
iiMedia Research ระบุว่า มูลค่าตลาดอาหารแช่แข็งของจีนในปี 2568 อยู่ที่ 2,130.9 พันล้านหยวน (10.7 ล้านล้านบาท) และคาดว่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นสูงถึง 2,901.4 พันล้านหยวน (14.5 ล้านล้านบาท) ในปี 2573 โดยมีปัจจัยส่งเสริมการขยายตัว ได้แก่ 1. วิถีชีวิตและความต้องการของผู้บริโภคที่มีลักษณะเป็นเมืองมากขึ้น (Urbanization) 2. ระบบโลจิสติกส์ห่วงโซ่ความเย็น (Cold Chain) ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เกื้อหนุนการรุกตลาดเมืองรองและการปรับพอร์ตสินค้า

ที่มา https://www.iimedia.cn/c400/109709.html
จำนวนสมาชิกเฉลี่ยต่อครัวเรือนของจีนมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2567 จำนวนสมาชิกเฉลี่ยต่อครัวเรือนอยู่ที่ 2.51 คน ลดลงเล็กน้อยจากปี 2566 ขณะเดียวกัน จำนวนเพศหญิงที่มีงานทำในเขตเมืองปี 2566 อยู่ที่ 67.038 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 35.9 เมื่อเทียบกับปี 2553 แนวโน้มดังกล่าวส่งผลให้เวลาในการทำงานบ้านลดลง จึงทำให้อาหารแช่แข็งสอดคล้องกับการซื้อต่อครั้งในปริมาณที่ลดลงและประหยัดเวลาได้ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในทางเลือกหลักของมื้ออาหารประจำวันของครัวเรือนจีน

ในปี 2567 มูลค่าตลาดโลจิสติกส์ห่วงโซ่ความเย็นของจีนอยู่ที่ 7,983 พันล้านหยวน (40 ล้านล้านบาท) โดยมีความจุรวมของคลังสินค้าแช่เย็นอยู่ที่ 111.45 ล้านตัน และมีรถขนส่งควบคุมอุณหภูมิที่ใช้งานอยู่จำนวน 495,000 คัน ทำให้เห็นว่าระบบโลจิสติกส์ห่วงโซ่ความเย็นมีบทบาทสำคัญในการรักษาคุณภาพและความปลอดภัยของวัตถุดิบอาหารในกระบวนการขนส่งและกระจายสินค้า อีกทั้งยังตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่มุ่งเน้นรสชาติและประสบการณ์การบริโภค ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญต่อการผลักดันให้อุตสาหกรรมอาหารแช่แข็งของจีนมีมาตรฐาน

ในปี 2568 รายได้รวมของธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มทั่วประเทศจีนมีมูลค่า 5.7612 ล้านล้านหยวน (28.8 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.4 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เนื่องจากอาหารแช่แข็งมีความสะดวกความคงที่ของคุณภาพ และความสามารถในการจัดเก็บรักษาได้ง่าย จึงสามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการร้านอาหารในการลดต้นทุนด้านแรงงาน และด้านพื้นที่ครัว

iiMedia Research ยังระบุว่า มูลค่าตลาดอาหารแช่แข็งของจีนขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 มีมูลค่า 2,130.9 พันล้านหยวน (10.7 ล้านล้านบาท) และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 2,901.4 พันล้านหยวน (14.5 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2573 จึงสะท้อนให้เห็นว่า วิถีชีวิตที่เร่งรีบมากขึ้นส่งผลให้ต้องการอาหารที่สะดวกและรวดเร็ว มีแนวโน้มเพิ่มสูงอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันภาคธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มก็มีความต้องการผลิตภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูปที่ได้มาตรฐานเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ประกอบกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโดยเฉพาะด้านโลจิสติกส์เป็นแรงขับเคลื่อนใหม่ให้แก่อุตสาหกรรมแช่แข็งเป็นอย่างดี

จากข้อมูลของ iiMedia Research ระบุว่า ผู้บริโภคมากกว่าร้อยละ 64.8 เลือกซื้ออาหารแช่แข็งในปริมาณเพียงพอต่อความต้องการและมีการกักตุนเล็กน้อย ขณะที่มูลค่าการใช้จ่ายต่อครั้งส่วนใหญ่อยู่ที่ 51–100 หยวน(255–500 บาท) จึงเห็นได้ว่าพฤติกรรมการซื้ออาหารแช่แข็งของผู้บริโภคมีลักษณะกึ่งกักตุน โดยปริมาณและมูลค่าการใช้จ่ายต่อครั้งมีการกระจุกตัวอยู่ในระดับกลาง สะท้อนว่าอาหารแช่แข็งได้เป็นส่วนหนึ่งของมื้ออาหารประจำวันในครัวเรือน และกลายเป็นทางเลือกการบริโภคในหลัก แสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมกำลังก้าวสู่บทบาทสินค้าจำเป็นในครัวเรือนมากขึ้น

จากข้อมูลระบุว่า กลุ่มผลิตภัณฑ์แป้งและข้าวแช่แข็งประเภทอื่น ๆ (เกี๊ยวน้ำและเกี๊ยวทอดแช่แข็ง) มีสัดส่วนสูงสุดที่ร้อยละ 43.24 สะท้อนความนิยมของผลิตภัณฑ์ดั้งเดิม ขณะที่กลุ่มวัตถุดิบหม้อไฟแช่แข็ง (ลูกชิ้น เนื้อสัตว์ เป็นต้น) ตามมาเป็นอันดับสองที่ร้อยละ 41.83 แสดงให้เห็นถึงความต้องการบริโภควัตถุดิบหม้อไฟที่ยังคงแข็งแกร่ง กลุ่มอาหารหลักแบบดั้งเดิม (อาทิ ซาลาเปา หมั่นโถว เป็นต้น) และกลุ่มของว่าง (อาทิ ไส้กรอกย่าง ทาร์ตไข่) อยู่ในอันดับสามและสี่ ด้วยสัดส่วนร้อยละ 38.73 และ 37.18 ตามลำดับ สะท้อนความนิยมต่ออาหารพื้นฐานและของว่างในชีวิตประจำวัน อาหารทะเลแช่แข็ง (ปลาชิ้น เนื้อกุ้ง ปูอัด เป็นต้น) มีสัดส่วนร้อยละ 33.38 ขณะที่อาหารท้องถิ่นขึ้นชื่อ (อาทิ โร่วเจียโม่: คล้ายแซนวิชจีน, ลวี่ต๋ากุ่น: ขนมหวานไส้ถั่วแดง เป็นต้น) และอาหารเช้าพร้อมรับประทาน (อาทิ ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง เจียนปิ่งหรือแพนเค้กจีน) มีสัดส่วนร้อยละ 32.54 และร้อยละ 30.56 ตามลำดับ บ่งชี้ถึงความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภคต่อผลิตภัณฑ์อาหารแช่แข็ง ในส่วนของอาหารจานด่วนสไตล์ตะวันตก (อาทิ แฮมเบอร์เกอร์ เฟรนช์ฟรายส์ นักเก็ตไก่) และผลิตภัณฑ์เฉพาะสำหรับเด็ก (อาทิ เกี๊ยวสำหรับเด็ก สเต็กสำหรับเด็ก) มีสัดส่วนร้อยละ 26.90 และ 26.20 ตามลำดับ ส่วนกลุ่มอาหารหลักที่ไม่ใช่แบบดั้งเดิม (อาทิ โรลไก่ เบอร์ริโต) มีสัดส่วนต่ำสุดร้อยละ 23.94 สะท้อนว่าอาหารสไตล์ตะวันตกและอาหารหลักรูปแบบใหม่ยังมีสัดส่วนในตลาดอาหารแช่แข็งค่อนข้างจำกัดเมื่อเทียบกับกลุ่มอาหารดั้งเดิม
ความเห็นสำนกงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองเซี่ยเหมิน: การบริโภคอาหารแช่แข็งในมณฑลฝูเจี้ยน มีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะกลุ่มอาหารทะเลแช่แข็ง ซึ่งสอดรับกับลักษณะพื้นที่ชายฝั่งทะเลและวัฒนธรรมการบริโภคอาหารทะเล ประกอบกับกระแสความนิยมอาหารพร้อมปรุง (Ready-to-cook) ที่เพิ่มขึ้นตามระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของประชาชน ผู้บริโภคจึงให้ความสำคัญกับความสะดวก ความสดใหม่ และมาตรฐานคุณภาพสินค้าเป็นสำคัญ ปัจจุบันชาวฝูเจี้ยนบริโภคผลิตภัณฑ์ประมงเฉลี่ยมากกว่า 200 กิโลกรัมต่อคนต่อปี สูงเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ โดยมีผลผลิตจากการเพาะเลี้ยงที่สำคัญ อาทิ ปลาจวด หอยเป๋าฮื้อ หอยนางรม และสาหร่ายชนิดต่าง ๆ มีปริมาณอยู่ในระดับแนวหน้าของจีน ส่งผลให้ทางมณฑลเร่งพัฒนาเขตอุตสาหกรรมแปรรูปและลงทุนในสายการผลิตอัจฉริยะ เพื่อเพิ่มมูลค่าและความหลากหลายของสินค้า ครอบคลุมผลิตภัณฑ์แช่แข็ง อบแห้ง บด บรรจุกระป๋อง และอาหารเชิงหน้าที่ (Function food: อาหารที่ให้คุณค่าทางโภชนาการมากกว่าสารอาหารพื้นฐาน) ปัจจุบันมีโรงงานแปรรูปกว่า 400 แห่ง ใน 17 พื้นที่สำคัญ สร้างมูลค่าการแปรรูปมากกว่า 1 แสนล้านหยวน จัดอยู่ในอันดับสองของประเทศควบคู่กับการยกระดับระบบโลจิสติกส์ควบคุมอุณหภูมิ (Cold Chain) เพื่อรองรับการกระจายสินค้าทั้งภายในมณฑลและทั่วประเทศ
ในส่วนของการขนส่งสินค้าแบบควบคุมอุณหภูมิจากประเทศไทยมายังเมืองเซี่ยเหมิน นิยมใช้ 3 เส้นทางหลัก ได้แก่ การขนส่งทางเรือจากท่าเรือแหลมฉบังหรือท่าเรือกรุงเทพฯ (คลองเตย) ไปยังท่าเรือเซี่ยเหมิน (Xiamen Port) ระยะทางประมาณ 3,200–3,500 กิโลเมตร ใช้เวลา 3–7 วัน (สำหรับเรือตัดตรง) หรือ 10–14 วัน (ในกรณีมีการถ่ายลำ) การขนส่งทางบกผ่านเส้นทางไทย–สปป.ลาว–เวียดนามเข้าสู่จีน มีระยะทางประมาณ 2,800–3,200 กิโลเมตร ใช้เวลา 5–9 วัน เหมาะสำหรับสินค้าที่ต้องการความรวดเร็วกว่าทางเรือแต่มีต้นทุนต่ำกว่าทางอากาศ โดยใช้รถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ควบคุมอุณหภูมิ และการขนส่งทางอากาศจากสนามบินสุวรรณภูมิไปยัง Xiamen Gaoqi International Airport มีระยะทางประมาณ 2,200 กิโลเมตร ใช้เวลาบิน 3–4 ชั่วโมง หรือรวมกระบวนการทั้งหมดประมาณ 1–2 วัน เหมาะสำหรับสินค้ามูลค่าสูงหรือมีความเร่งด่วน
ผู้ประกอบการไทยอาจพิจารณาพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารแช่แข็งให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคชาวจีนที่ให้ความสำคัญต่อความสะดวกรวดเร็วและคุณภาพ โดยออกแบบบรรจุภัณฑ์ในรูปแบบขนาดเล็กหรือแบ่งสัดส่วนการบริโภค (portion) อย่างชัดเจน พร้อมแสดงข้อมูลระยะเวลาในการปรุงและคุณค่าทางโภชนาการบนฉลากอย่างครบถ้วน เพื่อเพิ่มความสะดวกในการตัดสินใจซื้อ
ในด้านการกระจายสินค้า ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานระบบห่วงโซ่ความเย็นของจีนที่มีความพร้อม วางแผนขยายตลาดไปยังเมืองหลักและเมืองรอง โดยไม่จำกัดเฉพาะเมืองหลักตามแนวชายฝั่งเท่านั้น เพื่อลดการกระจุกตัวของตลาด และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มใหม่
สำหรับช่องทางธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่ม อาหารแช่แข็งมีศักยภาพในการช่วยผู้ประกอบการชาวจีนลดต้นทุนแรงงาน ควบคุมมาตรฐานรสชาติ และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการครัว ผู้ประกอบการไทยจึงควรพัฒนาผลิตภัณฑ์ในรูปแบบวัตถุดิบกึ่งสำเร็จรูป หรือเมนูอาหารไทยมาตรฐานสำหรับร้านอาหารไทย หรือร้านอาหารเอเชียในจีน เพื่อสร้างยอดขายในระดับปริมาณ (Volume-based Market) ควบคู่กับตลาดผู้บริโภครายย่อย
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทยที่สนใจขยายตลาดในมณฑลฝูเจี้ยนและเจียงซีอาจพิจารณาเข้าร่วมงานแสดงสินค้าTop Thai Brands เซี่ยเหมินซึ่งมีกำหนดจัดในเดือนกันยายนได้ โดยสามารถดูรายละเอียดการเข้าร่วมงานในปีที่ผ่านมาได้ทาง Drive.ditp.go.th หรือสอบถามได้ทางสายด่วนกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ 1169
https://www.iimedia.cn/c400/109709.html
เรียบเรียงโดยสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองเซี่ยเหมิน
19 กุมภาพันธ์ 2569