
แถลงการณ์ผลการประชุมคณะกรรมการธนาคารกลางโมร็อกโก (Bank Al-Maghrib - BAM) เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 ได้แสดงทิศทางการเติบโตของดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจที่สำคัญของโมร็อกโกท่ามกลางสภาวะความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลกและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยมีรายละเอียด ดังนี้
1. ภาพรวมการเติบโตทางเศรษฐกิจ (Economic Growth)
ธนาคารกลางโมร็อกโกคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจของประเทศจะขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญในปี 2569 โดยมีรายละเอียดการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ดังนี้
• ปี 2568: คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวที่ 4.8%
• ปี 2569: คาดว่าอัตราการเติบโตจะเร่งตัวขึ้นไปอยู่ที่ 5.6%
• ปี 2570: คาดว่าจะชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 3.5%
แรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ GDP ในปี 2569 สูงขึ้น มาจากการฟื้นตัวอย่างก้าวกระโดดของภาคเกษตรกรรม ซึ่งได้รับผลจากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย โดยคาดว่าผลผลิตธัญพืชหลัก 3 ชนิดจะสูงถึง 82 ล้านควินทัล (Quintals) ส่งผลให้มูลค่าเพิ่มของภาคเกษตรกรรม (Agricultural Value Added) ดีดตัวขึ้นถึง 14.4% ในปี 2569
สำหรับภาคที่ไม่ใช่เกษตรกรรม ยังคงรักษาอัตราการเติบโตคงที่ประมาณ 4.5% ตลอดช่วงปี 2569-2570 โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านเศรษฐกิจและสังคมที่ภาครัฐและเอกชนดำเนินการอย่างต่อเนื่อง
2. เสถียรภาพทางราคาและนโยบายการเงิน (Inflation & Monetary Policy)
ในด้านเงินเฟ้อ ธนาคารกลางโมร็อกโกมีมุมมองที่ค่อนข้างผ่อนคลายเนื่องจากระดับราคาสินค้าภายในประเทศยังคงอยู่ในเกณฑ์ต่ำ
• อัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะเฉลี่ยอยู่ที่เพียง 0.8% ในปี 2569 ก่อนจะค่อยๆ ขยับขึ้นเป็น 1.4% ในปี 2570 ซึ่งสะท้อนถึงการบริหารจัดการอุปทานสินค้าอาหารที่ดีและราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่เริ่มทรงตัว
• คณะกรรมการ BAM มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.25% เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและรักษาสมดุลของเสถียรภาพราคา
3. ฐานะภายนอกประเทศและการค้า (External Accounts)
แม้เศรษฐกิจจะเติบโตดี แต่โมร็อกโกกำลังเผชิญกับความท้าทายจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลกที่สูงขึ้น
• คาดว่าจะขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเพิ่มขึ้นจาก 2.3% ของ GDP ในปี 2568 เป็น 3.1% ในปี 2569 สาเหตุหลักมาจากค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน (Energy Bill) ที่คาดว่าจะพุ่งสูงขึ้นถึง 15.6%
• การส่งออก กลุ่มสินค้าฟอสเฟตและอนุพันธ์ยังคงเป็นสินค้าสำคัญ โดยคาดว่ามูลค่าการส่งออกจะเติบโตถึง 19.4% ในปี 2569 เนื่องจากอุปสงค์ในตลาดโลกและข้อจำกัดการส่งออกของประเทศคู่แข่งอื่น
• การนำเข้ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในกลุ่ม สินค้าทุน (Capital Goods) ที่เติบโตประมาณ 10% ต่อปี ตามการขยายตัวของการลงทุนในประเทศ
ข้อเสนอแนะ
1. ควรให้ความสำคัญกับการเจาะตลาดสินค้าทุนและส่วนประกอบอุตสาหกรรม เนื่องจากโมร็อกโกมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและภาคการผลิตอย่างหนัก (โดยเฉพาะยานยนต์และพลังงานสะอาด) ผู้ประกอบการไทยในกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องจักรกล และอุปกรณ์ไฟฟ้า อาจพิจารณาขยายฐานการค้าไปยังโมร็อกโก โดยอาศัยความได้เปรียบที่ไทยเป็นฐานการผลิตระดับโลก เพื่อรองรับความต้องการสินค้าทุนที่โมร็อกโกต้องนำเข้าเพิ่มขึ้นปีละประมาณ 10%
2. แม้ปี 2569 ภาคเกษตรโมร็อกโกจะเติบโตดี แต่ความผันผวนของสภาพอากาศในระยะยาวทำให้ความมั่นคงทางอาหารยังเป็นประเด็นสำคัญ ไทยควรส่งเสริมการส่งออก อาหารแปรรูป สินค้าประมง และข้าว โดยชูมาตรฐาน Thai SELECT เพื่อจับกลุ่มตลาดบนที่มีกำลังซื้อสูงขึ้นตามการเติบโตของ GDP
3. สำหรับการค้าวัตถุดิบเพื่อการผลิต (Raw Materials for Industry) โมร็อกโกเป็นแหล่งฟอสเฟตรายใหญ่และเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมปุ๋ยของไทย ในขณะที่ไทยสามารถส่งออกยางพาราและผลิตภัณฑ์พลาสติก เพื่อเป็นวัตถุดิบในสายการผลิตอุตสาหกรรมของโมร็อกโกที่กำลังเติบโต เพื่อสร้างความสัมพันธ์ทางการค้าแบบเกื้อกูลกัน (Value Chain Integration)
4. นอกจากนี้ อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทยยังมีโอกาสสูงในการเข้าสู่ตลาดโมร็อกโกที่กำลังเร่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (Digital Transformation) โดยเฉพาะในกลุ่ม FinTech, E-commerce และ AgriTech ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย Smart Country และการขยายตัวของภาคบริการในโมร็อกโก โดยไทยสามารถใช้โมร็อกโกเป็น Digital Gateway เพื่อขยายฐานการบริการสู่ภูมิภาคแอฟริกาตะวันตกและฝรั่งเศส ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ได้กำหนดนำคณะผู้แทนการค้าซอฟต์แวร์ไทยเข้าร่วมงาน GITEX Africa 2026 ณ เมืองมาร์ราเกช ระหว่างวันที่ 7-9 เมษายน 2569 เพื่อสร้างเครือข่ายพันธมิตรและขยายส่วนแบ่งการตลาดในภูมิภาคอย่างเป็นรูปธรรม
------------------------------------------------------------------------
ที่มา
https://www.bkam.ma/en/Press-releases/Bank-al-maghrib-board-meeting/2026/Bank-al-maghrib-s-board-meeting-march-17-2026