
เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 นางนิรมลา สิทรามัน (Nirmala Sitharaman) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอินเดีย แถลงงบประมาณประจำปี 2569-70 (2026-27) โดยเน้นย้ำถึงความสำเร็จของเศรษฐกิจอินเดียที่เติบโตประมาณร้อยละ 7 อย่างต่อเนื่อง และประกาศขับเคลื่อนประเทศผ่าน "3 Kartavya" (หน้าที่หลัก) ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อขับเคลื่อนประเทศไปสู่การเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของโลก
สรุปประเด็นนโยบายสำคัญ:
1. ด้านการปฏิรูปภาคอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี:
- Biopharma SHAKTI: มีแผนอัดฉีดงบประมาณ 1 แสนล้านรูปีอินเดีย ในระยะ 5 ปี เพื่อปั้นอินเดียเป็นศูนย์กลางการผลิตยาชีววัตถุ (Biologics) ยาชีววัตถุคล้ายคลึง (Biosimilars) และเภสัชภัณฑ์ระดับโลก
- Semiconductor Mission 2.0: ต่อยอดการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ โดยเพิ่มงบประมาณโครงการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เป็น 4 แสนล้านรูปีอินเดีย
- การขนส่งและโครงสร้างพื้นฐาน: อัดฉีดงบประมาณการลงทุนสาธารณะ (Public Capex) เพิ่มเป็น 12.2 ล้านล้านรูปีอินเดีย
*ระเบียงอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์* สร้างทางรถไฟความเร็วสูง (High-Speed Rail) 7 เส้นทางหลัก เช่น เส้นทางเชื่อมต่อเมืองอุตสาหกรรมอย่าง Mumbai-Pune และ Chennai-Bengaluru และพัฒนาเส้นทางเดินเรือภายในประเทศ 20 แห่ง
*แผนจัดตั้ง "Rare Earth Corridors"* ในรัฐทางตอนใต้และตะวันออกเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมแร่หายาก มุ่งเน้นไปที่รัฐที่มีแหล่งแร่ตามธรรมชาติสูง เช่น โอริสสา (Odisha) อานธรประเทศ (Andhra Pradesh) และทมิฬนาฑู (Tamil Nadu) โดยมีเป้าหมายในการสร้างระบบนิเวศตั้งแต่การขุดเจาะ การแยกแร่ ไปจนถึงการแปรรูปขั้นสูง เพื่อป้อนอุตสาหกรรมผลิตชิป (Semiconductors) แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และอุปกรณ์ป้องกันประเทศ โดยรัฐบาลอินเดียจะให้สิทธิพิเศษทางภาษีและงบประมาณสนับสนุนการวิจัย (R&D) เพื่อดึงดูดการลงทุนจากเอกชนทั้งในและต่างประเทศ ในการสร้างโรงงานสกัดแร่หายาก
*เศรษฐกิจสีส้ม (Orange Economy) หรือ Creative Economy (เศรษฐกิจสร้างสรรค์)* สนับสนุนและให้ความสำคัญกับกลุ่มอุตสาหกรรม AVGC ซึ่งประกอบด้วย:
A - Animation (แอนิเมชัน): การสร้างภาพเคลื่อนไหว
V - Visual Effects (VFX): การสร้างภาพพิเศษในภาพยนตร์หรือโฆษณา
G - Gaming (เกม): อุตสาหกรรมเกมออนไลน์และอีสปอร์ต
C - Comics (คอมิกส์): การผลิตหนังสือการ์ตูนและนิยายภาพ
มุ่งหวังที่จะเปลี่ยนจากการเป็นเพียงผู้รับจ้างผลิต (Outsource) มาเป็นผู้สร้างเนื้อหา (Content Creator) ระดับโลก โดยอาศัยมรดกทางวัฒนธรรมอันยาวนานของอินเดียมาเป็นวัตถุดิบในการเล่าเรื่อง โดยรัฐบาลอินเดียจะสนับสนุนในการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการทำงานสร้างสรรค์ การพัฒนาทักษะเฉพาะทาง และการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา โดยตั้งเป้าหมายในการสร้างบุคลากรที่มีทักษะสูงสำหรับอุตสาหกรรมถึง 2 ล้านคน ภายในปี 2573 (2030)
2. ด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตและทักษะ:
- การศึกษาและการจ้างงาน: จัดตั้งคณะกรรมการ "Education to Employment and Enterprise" เพื่อผลักดันอินเดียเป็นผู้นำด้านบริการของโลก
- การท่องเที่ยว: พัฒนาแหล่งโบราณคดี 15 แห่ง และเส้นทางท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เช่น เส้นทางดูนกและเส้นทางเดินป่า
3. ด้านนโยบายภาษีใหม่: มีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญทั้งในส่วนของภาษีทางตรงและภาษีทางอ้อม ดังนี้
การปฏิรูปภาษีทางตรง (Direct Tax Reforms) โดยรัฐบาลมุ่งเน้นการสร้างระบบภาษีที่มีประสิทธิภาพ เรียบง่าย และลดภาระของผู้เสียภาษี:
- มีการประกาศใช้กฎหมายภาษีเงินได้ฉบับใหม่ Income Tax Act 2025 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 (2026) เป็นต้นไป โดยมีเป้าหมายเพื่อลดความซับซ้อนของตัวบทกฎหมายและลดข้อพิพาททางภาษี
- มีการปรับลดภาษีหัก ณ ที่จ่าย (TCS) สำหรับกิจกรรมเฉพาะทางเพื่อส่งเสริมการใช้จ่ายและการเข้าถึงบริการ อาทิ
* การท่องเที่ยวต่างประเทศ: ลดอัตรา TCS สำหรับการซื้อแพ็กเกจทัวร์ต่างประเทศเหลือเพียงร้อยละ 2 จากเดิมที่มีอัตราประมาณร้อยละ 5-20
* การศึกษาและการแพทย์:ลดอัตรา TCS สำหรับการโอนเงินเพื่อการศึกษาและการรักษาพยาบาลในต่างประเทศเหลือร้อยละ 2
- ส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติ: โดยปรับเพิ่มเพดานการถือครองหุ้นในบริษัทอินเดียสำหรับบุคคลธรรมดาที่พำนักนอกประเทศ (Individual PROI) จากร้อยละ 5 เป็นร้อยละ 10 เพื่อดึงดูดเงินทุนไหลเข้าประเทศ
นโยบายภาษีทางอ้อมและศุลกากร (Indirect Tax & Customs) เน้นการสนับสนุนนโยบาย Atmanirbharta (การพึ่งพาตนเอง) และการเป็นฐานการผลิตโลก สำหรับอุตสาหกรรมที่รัฐบาลอินเดียให้ความสำคัญและสนับสนุน อาทิ
- อุตสาหกรรมเทคโนโลยีและชีวภาพ: มีการปรับลดอากรศุลกากรสำหรับวัตถุดิบและส่วนประกอบที่จำเป็นในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น เซมิคอนดักเตอร์ และผลิตภัณฑ์ชีวเภสัชภัณฑ์ (Biopharma) เพื่อลดต้นทุนการผลิตในประเทศ
- การส่งออกสินค้าหนังและรองเท้า: ขยายเวลาการส่งออกสินค้าที่ผลิตจากหนังและรองเท้าภายใต้สิทธิประโยชน์ทางภาษีจาก 6 เดือน เป็น 12 เดือน และขยายขอบเขตการยกเว้นอากรครอบคลุมถึง Shoe-uppers ด้วย
- พลังงานสะอาด: ยกเว้นภาษีสรรพสามิต (Central Excise Duty) สำหรับมูลค่าของ Biogas หรือ CBG ที่ผสมอยู่ในก๊าซธรรมชาติอัด (CNG) เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน
มาตรการภาษีอื่นๆ
ภาษียาสูบ: ปรับเพิ่มอัตราภาษี National Calamity Contingent Duty (NCCD) สำหรับผลิตภัณฑ์ยาสูบ (เช่น ยาเส้นปรุงรส) จากร้อยละ 25 เป็นร้อยละ 60 โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 (2026)
นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาความสัมพันธ์ของการออกนโยบายของรัฐบาลกลางอินเดียกับการให้ความสำคัญในการส่งเสริมและพัฒนารัฐที่อยู่ในเขตอาณารับผิดชอบของสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองเจนไน ซึ่งดูแลรัฐทางชายฝั่งตะวันออกของอินเดียตั้งแต่รัฐฉัตรติสครห์ รัฐโอดิสสา รัฐเตลังคานา รัฐอานธรประเทศ และรัฐทมิฬนาฑู รวมถึงเขตดินแดนปกครองพิเศษพอนดิเชอรี่ และดินแดนสหภาพหมู่เกาะอันดามันและนิโคบาร์ สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการพัฒนาในระดับรัฐ ดังนี้
รัฐบาลกลางอินเดียให้ความสำคัญต่อรัฐทางชายฝั่งตะวันออก(East Coast) เช่น รัฐโอริสสา รัฐอานธรประเทศ ในฐานะเป็นประตูสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงเน้นส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนารัฐทางชายฝั่งตะวันออก อาทิ
- การพัฒนาทางทะเล (Maritime Development): เน้นการอัปเกรดท่าเรือน้ำลึกและเชื่อมโยงเส้นทางเดินเรือภายในประเทศ (Inland Waterways) เพื่อลดค่าขนส่งสินค้าเกษตรและแร่ธาตุ
- การพัฒนา Petrochemical Hubs: การขยายเขตเศรษฐกิจพิเศษสำหรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ในพื้นที่ชายฝั่ง เพื่อรองรับการส่งออก
- การพัฒนา Eastern Dedicated Freight Corridor (EDFC): การเร่งรัดโครงการรถไฟขนส่งสินค้าสายตะวันออกเพื่อเชื่อมโยงแหล่งวัตถุดิบในภาคตะวันออกเข้ากับตลาดหลักในตอนกลางและตอนเหนือ
ขณะที่ภูมิภาคอินเดียใต้ รัฐบาลกลางอินเดียให้ความสำคัญในฐานะที่เป็นหัวใจหลักของเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมมูลค่าสูง จึงมุ่งเน้นส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรม อาทิ
- Semiconductor & Electronics Hub: รัฐทมิฬนาฑู และรัฐกรณาฏกะ จะได้รับประโยชน์สูงสุดจากงบประมาณ ISM 2.0 มูลค่า 4 แสนล้านรูปีอินเดีย เพื่อสร้างโรงงานผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
- High-Speed Rail (HSR): การประกาศสร้างเส้นทางรถไฟความเร็วสูงเชื่อมต่อเมืองเศรษฐกิจภาคใต้ เช่น Chennai-Bengaluru-Mysuru เพื่อสร้างเป็นกลุ่มคลัสเตอร์เทคโนโลยี (Tech Corridor)
- Renewable Energy: การสนับสนุนโครงการพลังงานลม (Offshore Wind) และการผลิตไฮโดรเจนสีเขียว (Green Hydrogen) ซึ่งมีศักยภาพสูงในพื้นที่ชายฝั่งทางตอนใต้
บทสรุป
รัฐบาลอินเดียส่งสัญญาณทิศทาง Union Budget 2026–27 ว่าจะเป็นงบประมาณในลักษณะ “การเสริมความแข็งแกร่งเชิงโครงสร้าง” มากกว่าการใช้นโยบายการคลังเชิงกระตุ้น โดยมุ่งเน้นเสถียรภาพ ความต่อเนื่องของนโยบาย และการยกระดับประสิทธิภาพด้านกฎหมายและการจัดเก็บรายได้ ภายใต้กรอบการคลังระยะยาว เมื่อเปรียบเทียบกับ Union Budget 2025–26 ซึ่งเน้นการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจควบคู่กับการรักษาวินัยการคลัง แนวโน้มงบประมาณปี 2026–27 สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจาก “การประกาศปฏิรูป” สู่ “การนำปฏิรูปไปปฏิบัติจริง”
Union Budget 2026–27 สะท้อนแนวคิด “งบประมาณแห่งความต่อเนื่องและความเชื่อมั่น” โดยรัฐบาลอินเดียเลือกใช้เสถียรภาพทางภาษีและการปฏิรูปเชิงสถาบันเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แทนการใช้นโยบายการคลังเชิงขยายในระยะสั้น ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดความเสี่ยงเชิงนโยบาย เสริมความน่าเชื่อถือของระบบภาษี และสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว นอกจากนี้ ยังสะท้อนถึงความพยายามของอินเดียในการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลและการใช้พลังงานสะอาด พร้อมกับการเปิดกว้างให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามามีส่วนร่วมในตลาดทุนมากขึ้น
โอกาสสำหรับประเทศไทย
จากทิศทางงบประมาณของอินเดีย ไทยมีโอกาสสำคัญในด้านต่างๆ ดังนี้:
1. อุตสาหกรรมการแพทย์และชีวภาพ (Wellness & Biopharma): ความพยายามของอินเดียในการสร้าง "Regional Medical Hubs" และการส่งเสริมยาชีววัตถุ (Biologics) เป็นโอกาสให้บริษัทไทยในกลุ่ม Biotech และการผลิตยาร่วมลงทุนหรือเป็นพันธมิตรในห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงการแลกเปลี่ยนความเชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical Tourism) ที่ไทยมีความแข็งแกร่ง
2. การเชื่อมต่อโครงสร้างพื้นฐานและการขนส่ง: นโยบายพัฒนา "Dedicated Freight Corridors" และการเพิ่มสัดส่วนการขนส่งทางเรือเป็นร้อยละ 12 สอดคล้องกับนโยบายการเชื่อมโยงทางทะเลระหว่างท่าเรือชายฝั่งอันดามันของไทยกับชายฝั่งตะวันออกของอินเดีย ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนและเวลาในการขนส่งสินค้า โดยบริษัทเดินเรือและบริหารท่าเรือของไทยสามารถมองหาความร่วมมือในการพัฒนาท่าเรือชายฝั่งตะวันออก ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อที่ใกล้กับไทยมากที่สุดผ่านทะเลอันดามัน
3. ความมั่นคงทางอาหารและสินค้าเกษตรมูลค่าสูง: อินเดียให้ความสำคัญกับสินค้าอย่างมะพร้าว โกโก้ และเม็ดมะม่วงหิมพานต์ ไทยซึ่งเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีแปรรูปอาหารสามารถส่งออกเครื่องจักรกลการเกษตร หรือร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าเหล่านี้ในตลาดโลก
4. เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Orange Economy): เป้าหมายของอินเดียที่ต้องการบุคลากรด้าน AVGC ถึง 2 ล้านคน ในปี 2573 เปิดทางให้นักสร้างสรรค์คอนเทนต์และสตูดิโอแอนิเมชันของไทยเข้าไปรับงานจ้างผลิต (Outsource) หรือร่วมผลิตคอนเทนต์เพื่อป้อนตลาดอินเดียที่มีขนาดใหญ่ และเนื่องจากอินเดียใต้เป็นศูนย์กลาง IT และ AVGC (แอนิเมชันและเกม) บริษัทไทยในสายงาน Creative Content สามารถสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับสตูดิโอในเมืองไฮเดอราบัด หรือเมืองเจนไน ได้
5. การผลิตขั้นสูง (Advanced Manufacturing) การที่อินเดียรุกหนักด้าน Rare Earth และ Semiconductor เป็นโอกาสให้ไทย ซึ่งมีห่วงโซ่อุปทานยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ที่แข็งแกร่งเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ Supply Chain ในระดับภูมิภาค
แหล่งอ้างอิง
1. Budget 2026-2027 Speech of Nirmala Sitharaman, Minister of Finance (February 1, 2026)
2. Budget 2026-2027: Critical Minerals and Rare Earth Provisions.
3. Income Tax Act 2025 and Direct Tax Proposals
4. Infrastructure Development Plan for Coastal States (Sagarmala & Freight Corridors Update).
หมายเหตุ: นโยบายข้างต้นเป็นไปตามคำแถลงในงบประมาณและเป้าหมายเชิงนโยบายของรัฐบาลอินเดีย ซึ่งบางรายการยังอยู่ระหว่างการจัดทำรายละเอียดและออกกฎหมาย/แนวปฏิบัติเพิ่มเติม