซึ่งทำให้ประเทศเหล่านี้ต้องพิจารณานโยบายการขนส่งและการค้าใหม่ เพื่อรองรับเส้นทางและระบบโลจิสติกส์ที่เปลี่ยนไป

  • ถนนและท่าเรือ (เช่น Lamu Port ใน LAPSSET Corridor) มีผลโดยตรงต่อการค้าของเอธิโอเปียและซูดานใต้ จึงเกิดความร่วมมือด้านศุลกากรและมาตรฐานสินค้าระหว่างประเทศมากขึ้น

2. การแข่งขันดึงดูดเงินทุนจีน

เมื่อเคนยาดึงเงินทุนจีนได้จำนวนมาก ประเทศ EAC อื่น เช่น แทนซาเนีย ยูกันดา ก็เร่งทำบันทึกความเข้าใจ (MoU) กับจีนเพื่อดึงโครงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและพลังงานเข้ามาในประเทศตน ส่งผลให้บางประเทศปรับนโยบายการลงทุนโดยให้สิทธิประโยชน์ภาษีมากขึ้น เพื่อแข่งขันกับข้อเสนอของเคนยา

3. การปรับยุทธศาสตร์การค้า

การที่เคนยามีโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมจีนและตลาดโลกได้ดีขึ้น ทำให้ประเทศเพื่อนบ้านต้องปรับยุทธศาสตร์การค้าระหว่างประเทศ เพื่อไม่ให้เสียเปรียบด้านค่าใช้จ่ายขนส่ง ตัวอย่างเช่น ยูกันดาเพิ่มการลงทุนใน Inland Port และปรับปรุงเส้นทางรถไฟเก่าเพื่อเชื่อมกับ SGR ของเคนยา

4. ผลกระทบต่อการเจรจาการค้าระดับภูมิภาค

บทบาทของจีนในเคนยากลายเป็น “แรงผลัก” ให้ EAC พิจารณาเจรจาความตกลงการค้าและการลงทุนกับจีนในระดับภูมิภาค แทนที่จะเป็นรายประเทศ เพื่อใช้ต่อรองเงื่อนไขที่ดีกว่า

อย่างไรก็ดี มีข้อถกเถียงเรื่องความเสี่ยงหนี้สาธารณะและการพึ่งพาจีนมากเกินไป ซึ่งบางประเทศเริ่มกำหนดเพดานหนี้ต่างประเทศใหม่

 

ตาราง: โครงการจีนในภูมิภาค EAC (สรุปสำคัญ)

ประเทศ

โครงการ/โครงการหลัก 

ปี (คศ.)

วงเงิน (ล้าน USD)

สถานะ / ผลกระทบสำคัญ

เคนยา

 

 

 

 

 

 

Mombasa–Nairobi SGR (รถไฟมาตรฐาน

ก่อสร้าง 2013–เปิดเชิงพาณิชย์ 2017

3.6 พันล้าน USD 

โครงสร้างโลจิสติกส์หลัก ลดเวลา/ต้นทุนขนส่ง แต่มีข้อกังวลการชำระหนี้และ ROI

Nairobi Expressway (ทางด่วน  PPP)

เสร็จ/เปิด 2022

510–650 ล้าน USD

ลดการจราจรเมือง แต่เป็น PPP กับบริษัทจีน ผู้รับเหมา CRBC

Lamu Port (LAPSSET 

เฟส 1/โครงการต่อเนื่อง (หลายปี

484 ล้าน USD

พอร์ตเชื่อมเขต LAPSSET ช่วยเพิ่มทางเลือกท่าเรือในภูมิภาค

แทนซาเนีย

 

 

Bagamoyo Port (โครงการมหึมา ถูกผลัก/ยกเลิก หรือลดสเก

ประกาศใหญ่ 2015  ถูกชะลอ/ปรับรูปแบบในปีหลัง

1,000 ล้าน USD (ต้นแบบ) แต่สถานะไม่แน่นอน/ชะลอ

โครงการขนาดใหญ่ที่หากเกิดจะเป็น hub ระดับภูมิภาค แต่ถูกตรวจสอบ/ระงับ/ทบทวนหลายครั้ง  

TAZARA / รางเชื่อม (อัพเกรด

ข้อตกลงลงทุน/อัพเกรด 2025

CCECC ลงทุน 1.4 พันล้าน USD

ปรับปรุงเส้นทางขนส่งสินค้ากลาง-ใต้และแอฟริกา ช่วยในด้านโลจิสติกส์ส่งออก แร่/ทองแดง

ยูกันดา

 

 

 

 

 

 

Malaba–Kampala SGR (แผน) & โครงการพลังงาน/สายส่ง

 

สัญญา/แผน 2024–2025 (สัญญาเฟสแรก)

สัญญาเฟส 1 ประมาณ 3,000 ล้าน USD (2024)

แผนเชื่อมต่อกับเครือข่ายภูมิภาค แต่ยังมีผู้รับเหมา/แหล่งเงินหลายประเทศ (ตุรกี/จีน/อื่นๆ) ขยายช่องทางส่งออก

สายส่งไฟฟ้าไป S.Sudan

 

2024

180 ล้าน USD

ส่งเสริมความร่วมมือพลังงานระหว่างประเทศให้โอกาสส่งออกไฟฟ้า

รวันดา

 

 

 

โรงไฟฟ้า Nyabarongo II Hydropower 

 

 

สัญญา 2018 เริ่มงาน 2021 ก่อสร้างต่อเนื่อง (คาดเสร็จ 2025)

 

214 ล้าน USD

 

 

 

เพิ่มกำลังไฟฟ้า (43.5 MW), งานชลประทาน/ป้องกันน้ำท่วม ตัวอย่างโครงการพลังงานขนาดกลางจากจีน

บุรุนดี

 

 

โครงการสาธารณสุข/มาลาเรีย

 

2006–2008 

 

 

1.4 ล้าน USD (มูลค่างาน/ชุดอุปกรณ์การแพทย์)

 

โครงการช่วยเหลือทางสาธารณสุเล็กๆ บ่งชี้การมีอยู่ของจีนแม้ประเทศจะเล็ก  

South Sudan

 

 

Juba–Terekeka–Rumbek Road 

 

 

เริ่ม 2019  งานบางส่วนเสร็จ  2022 ปี 2025 หยุดชั่วคราว/ระงับ (ปัญหาชำระเงิน

713 ล้าน USD

 

 

 

ถนนเชื่อมภายในช่วยเศรษฐกิจ แต่มีความเสี่ยงระดับการเมือง/การเงิน โครงการถูกระงับหรือชะงักจากปัญหาจ่ายคืนเงินกู้ 

DRC

 

 

 

 

Sicomines (เหมืองแร่พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน)

 

 

2023-2024

 

 

 

 

7,000 ล้าน USD

 

 

 

 

ข้อตกลงใหญ่ด้านแร่ (ทองแดง โคบอลล์ ยูเรเนียม) แลกกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน แต่มีข้อถกเถียงเรื่องความโปร่งใสและเงื่อนไขราคา/รายได้

 

ใครได้ประโยชน์ใน EAC และความเสี่ยง

ได้ประโยชน์มากที่สุด?

เคนยา: เนื่องจากขนาดโครงการ (SGR, ท่าเรือ, ถนน, พลังงาน) และฐานการค้า/พอร์ต ทำให้เคนยามีศักยภาพเป็น hub ระดับภูมิภาค ได้ประโยชน์เชิงโครงสร้างพื้นฐานและทางการค้าชัดเจน (แต่มีข้อกังวลเรื่องภาระหนี้/ความโปร่งใส). 

DRC (ถ้านับในภูมิภาค EAC) ข้อตกลงเหมือง-เพื่อ-โครงสร้างพื้นฐาน (Sicomines) ใหญ่และอาจเปลี่ยนโฉมเศรษฐกิจ แต่มีความเสี่ยงเชิงนโยบายและความโปร่งใสสูง

 

 

ได้ประโยชน์ปานกลาง

รวันดา และ ยูกันดา: ได้โครงการพลังงาน/โครงสร้างพื้นฐานที่สร้างศักยภาพภายในประเทศ (ไฟฟ้า สายส่ง ราง) ซึ่งเป็นการพัฒนาเชิงเทคนิคที่จับต้องได้ แต่ต้องระวังภาระหนี้/เงื่อนไขสัญญา

ประโยชน์เชิงภูมิภาค/ไม่แน่นอน

แทนซาเนีย: โครงการใหญ่อย่าง Bagamoyo เคยถูกเสนอเป็น hub ขนาดมหึมา แต่สถานะไม่แน่นอน — หากเกิดจะมีผลต่อการเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค. 

South Sudan & Burundi: ได้โครงการสำคัญแบบชิ้นเล็ก–กลาง แต่มีความเสี่ยงสูงจากความไม่เสถียรทางการเมืองและการเงิน (เช่น งานหยุดชะงักเพราะไม่จ่ายเงิน).

ความเสี่ยงร่วมของภูมิภาค

หนี้สาธารณะ / เงื่อนไขสัญญา: โครงการขนาดใหญ่ (รถไฟ ท่าเรือ เขื่อน) มักมาพร้อมสินเชื่อจาก Chinese policy banks ถ้าจัดการไม่ดีจะเพิ่มความเสี่ยงหนี้เป็นจำนวนมาก อาจมีปัญหาหนี้ เช่น กรณีประเทศศรีลังกา 

ความโปร่งใสและข้อผูกมัดระยะยาว: การเจรจา/การแก้สัญญาบางกรณีมีคำถามเรื่องเงื่อนไขที่เอื้อกับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด (ตัวอย่าง: Sicomines ใน DRC) และยังมีความเสี่ยงด้านการเมืองและความมั่นคง ในประเทศที่ไม่เสถียร (S.Sudan) โครงการอาจหยุดชะงัก หรือกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงทางการเมือง

 

ตารางเปรียบเทียบ กลุ่มประเทศ EAC ในด้านผลกระทบจากนโยบายภาษีของทรัมป์

ประเทศ

การพึ่งพาตลาดสหรัฐ/AGOA

สินค้าหลักที่เสี่ยง (ถ้าถูกเก็บภาษี)

ผลกระทบเชิงเศรษฐกิจ  

ความสามารถปรับตัว  

(ตลาดสำรอง / ข้อได้เปรียบ)

สถานะความเสี่ยงโดยสรุป

Kenya

สูง - เสื้อผ้า/สิ่งทอและผ้าในอดีตได้ประโยชน์จาก AGOA (หลายโรงงานจ้างงานจำนวนมาก)

สิ่งทอ/เครื่องนุ่งห่ม, ผลไม้สด (อะโวคาโด/ชา/ผัก),

เสี่ยงต่อการเลิกจ้างงาน (10,000 ตำแหน่งอุตสาหกรรมสิ่งทอ) และรายได้ส่งออกหด หาก AGOA ไม่ต่ออายุหรือภาษีเพิ่ม

มีข้อได้เปรียบ: ข้อตกลง EU-EPA, โครงสร้างพื้นฐาน (SGR, ท่าเรือ) ช่วยเข้าถึง EU/ภูมิภาค; สามารถดึงการสั่งซื้อไปยังฐานผลิตในเคนยาได้ (บางกรณีอัตรา 10% ต่ำกว่าคู่แข่ง). แต่ต้นทุนในประเทศสูง (ไฟฟ้า/ภาษี) เป็นอุปสรรค

 

มีความเสี่ยงสูง/ปรับตัวได้ (ถ้ารัฐผลักเคลื่อนลดต้นทุนและต่อหาตลาด EU/จีน)

Uganda

 

 

 

 

ปานกลาง–ต่ำ (ส่งออกไป US น้อยกว่าเคนยา)

 

 

เกษตรแปรรูปบางชนิด, ดอกไม้ แต่ตลาดสหรัฐฯ ไม่ใช่ตลาดหลักทั้งหมด

ผลกระทบโดยตรงน้อยกว่าเคนยา แต่มีผลทางอ้อม (FX, ห่วงโซ่อุปทาน) หากตลาดภูมิภาคถูกรบกวน

 

มุ่งขยายตลาด EU/จีนและพัฒนาการแปรรูป (กาแฟ, พลังงาน) มีศักยภาพใช้ AfCFTA แต่ต้องพัฒนาโลจิสติกส์

 

 

เสี่ยงปานกลาง (มากจากผลทางอ้อมและการชะงักของห่วงโซ่อุปทาน)

 

Tanzania

 

 

 

ต่ำ–ปานกลาง (การส่งออกไป US ไม่สูงเท่าเคนยา/SA)

แร่, ก๊าซ, เกษตรบางรายการ

 

 

ผลกระทบแบบเชิงโครงสร้างน้อยกว่าเพราะสินค้าส่งออกหลักเป็นพลังงาน/แร่ที่ตลาดอื่นยอมรับได้

 

มีโอกาสดึงโครงการโครงสร้างพื้นฐานจากจีน (เช่น Bagamoyo หากเกิด) และตลาดจีน/อินเดียสำคัญ

 

เสี่ยงต่ำ/ปานกลาง (ขึ้นกับสัดส่วนสินค้าไป US และการคว่ำบาตร/อัตราภาษีพิเศษ)

Rwanda

 

 

 

ต่ำ (ขนาดเศรษฐกิจเล็กและส่งออกไป US ไม่มาก)

สินค้าแปรรูป 

(กาแฟ,ชา)

 

 

ผลกระทบทางตรงน้อย แต่ระบบการส่งออก/FDI อาจชะลอ

 

 

เน้นเศรษฐกิจภายใน-เทคโนโลยี/บริการและตลาด  EU/จีน — ปรับตัวได้เร็ว

 

เสี่ยงต่ำ

 

 

 

Burundi

 

 

 

 

ต่ำมาก

 

 

 

 

สินค้าเกษตรขนาดเล็ก

 

 

 

ผลกระทบโดยตรงน้อย แต่เปราะบางทางเศรษฐกิจโดยรวม (ความช่วยเหลือภายนอกสำคัญ)

 

 

ความสามารถปรับตัวจำกัด (ขนาดเศรษฐกิจเล็ก/ปัญหาความมั่นคง)

 

 

 

เสี่ยงกลาง/สูงจากปัจจัยภายใน (แต่ไม่เกี่ยวกับภาษีสหรัฐฯ โดยตรงมาก)

 

South Sudan

 

ต่ำ / เกือบไม่มี (เศรษฐกิจพึ่งพาน้ำมัน)

น้ำมัน (ตลาดต่างประเทศ)

 

ผลกระทบจากนโยบายสหรัฐฯ น้อยโดยตรง แต่ความไม่เสถียรทำให้โปรเจ็กต์ต่างประเทศชะงัก

ความเปราะบางสูง (การเมือง ความขัดแย้ง) — ไม่สามารถปรับตัวได้ดี

 

เสี่ยงสูง (จากปัจจัยภายใน)

 

DRC

 

 

 

 

 

ปานกลาง–สูงในเชิงมูลค่า (แร่ที่ตลาดสหรัฐฯ/โลกต้องการ)

 

แร่ (cobalt, copper,lithium)บาง

รายการมีการส่งออกทั่วโลก

 

นโยบายสหรัฐฯ อาจเปลี่ยนเส้นทางการลงทุน (สหรัฐฯ พยายามดึงลงทุนในเหมืองเพื่อลดการพึ่งจีน) ทั้งมีโอกาสและความเสี่ยง (ราคา/ข้อจำกัดส่งออก)

มีความสนใจจากสหรัฐฯ และจีน หากความมั่นคงปรับดีขึ้น  DRC อาจได้ประโยชน์มาก แต่ความเสี่ยงด้านความโปร่งใส/ข้อผูกมัดสูง

 

 

ศักยภาพสูง / ความเสี่ยงสูง

 

 

 

 

 

 

วิเคราะห์เชิงนโยบาย ใครได้รับผลกระทบมากที่สุด และทำไม?

กระทบมากที่สุด : เคนยา

เหตุผล: สัดส่วนการส่งออกไปสหรัฐฯ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมสิ่งทอสูง (ผลกระทบจาก AGOA ชัดเจน) หาก AGOA ไม่ได้ต่อข้อตกลงหรือมีภาษีเพิ่ม จะมีผลกระทบเรื่องงานและการลงทุนในระยะสั้น–กลาง

กลุ่มถัดมา (ปานกลาง) : DRC / Uganda

DRC: มูลค่าการส่งออกแร่ทำให้เป็นเป้าสำคัญของนโยบายการค้า/การลงทุนของสหรัฐฯ และจีน มีโอกาสรับเงินลงทุนใหม่ แต่ก็ต้องเผชิญความเสี่ยงเชิงนโยบายและการควบคุมการส่งออก

Uganda: ผลกระทบทางตรงน้อยกว่าเคนยา แต่ห่วงโซ่อุปทานและ FX อาจถูกกระทบ หากการค้าภายในภูมิภาคซบเซา

ได้ประโยชน์จากสถานการณ์ (relative winners)

ประเทศที่มีข้อตกลงกับ EU/จีนหรือที่สามารถ สร้างมูลค่าเพิ่มของบริหารหรือสินค้าในประเทศได้ (เช่น บริการ ดิจิทัล การแปรรูป) อาจดึงคำสั่งซื้อหรือการลงทุนมาทดแทนการขายตรงไปสหรัฐฯ การขยายตลาดใน AfCFTA ยังเป็นช่องทางระยะกลาง–ยาวในการชดเชยการสูญเสียตลาดสหรัฐฯ

 

ข้อเสนอเชิงนโยบายสำหรับรัฐบาลกลุ่มประเทศ EAC ที่(เร่งด่วน กลาง และยาว) 

  1.  เพิ่มมูลค่าเพิ่มระหว่างประเทศโดยเร่งด่วน เช่น ส่งเสริมการแปรรูปภายใน (textile finishing, food processing) เพื่อลดความเปราะบางต่อภาษี

  2. ขยายใช้สิทธิประโยชน์จากเขตการค้าเสรีทวีปแอฟริกา หรือ  AfCFTA เพื่อการหาตลาดทดแทนและสนับสนุนการสร้างห่วงโซ่การผลิตเชื่อมกันในภูมิภาคแอฟริกาให้มากขึ้น (ทางเลือกหาก AGOA ไม่มีการต่อายุหรือขยายข้อตกลง)

  3. เร่งเสริมความสามารถต่อรองกับคู่ค้าอื่นๆ  เช่น EU / UK / China โดยใช้การเจรจา EPA/FTAs และเจรจาทวิภาคีเพื่อหาข้อยกเว้น/มาตรการชั่วคราวสำหรับอุตสาหกรรมเปราะบาง

  4. ปรับปรุง ต้นทุนการผลิตภายในประเทศ (พลังงาน โลจิสติกส์ ภาษี) เพื่อให้ราคาสินค้าแข่งขันได้เมื่อต้องเผชิญภาษีนำเข้าที่สูงขึ้น

 

 

บทวิเคราะห์ ถ้าสหรัฐฯ มีการปรับภาษีนำเข้ากับสินค้าจาก EAC (โดยเฉพาะเคนยา) ไม่ว่าจะมาจากกรณี AGOA ไม่ต่ออายุ หรือยังมีภาษีของทรัมป์อยู่

โดย สคต. มองว่า จะมีผลทางการค้าต่อประเทศไทย แต่จะเกิดทางอ้อมมากกว่าทางตรง ซึ่งก็มีทั้งโอกาสและความเสี่ยง ดังนี้

1. ผลกระทบต่อการส่งออกของไทยไปเคนยา

โอกาส

  • ถ้าเคนยาส่งออกไปสหรัฐฯ ลดลง (เช่น สิ่งทอ, เสื้อผ้า, กาแฟ, ผลไม้) รายได้จากการส่งออกจะหดตัว จะมีผลให้กำลังซื้อสินค้านำเข้าอาจลดลง แต่บางสินค้าที่เคนยานำเข้าจากสหรัฐฯ อาจถูกแทนที่ด้วยสินค้าจากไทย เช่น เครื่องจักร, ชิ้นส่วนยานยนต์, ผลิตภัณฑ์พลาสติก, อาหารแปรรูป และไทยอาจได้ส่วนแบ่งตลาดเพิ่มถ้าสินค้าสหรัฐฯ แพงขึ้นหรือขาดตลาด

  • ผู้ผลิตในเคนยาที่เสียสิทธิ AGOA อาจหันมามองตลาดภายในภูมิภาค (EAC) และตลาดเอเชีย ซึ่งไทยสามารถเป็นซัพพลายเออร์วัตถุดิบ/เครื่องจักรให้โรงงานเหล่านี้

ความเสี่ยง

  • ถ้า GDP เคนยาลดลงจากรายได้ส่งออกสหรัฐฯ หายไป และทำให้กำลังซื้อนำเข้าลดลง ส่งออกไทยไปเคนยาอาจหดตัวลงได้ 5–15% ในระยะเวลา 1–2 ปีแรก

  • ค่าเงินเคนยาชิลลิ่งอาจมีการอ่อนค่าลง ทำให้สินค้านำเข้าจากไทยมีราคาแพงชึ้นได้

  • โอกาสการลงทุนร่วมหรือการทำการค้าใหม่ระหว่างกัน อาจชะลอเพราะเศรษฐกิจชะลอตัว เช่น ศูนย์กระจายสินค้าไทย 

 

 

2. ผลต่อการค้าของไทยกับ EAC ทั้งภูมิภาค

โอกาส

  • หากสหรัฐฯ เก็บภาษี EAC ประเทศสมาชิกจะหันมาเน้นค้าภายในภูมิภาคมากขึ้น และมองหาตลาดเอเชียเพื่อกระจายความเสี่ยง ซึ่งหากไทยสามารถทำ FTA หรือกรอบความร่วมมือทวิภาคี เพื่อดึงดูด EAC หันมาใช้สินค้าไทย จะทำให้มีโอกาสทางการค้ามากขึ้น

  • ประเทศอย่าง ยูกันดา–แทนซาเนีย ที่ไม่ได้พึ่งพาการส่งออกไปสหรัฐฯ มากนัก อาจไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง และไทยยังคงขยายตลาดการส่งออกได้ต่อเนื่อง

ความเสี่ยง

  • ถ้าภูมิภาคชะลอตัวพร้อมกัน (spillover จากเคนยา) จะทำให้ ความต้องการนำเข้าลดลงทุกประเทศ

  • ค่าเงินท้องถิ่นใน EAC มีโอกาสอ่อนค่าลง เป็นวงกว้าง ทำให้นำเข้าสินค้าได้น้อยลง

  • การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานใน EAC อาจถูกเลื่อน ส่งผลต่อการส่งออกสินค้าทุนต่างๆ ชะลอตัวลง เช่น วัสดุก่อสร้างหรือเครื่องจักรจากไทย

3. ผลเชิงกลยุทธ์ระยะกลาง–ยาว

  • ไทยอาจใช้สถานการณ์นี้เจาะตลาดการค้า ให้โรงงานใน EAC ที่ต้องปรับตัวจากการเสียตลาดสหรัฐฯ ทำการค้ากับไทยมากขึ้น เช่น การส่งวัตถุดิบ, ผ้าผืน, ส่วนประกอบเครื่องจักร

  • โอกาสเพิ่มมูลค่าการค้ากับ EAC ผ่าน Re-export hubs ในดูไบ หรือศูนย์กระจายสินค้าที่เคนยา

  • หากไทยปรับตัวได้ช้า ประเทศคู่แข่งอย่าง เช่น จีน หรือ อินเดียอาจแย่งตลาดไป เพราะทั้งสองมีเครือข่ายโลจิสติกส์และเครดิตการค้ากับ EAC แข็งแรงกว่าไทยเป็นอันมาก

4. ตัวอย่างการประมาณผลกระทบของไทย (กรณีเคนยาเป็นประเทศในส่งออกสินค้า)

สถานการณ์ (AGOA/ภาษีทรัมป์)                  ผลต่อ GDP เคนยา           ผลต่อการส่งออกไทย(คาดการณ์)

AGOA ไม่ต่ออายุ + 10% tariff                      -1.5% ถึง -2.2% ต่อปี                     -8% ถึง -15%

AGOA ต่ออายุ แต่มี 10% tariff                     -0.6% ถึง -1.0% ต่อปี                     -3% ถึง -7%

AGOA ต่อ + เจรจา FTAได้ บางส่วน                ~0% หรือบวกเล็กน้อย                    +2% ถึง +5%

5. สินค้าที่ไทยอาจมีโอกาสในการส่งออกได้มากขึ้น เช่น 

  • ยานยนต์และชิ้นส่วน (HS 87) เช่น อะไหล่รถPickup, รถบรรทุกเล็ก, มอเตอร์ไซค์

  • เครื่องจักรและอุปกรณ์ไฟฟ้า (HS 84–85)

  • พลาสติกและผลิตภัณฑ์พลาสติก (HS 39)

  • อาหารแปรรูป / เครื่องดื่ม (HS 16, 19, 20, 21, 22)

  • เคมีภัณฑ์ (HS 28–38) เช่น ปุ๋ย, เคมีภัณฑ์อุตสาหกรรม

    1. กลยุทธ์เชิงรุก (Offensive Strategy)

  • ไทยควรขยายสินค้าที่มีความได้เปรียบด้านราคา/คุณภาพ

  • รุกตลาดในสินค้า เครื่องจักรกลการเกษตร (tractor parts, irrigation systems) ยานยนต์เพื่อการพาณิชย์ราคาประหยัด (pickup, bus, tuk-tuk) 

  • EAC เน้นพัฒนาเกษตรเชิงพาณิชย์, ที่ไทยมีต้นทุนแข่งขัน

  • เพิ่มส่วนแบ่งอาหารแปรรูป เช่น การส่งออก instant noodles, snack, canned tuna, processed seafood

  • ใช้กลยุทธ์ local branding + ปรับสูตรตามรสนิยมท้องถิ่น ตาม Urbanization และ middle class ใน EAC ที่ขยายตัว

  • ใช้ EAC เป็น hub ในการส่งออกและนำเข้าสินค้าหรือเป็นฐานการผลิต สู่แอฟริกาและตะวันออกกลาง

  • จัดตั้ง distribution center ในเคนยา/แทนซาเนีย โดยใช้ Mombasa port และ Dar es Salaam port ต่อเชื่อม DRC, Ethiopia ลดต้นทุน logistics และภาษีการค้าข้ามแดน

    1. กลยุทธ์เชิงรับ (Defensive Strategy)

  • ต้นทุนจากภาษีที่เพิ่มขึ้น ทำให้ควรกระจายตลาดในประเทศอื่นใน EAC มากขึ้น เพื่อลดพึ่งพาเคนยาเพียงประเทศเดียว

  • ใช้การ re-export ผ่านประเทศใน EAC ที่มีข้อตกลงทางการค้าหรือ FTA กับประเทศปลายทาง

  • แข่งขันสินค้าจากจีน–อินเดียด้วย การเน้นการแข่งขันด้วยคุณภาพ และบริการหลังการขาย

  • เน้นการขยายการสร้างพันธมิตรกับ distributor ท้องถิ่น

  • ร่วมมือกับหน่วยงานมาตรฐานในท้องถิ่น เช่น KEBS (Kenya Bureau of Standards) เพื่อรับรองมาตรฐานสินค้าล่วงหน้า เช่น ฉลากสุขภาพสำหรับสินค้าอาหาร (black label, nutrient profile

 

***********************************************

 

วิเคราะห์ผลกระทบในเชิงเศรษฐกิจ การเมืองต่อนโยบายทรัมป์กับเคนยา และประเทศในกลุ่ม EAC.pdf - 11 ส.ค.2568.pdf
Share :
Instagram