
ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอันเป็นผลมาจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่าน ทำให้ค่าครองชีพในเยอรมนีสูงขึ้น หลายครัวเรือนแทบไม่มีเงินออมเหลืออยู่เพื่อชดเชยค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นนี้
ผู้บริโภคในเยอรมนีมีความกังวลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับแนวโน้มการปรับตัวสูงขึ้นของราคาสินค้าและค่าครองชีพ โดยผลสำรวจของหน่วยงานข้อมูลเครดิตเยอรมนี (Schufa) ซึ่งจัดทำขึ้นในเดือนมีนาคม 2569 จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,000 ราย พบว่า ร้อยละ 77 ของผู้ตอบแบบสอบถามมีความกังวลเกี่ยวกับราคาสินค้า ซึ่งจะยังคงมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในระยะข้างหน้า โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคและบริการพื้นฐาน สะท้อนถึงแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่ยังคงมีอยู่ในระบบเศรษฐกิจเยอรมนี
อัตราเงินเฟ้อในเยอรมนี วัดจากความเปลี่ยนแปลงของดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่แล้วในเดือนมีนาคม 2026 ที่ 2.7% ถือเป็นอัตราเงินเฟ้อสูงสุดหลังจากเดือนมกราคม 2024 ที่ 2.9% ส่วนในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 อยู่ที่ 1.9% และในเดือนมกราคม 2026 อยู่ที่ 2.1% นางรูธ แบรนด์ ประธานสำนักงานสถิติแห่งสหพันธรัฐเยอรมนี (Destatis) กล่าวว่า "ราคาสินค้าพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเป็นปัจจัยขับเคลื่อนเงินเฟ้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเชื้อเพลิงและน้ำมันทำความร้อนมีราคาสูงขึ้นอย่างมากสำหรับผู้บริโภคนับตั้งแต่เริ่มต้นสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง" เมื่อเทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้น 1.1% ในเดือนมีนาคม 2026 รัฐบาลเยอรมนีกำลังพยายามแก้ไขแนวโน้มนี้และประกาศเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาว่าจะลดภาษีน้ำมันดีเซลและน้ำมันเบนซินประมาณ 17 เซนต์ต่อลิตรเป็นเวลาสองเดือน
ราคาอาหารในเดือนมีนาคม 2026 สูงขึ้น 0.9% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งลดลงเล็กน้อยจากที่เพิ่มขึ้น 1.1% ในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดยังคงพบได้ในน้ำตาล แยม น้ำผึ้ง และขนมหวานอื่นๆ ที่เพิ่มขึ้น 6.1% รวมทั้งช็อกโกแลตที่ 9.6% ผู้บริโภคยังต้องจ่ายแพงขึ้นอย่างมากสำหรับผลไม้อยู่ที่ 4.7% และผักสด 3.8% และเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์เพิ่มขึ้น 3.6% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ในทางตรงกันข้าม ไขมันและน้ำมันสำหรับบริโภคมีราคา ถูกลง 17.6% รวมทั้งเนย 29.1% และน้ำมันมะกอก 11.8% ผลิตภัณฑ์นมก็มีราคาถูกลง ถึง 5.4% ในขณะที่ไข่มีราคาแพงขึ้นที่ 14.8% อย่างเห็นได้ชัด
โดยรวมแล้ว ราคาบริการในเดือนมีนาคม 2026 สูงกว่าเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว 3.2% หลังจากเดือนมกราคม 2024 อัตราเงินเฟ้อของภาคบริการสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อโดยรวมของสินค้า อาทิ บริการดูแลผู้สูงอายุและผู้พิการ การขนส่งผู้โดยสาร การบำรุงรักษาและซ่อมแซมยานพาหนะ (+4.8%) การประปาและบริการที่อยู่อาศัยอื่นๆ (+3.5%) บริการร้านอาหาร (+3.3%) และบริการประกันภัย (+3.2%) ค่าเช่าสุทธิ (ไม่รวมค่าสาธารณูปโภค) (+1.9%) เป็นต้น มีบริการเพียงไม่กี่อย่างที่มีราคาถูกกว่าเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว รวมถึงบริการโทรคมนาคม ที่ลดลงอยู่ที่ 0.1%
เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอ หลายครัวเรือน สถานการณ์ทางการเงินเริ่มตึงตัวขึ้น จากผลสำรวจฯ พบว่า มีเพียงประมาณร้อยละ 22 ของครัวเรือนเท่านั้นที่เชื่อว่าพวกเขายังมีเงินออมเพียงพอที่จะรับมือกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น ร้อยละ 36 กังวลว่าเงินสำรองของพวกเขาจะไม่เพียงพอ ร้อยละ 16 ใช้เงินออมหมดแล้ว และร้อยละ 22 ไม่มีเงินออมเลยหรือไม่เคยมีเงินออมมาก่อน ทั้งนี้ ผลกระทบดังกล่าวมีความรุนแรงแตกต่างกันตามระดับรายได้ โดยกลุ่มผู้มีรายได้น้อยได้รับผลกระทบมากที่สุด มีเพียงประมาณร้อยละ 8 ของครัวเรือนที่มีรายได้สุทธิต่ำกว่า 2,000 ยูโรต่อเดือนที่มีเงินออมเพียงพอ ในทางตรงกันข้าม ขณะที่ครัวเรือนในกลุ่มรายได้สูงมีสัดส่วนผู้ที่มีเงินออมเพียงพอสูงถึงร้อยละ 45
นายธันยา เบิร์กโฮลส์ ประธานบริหารของหน่วยงานข้อมูลเครดิตเยอรมนี (Schufa) กล่าวว่า "ประชาชนกำลังเผชิญผลกระทบของวิกฤตค่าครองชีพโดยตรง โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยซึ่งมีข้อจำกัดด้านเงินออมและความสามารถในการรับมือกับความผันผวนทางเศรษฐกิจ"
ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะของ สคต.
แนวโน้มกำลังซื้อผู้บริโภคในเยอรมนี
จากผลสำรวจของหน่วยงานข้อมูลเครดิต (Schufa) พบว่าผู้บริโภคเยอรมนีส่วนใหญ่กำลังเผชิญแรงกดดันของค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมากกว่าร้อยละ 77 มีความกังวลต่อการปรับตัวสูงขึ้นของราคาสินค้าและค่าครองชีพ โดยเฉพาะราคาพลังงานและสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น ส่งผลให้กำลังซื้อของผู้บริโภคมีแนวโน้มอ่อนแอลง โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่ไม่จำเป็น และพฤติกรรมการใช้จ่ายมีความระมัดระวังมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความต้องการสินค้านำเข้าในภาพรวม
ปัจจัยต้นทุนและผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานต่อภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม
จากข้อมูลระบุว่าอัตราเงินเฟ้อของเยอรมนีอยู่ที่ร้อยละ 2.7 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา การปรับตัวสูงขึ้นของต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมในเยอรมนี โดยต้นทุนดังกล่าวส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องปรับราคาสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นเพื่อรักษาระดับกำไร ซึ่งอาจส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูงและพึ่งพาการขนส่งระหว่างประเทศ
ผลกระทบต่อผู้นำเข้า–ส่งออก
ภายใต้ภาวะกำลังซื้อที่ชะลอตัวและต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น ผู้นำเข้าในเยอรมนีมีแนวโน้มชะลอการสั่งซื้อสินค้า ลดประมาณนำเข้า และเพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมต้นทุน โดยเฉพาะการเจรจาต่อรองราคาและการคัดเลือกแหล่งนำเข้า ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสินค้าส่งออกจากไทยในบางกลุ่ม อย่างไรก็ตาม สินค้าไทยในกลุ่มอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐาน ที่มีราคาที่สามารถแข่งขันได้ ยังคงมีโอกาสในตลาด หากผู้ส่งออกไทยสามารถปรับกลยุทธ์โดยเน้นสินค้าที่มีความคุ้มค่า มีราคาที่สามารถแข่งขันได้ และสอดคล้องต่อความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป