
1. ภาพรวมตลาดในภูมิภาคลาตินอเมริกา
อาหารสัตว์เลี้ยงที่มีการปรับปรุงสูตรโภชนาการส่วนใหญ่จะอยู่ในกลุ่มอาหารสุนัขและแมว การขยายพื้นที่ของเขตเมืองในประเทศต่าง ๆ ในลาตินอเมริกา ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงวิถีการใช้ชีวิตประจำวัน ทำให้ประชาชนหันมาเลี้ยงสัตว์เลี้ยงเพิ่มขึ้น โดยประเทศบราซิลมีความต้องการอาหารสัตว์เลี้ยงมากที่สุดในภูมิภาค รองลงไป คือ เม็กซิโก โคลอมเบีย อาร์เจนตินา และชิลี ซึ่งผู้เลี้ยงให้ความสำคัญกับสัตว์เลี้ยงในฐานะสมาชิกในครอบครัว และต้องการอาหารที่มีคุณประโยชน์ในระยะยาวต่อสัตว์เลี้ยง
นอกจากนี้ สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา (โควิด 19) เป็นปัจจัยสนับสนุนหลักที่ทำให้มีการเลี้ยงสัตว์เลี้ยงเพิ่มขึ้นทั่วโลก โดยในปี 2566 ภูมิภาคลาตินอเมริกา มีการนำเข้าอาหารสัตว์เลี้ยง (สุนัขและแมว) เพิ่มขึ้นต่อเนื่องประมาณร้อยละ 75 นับตั้งแต่ปี 2563 หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 259 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยนำเข้าอาหารสัตว์เลี้ยงจากสหรัฐอเมริกามากเป็นอันดับที่ 1 หรือมีส่วนแบ่งตลาดสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงที่ร้อยละ 40 ทั้งนี้ การขยายตัวของพื้นที่เมืองในลาตินอเมริกาคิดเป็นอัตราร้อยละ 82 ส่งผลให้ประชาชนนิยมเลี้ยงสัตว์เลี้ยงขนาดเล็กลง เนื่องจากข้อจำกัดของพื้นที่อยู่อาศัย โดยมีการเลี้ยงแมวเพิ่มขึ้น คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 8 และมีการขยายตัวของความต้องการอาหารแมวเพิ่มขึ้นคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 7
การเปลี่ยนแปลงค่านิยมในภูมิภาคลาตินอเมริกาที่สัตว์เลี้ยงเป็นหนึ่งในสมาชิกของครอบครัว เป็นปัจจัยสนับสนุนการขยายตัวของตลาดสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยง อีกทั้ง เจ้าของสัตว์เลี้ยงคิดเป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ 74 ให้ความรักและเอ็นดูต่อสัตว์เลี้ยงเป็นพิเศษ ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดในโลก ส่งผลให้มีการขยายตัวของความต้องการอาหารสัตว์เลี้ยงคุณภาพสูงและมีคุณค่าทางโภชนาการ รวมถึงอาหารสัตว์เลี้ยงที่ผลิตจากวัตถุดิบจากธรรมชาติ และดีต่อสุขภาพ เช่น อาหารสัตว์เลี้ยงที่เพิ่มสารอาหารโปรไบโอติค สารต้านอนุมูลอิสระ โอเมก้า 3 เป็นต้น ซึ่งส่วนใหญ่อาหารสัตว์เลี้ยงแบบเปียกจะเพิ่มสารอาหารที่มีประโยชน์ต่าง ๆ อย่างไรก็ดี อาหารสัตว์เลี้ยงแบบแห้งยังคงเป็นที่นิยมมากที่สุดในภูมิภาคลาตินอเมริกา
นอกจากนี้ พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce) มีส่วนช่วยให้การขยายตัวของตลาดสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงมีอัตราที่รวดเร็วขึ้น เนื่องจากเจ้าของสัตว์เลี้ยงในปัจจุบันเลือกซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น ด้วยเหตุผลของความสะดวกสบาย ตัวเลือกสินค้าที่หลากหลาย การจัดส่งฟรีถึงที่ และนโยบายการคืนสินค้า โดยผู้ผลิตและผู้ค้าปลีกมีการใช้กลยุทธ์ Omnichannel[1] เพื่อการเข้าถึงผลิตภัณฑ์สินค้าอาหารสัตว์ที่เหมาะสม อย่างไรก็ดี ยอดการจัดจำหน่ายสินค้าแบบออฟไลน์ของทั้งไฮเปอร์มาร์เก็ตและซูเปอร์มาร์เก็ตยังคงสูงกว่ายอดการจัดจำหน่ายผ่านทางออนไลน์ เนื่องจากเจ้าของสัตว์เลี้ยงส่วนใหญ่ต้องการเห็นสินค้าจริงในการซื้อครั้งแรก และในส่วนของการซื้อสินค้าทางออนไลน์ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มเจ้าของสัตว์เลี้ยงที่ต้องการสินค้าเฉพาะสายพันธุ์ อาหารออร์แกนิค และอาหารพรีเมี่ยม
แม้ตลาดสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงจะมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง แต่การตลาดและการประชาสัมพันธ์อาหารสัตว์เลี้ยงในภูมิภาคลาตินอเมริกายังอยู่ในระดับต่ำ เจ้าของสัตว์เลี้ยงจำนวนมากมีการปรุงอาหารให้สัตว์เลี้ยงเอง รวมทั้งจำนวนสัตว์เลี้ยงที่ถูกทอดทิ้งมีจำนวนมาก ทำให้ตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงมีทั้งอาหารระดับพรีเมี่ยมและระดับมาตรฐาน
แผนภูมิที่ 1: แนวโน้มขนาดตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงในภูมิภาคลาตินอเมริกา ระหว่างปี 2568 - 2576[1]

ในปี 2568 ตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงในภูมิภาคลาตินอเมริกามีมูลค่าประมาณ 10.91 พันล้านเหรียญสหรัฐ และคาดว่าจะมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องจนถึงปี 2576 ด้วยมูลค่าประมาณ 18.91 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือมีการขยายตัวเฉลี่ยที่อัตราร้อยละ 7.11 ต่อปี ตั้งแต่ปี 2568 - 2576
2. ตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงในเปรู
จากข้อมูลของสถาบันสถิติและสารสนเทศของเปรู (National Institute of Statistics and Informatics: INEI) ระบุว่าร้อยละ 51.7 ของจำนวนครัวเรือนทั้งหมดในเปรู มีการเลี้ยงสุนัขอย่างน้อย 1 ตัว และพื้นที่ชนบทในเปรู มีการเลี้ยงสุนัขเฉลี่ยที่ 2 ตัวต่อครัวเรือน ทำให้สุนัขเป็นสัตว์เลี้ยงยอดนิยมลำดับที่ 1 ทั้งนี้ พบว่าชาวเปรูในระดับครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำนิยมเลี้ยงสุนัข โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท
ประเทศเปรูเป็นตลาดเกิดใหม่ที่มีศักยภาพ มีการขยายตัวของการนำเข้าอาหารสัตว์เลี้ยงต่อเนื่อง โดยข้อมูลจาก Trade Data Monitor เปรูนำเข้าอาหารสัตว์เลี้ยง (สุนัขและแมว) คิดเป็นมูลค่า 50 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2567 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 9.68 โดยไทยส่งออกสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงไปยังเปรูคิดเป็นมูลค่า 1.3 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 2.65 ของส่วนแบ่งตลาดนำเข้าสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงของเปรู นอกจากนี้ ชาวเปรูเริ่มนิยมการเลี้ยงแมวมากขึ้น เนื่องจากเห็นว่าการดูแลเลี้ยงดูแมวสะดวกกว่าสุนัข ส่งผลให้มีความต้องการเพิ่มขึ้นต่ออาหารแมวในระดับพรีเมี่ยม ทั้งนี้ เจ้าของสัตว์เลี้ยงในเปรูมีการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการเลือกซื้อสินค้าเพื่อตอบสนองต่อความต้องการเสริมสร้างสุขภาพที่ดีของสัตว์เลี้ยงที่จะช่วยลดภาระการรักษาพยาบาล ประกอบกับเปรูมีความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อในระดับต่ำ การขยายตัวของชนชั้นกลางเพิ่มขึ้น เหล่านี้จึงเป็นปัจจัยสนับสนุนการขยายตัวของตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงในเปรู
ในแง่ของค่าใช้จ่ายด้านอาหารสัตว์เลี้ยงของครัวเรือน มีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยในปี 2567 มีการขยายตัวที่ร้อยละ 16 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า และในปี 2568 มีการขยายตัวที่ร้อยละ 54.9 โดยการขยายตัวดังกล่าวมาจากการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นของครอบครัวที่มีฐานะดี คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 23.7 และของครอบครัวชนชั้นกลาง คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 14[1]
สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา (โควิด 19) เป็นปัจจัยเร่งของการขยายตัวตลาดสัตว์เลี้ยงในเปรู และในช่วงสถานการณ์ดังกล่าว ชาวเปรูจำนวนมากใส่ใจต่อสุขภาพของสัตว์เลี้ยง โดยจากข้อมูลของ Euromonitor จากนิตยสาร Forbes พบว่าตลาดดูแลสัตว์เลี้ยงมีการขยายตัวต่อเนื่องของรายได้จาก 262 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2563 จนถึง 456 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือมีการขยายตัวที่ร้อยละ 7.9 ในปี 2566 แม้เปรูจะประสบกับปัญหาการชะลอตัวทางเศรษฐกิจในช่วงเวลาดังกล่าว อย่างไรก็ดี สถานการณ์โควิด 19 มีใช่ปัจจัยหลักเดียวของการขยายตัวของตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงในเปรู แต่มีหลายปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนให้เกิดการขยายตัวฯ เช่น การเปลี่ยนแปลงของจำนวนประชากร / เศรษฐกิจ / สังคม นอกจากนี้ ประชากรวัยทำงานเลื่อนระยะเวลาการมีบุตรช้าลง และเลี้ยงสัตว์เลี้ยงเพิ่มขึ้น
ความต้องการที่หลากหลายในตลาด
ตลาดสัตว์เลี้ยงในเปรูมีผลิตภัณฑ์และบริการสำหรับสัตว์เลี้ยงที่หลากหลาย ซึ่งเจ้าของสัตว์เลี้ยงยอมลงทุน/จ่าย เช่น วัคซีน อาหารเฉพาะ อุปกรณ์ในการช่วยดูแล การประกันสุขภาพสัตว์เลี้ยง เป็นต้น ทั้งนี้ ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์และบริการดังกล่าวยังนำไปสู่การขยายตัวของร้านจำหน่ายสินค้าสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะ ซึ่งร้านแบรนด์ SuperPet และ Groomers ได้รับความนิยมสูงที่สุด โดยร้านมีเครือข่ายการจัดจำหน่ายหลายแห่งในกรุงลิมา โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความต้องการสูงต่อสินค้า เช่น Barranco, Jesús María, La Molina, Miraflores, San Miguel, Independencia และ Los Olivos นอกจากนี้ เจ้าของสัตว์เลี้ยงนิยมร้านที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เมืองที่สะดวกต่อการใช้บริการ เช่น ในห้างสรรพสินค้า โดยร้านดังกล่าวมีการให้บริการแบบครบวงจรตั้งแต่การจัดจำหน่ายอาหารและอุปกรณ์สำหรับสัตว์เลี้ยง การบริการอาบน้ำ ตัดขน
เจ้าของสัตว์เลี้ยงในเปรูมีค่าใช้จ่ายประมาณ 104 – 150 เหรียญสหรัฐต่อเดือน และมีการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยง โดยให้ความสำคัญเป็นพิเศษสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ดีต่อสุขภาพสัตว์เลี้ยง ทั้งนี้ กลุ่มของเจ้าของสัตว์เลี้ยงสามารถแบ่งได้เป็น (1) เจ้าของที่ใส่ใจสุขภาพ ที่ให้ความสำคัญของสุขภาพสัตว์เลี้ยงเป็นลำดับต้น (2) เจ้าของที่เน้นความสะดวก เน้นการหาซื้อสินค้าที่สะดวกและหาซื้อได้ง่าย (3) เจ้าของที่มีความซื่อสัตย์ต่อแบรนด์ เลือกซื้อสินค้าตามแบรนด์โดยไม่คำนึงถึงราคา และ (4) เจ้าของที่รักสัตว์เลี้ยง เลือกสินค้าที่ดีที่สุดโดยไม่คำนึงถึงราคา
การผลิตสินค้าในประเทศ
จากข้อมูลของสมาคมอุตสาหกรรมแห่งชาติ (National Industry Society: SNI) และสถาบันเศรษฐกิจและสังคมศึกษา (Institute of Economic and Social Studies: IEES) การผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงในเปรูมีอัตราการขยายตัวที่ร้อยละ 98 ในช่วงระยะเวลา 10 ปี หรือจากปริมาณการผลิตที่ 16,992 ตัน ในปี 2558 เป็น 33,643 ตัน ในปี 2567 โดยตัวเลขดังกล่าวสอดคล้องกับการขยายตัวของจำนวนสัตว์เลี้ยง (สุนัขและแมว) ที่เพิ่มขึ้นในเปรู ในขณะที่อาหารสัตว์ในภาพรวม (นก ปลา สัตว์เลี้ยง วัว สุกร และอื่น ๆ) มีอัตราการขยายตัวเพียงร้อยละ 1 ในช่วงระหว่างปี 2558 – 2567 ทั้งนี้ ข้อมูลสถิติดังกล่าวประกอบกับข้อมูลการนำเข้าและการผลิตในประเทศ แสดงให้เห็นว่าการบริโภคอาหารสัตว์เลี้ยงมีการขยายตัวที่ร้อยละ 65 ในช่วง 10 ปี ที่ผ่านมา[2]

บริษัท Molitalia and Rinti S.A. เป็นผู้นำในการผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงในเปรู มีส่วนแบ่งตลาดคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 90 ของอาหารสัตว์เลี้ยงที่ผลิตภายในประเทศ
ในแง่ของต้นทุนการผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงที่ส่งผลต่อราคาขายปลีก ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ เช่น ส่วนผสม รูปแบบการนำเสนอผลิตภัณฑ์ (ขนาดบรรรจุภัณฑ์ การออกแบบ) เป็นต้น โดยทั่วไปต้นทุนการผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงสำหรับสุนัขและแมว ได้แก่
อาหารสุนัข อยู่ระหว่าง 2 – 9 เหรียญสหรัฐต่อกิโลกรัม
อาหารแมว อยู่ระหว่าง 3 – 10 เหรียญสหรัฐต่อกิโลกรัม[3]
3. การนำเข้า
ในรายงานนี้จะพิจารณาสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงในพิกัดศุลกากร (ตามที่มีการนำเข้า) ดังต่อไปนี้
ตารางที่ 1: พิกัดศุลกากรสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยง
พิกัดศุลกากร | รายละเอียด |
2309101000 2309102000
2309109000 | อาหารสุนัขหรือแมวบรรจุภาชนะแบบปิด (สูญญากาศ) วางจำหน่ายปลีก อาหารสุนัขหรือแมวบรรจุในภาชนะอื่นที่ไม่ใช่สูญญากาศ หรือถุง วางจำหน่ายปลีก |
ตารางที่ 2: การนำเข้าอาหารสัตว์เลี้ยงของเปรู ระหว่างปี 2565 – 2567 (หน่วย: เหรียญสหรัฐ)
พิกัดศุลกากร | 2565 | 2566 | 2567 |
2309101000 | --- | ---- | ----- |
2309102000 | 4,402,477 | 3,035,147 | 5,620,458 |
2309109000 | 47,473,948 | 42,929,737 | 44,795,421 |
จากข้อมูลในตารางที่ 2 พบว่า เปรูนำเข้าอาหารสัตว์เลี้ยงลดลงในช่งระหว่างปี 2565 – 2566 เนื่องจาก
ในปี 2566 เปรูประสบกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว และ GDP ลดลง ส่งผลให้ประชาชนลดการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น รวมถึงค่าใช้จ่ายในการซื้ออาหารสัตว์เลี้ยง
อัตราเงินเฟ้อในประเทศ เพิ่มขึ้นอยู่ที่อัตราร้อยะ 6.5 – 8 ส่งผลให้มีการบริโภคสินค้าที่ผลิตในประเทศเพิ่มขึ้น (ราคาถูกกว่าสินค้านำเข้า)
ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้ไวรัสโคโรน่า (โควิด-19) (ปี 2563 – 2565) ผู้ประกอบการเปรูมีการสต๊อกสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงจำนวนมาก
การนำเข้าตามประเทศถิ่นกำเนิด
ตารางที่ 3: ประเทศที่เปรูนำเข้าอาหารสัตว์เลี้ยงสูงที่สุด (พิกัด 2309102000) ในปี 2567
ประเทศถิ่นกำเนิด | มูลค่า CIF (เหรียญสหรัฐ) |
สหรัฐอเมริกา | 3,137,731 |
บราซิล | 1,121,185 |
เอกวาดอร์ | 444,947 |
ไทย | 295,583 |
อิตาลี | 192,972 |
สาธารณรัฐเช็ค | 139,304 |
โคลอมเบีย | 116,826 |
จีน | 74,289 |
ชิลี | 34,512 |
ออสเตรีย | 22,015 |
ที่มา: www.datasur.com
เปรูนำเข้าอาหารสัตว์เลี้ยง พิกัดศุลกากร 2309102000 จาก 13 ประเทศ โดยนำเข้าสูงสุดจากสหรัฐอเมริกา คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 55.83 ของการนำเข้าอาหารสัตว์เลี้ยงทั้งหมดในพิกัดดังกล่าว รองลงไปคือ บราซิล (ร้อยละ 19.95) เอกวาดอร์ (ร้อยละ 7.92) ไทย (ร้อยละ 5.96) อิตาลี (ร้อยละ 3.43) สาธารณรัฐเช็ค (ร้อยละ 2.48) โคลอมเบีย (ร้อยละ 2.08) จีน (ร้อยละ 1.32) ชิลี (ร้อยละ 0.61) และออสเตรีย (ร้อยละ 0.39) ตามลำดับ (ตารางที่ 3)
ตารางที่ 4: ประเทศที่เปรูนำเข้าอาหารสัตว์เลี้ยงสูงที่สุด (พิกัด 2309109000) ในปี 2567
ประเทศถิ่นกำเนิด | มูลค่า CIF (เหรียญสหรัฐ) |
อาร์เจนตินา | 10,437,683 |
บราซิล | 7,068,865 |
สหรัฐอเมริกา | 6,168,723 |
สเปน | 3,910,288 |
สาธารณัฐเช็ค | 3,537,704 |
ชิลี | 3,488,762 |
เม็กซิโก | 2,169,486 |
ฝรั่งเศส | 1,253,651 |
โคลอมเบีย | 1,181,411 |
เยอรมนี | 1,178,807 |
ที่มา: www.datasur.com
เปรูนำเข้าอาหารสัตว์เลี้ยง พิกัดศุลกากร 2309109000 จาก 28 ประเทศ โดยนำเข้าสูงสุดจากอาร์เจนตินา คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 23.30 รองลงไปคือ บราซิล (ร้อยละ 15.78) สหรัฐอเมริกา (ร้อยละ 13.77) สเปน (ร้อยละ 8.73) สาธารณรัฐเช็ค (ร้อยละ 7.90) ชิลี (ร้อยละ 7.79) เม็กซิโก (ร้อยละ 4.84) ฝรั่งเศส (ร้อยละ 2.80) โคลอมเบีย (ร้อยละ 2.64) และเยอรมนี (ร้อยละ 2.63) ตามลำดับ โดยนำเข้าจากไทยเป็นลำดับที่ 11 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 2.32 หรือเป็นมูลค่า 1,04,227 เหรียญสหรัฐ (ตารางที่ 4)
4. ช่องทางการจัดจำหน่าย
การจัดจำหน่ายสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงในเปรูดำเนินการในหลากหลายช่องทาง ได้แก่
ซูเปอร์มาร์เก็ต และไฮเปอร์มาร์เก็ต ซึ่งถือเป็นช่องทางการจัดจำหน่ายที่ใหญ่ที่สุด หรือมีส่วนแบ่งตลาดคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 54 และได้รับความนิยมจากผู้บริโภคมากที่สุด เช่น ห้าง Plaza Vea, Tottus, Metro เป็นต้น ซึ่งส่วนใหญ่จำหน่ายสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงในปริมาณมากทั้งแบบเปียกและแบบแห้ง
ร้านจำหน่ายสินค้าและอาหารสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะ มีส่วนแบงตลาดคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 31.5
ร้านสะดวกซื้อและร้านค้าทั่วไป ที่ผู้บริโภคสามารถหาซื้อสินค้าได้สะดวกในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท มีส่วนแบ่งตลาดคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 28
สถานพยาบาลสัตว์ มีส่วนแบ่งตลาดคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 21.33 และร้านสาขาของอาหารสัตว์เลี้ยง (เช่น E.G. Maxi Zoo, Kakkadu) มีส่วนแบ่งตลาดคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 10.31 ซึ่งร้านดังกล่าวจำหน่ายอาหารสัตว์เลี้ยงคุณภาพสูง
ช่องทางออนไลน์ มีส่วนแบ่งตลาดคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 9.40[1]
5. กฎระเบียบด้านภาษี การนำเข้า และการติดฉลาก
5.1 เงื่อนไขการนำเข้า
เอกสารประกอบการพิจารณานำเข้าสินค้าของหน่วยงานศุลกากรเปรู ประกอบด้วย
บัญชีราคาสินค้า (commercial invoice)
ใบรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า
ใบตราส่งสินค้า (Bill of Lading or Air Waybill)
บัญชีรายละเอียดบรรจุหีบห่อ (packing list) (หากจำเป็น)
ใบสำแดงราคา (value declaration)
เอกสารอื่น ๆ (หากได้รับการร้องขอ)
สำหรับการนำเข้าอาหารสัตว์เลี้ยงของเปรู จะต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบเฉพาะ มีใบรับรองสุขอนามัยจากหน่วยงานกำกับดูแลของประเทศต้นทางการส่งออก ใบอนุญาตนำเข้า (SIP) ที่ผู้นำเข้าได้รับทางออนไลน์หลังจากการลงทะเบียนโรงงานและการประเมินความเสี่ยงจากหน่วยงาน National Agrarian Health Service (SENASA) ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงพัฒนาการและการชลประทาน ซึ่งเป็นหน่วยงานรับผิดชอบข้อกำหนดด้านอาหารสัตว์เลี้ยง
5.2 การติดฉลาก รายละเอียดในการติดฉลากของสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงประกอบด้วย
ชื่อผลิตภัณฑ์
ส่วนประกอบ
คำแนะนำในการจัดเก็บ
ประเทศถิ่นกำเนิด
รายละเอียดผู้ผลิต / ผู้นำเข้า
เลขทะเบียนสาธารณสุขในการขออนุญาต (มีอายุระหว่าง 3-5 ปี)
ทั้งนี้ การติดฉลากจะต้องมีข้อมูลที่ชัดเจนของส่วนผสม ข้อมูลโภชนาการ และสารแต่งเติมที่ใช้ เพื่อให้ผู้บริโภครับทราบ และเลือกสินค้าให้เหมาะสมกับสัตว์เลี้ยง
5.3 การเก็บภาษี
อัตราภาษีศุลกากรของเปรูอยู่ที่อัตราระหว่างร้อยละ 0 – 11 ขึ้นอยู่กับหมวดหมู่ของสินค้า ทั้งนี้ สินค้าที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศหรือภูมิภาคใด ๆ ที่มีข้อตกลงทางการค้ากับเปรู สามารถสำแดงใบรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า เพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีด้านการนำเข้าตามเงื่อนไขของความตกลงทางการค้ากับประเทศนั้น ๆ โดยไทยและเปรูมีการจัดทำความตกลงว่าด้วยการเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้น (Thailand - Peru Closer Economic Partnership: TPCEP) ที่มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2554 ซึ่งสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงที่กล่าวถึงในรายงานนี้ (พิกัดศุลกากร 2309101000, 2309102000, 2309109000) มีอัตราภาษีศุลกากรที่ร้อยละศูนย์ อย่างไรก็ดี ผู้นำเข้าจะต้องชำระภาษีการขายทั่วไปที่อัตราร้อยละ 18 (ประกอบด้วยภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 16 และภาษีสนับสนุนเทศบาล ร้อยละ 2) คิดตามมูลค่า CIF
6. แนวโน้ม
ตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงในเปรูมีแนวโน้มการเติบโตอย่างรวดเร็ว และเป็นอุตสาหกรรมที่ศักยภาพสูง ได้รับแรงขับเคลื่อนหลักจากการเลี้ยงสัตว์เหมือนลูก (Pet Humanization) การขยายจำนวนครัวเรือนที่มีสัตว์เลี้ยง ทั้งนี้ ในปี 2568 ตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงในเปรูมีอัตราการขยายตัวคงที่ มีมูลค่าตลาดประมาณ 730 ล้านเหรียญสหรัฐ การขยายตัวของชุมชนเมืองและจำนวนประชาชนชั้นกลางของเปรู เป็นปัจจัยสนับสนุนของความต้องการอาหารสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะอาหารระดับพรีเมี่ยมที่มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์และสื่อสังคมออนไลน์มีส่วนช่วยสนับสนุนความต้องการอาหารสัตว์เลี้ยง เนื่องจากผู้บริโภคชาวเปรูสามารถเข้าถึงข้อมูลสินค้าได้สะดวกรวดเร็ว และกระตุ้นความต้องการสินค้า นอกจากนี้ ค่านิยมการเลี้ยงสัตว์เลี้ยงเสมือนหนึ่งในสมาชิกของครอบครัว และการเลี้ยงสัตว์เลี้ยงเหมือนลูก (Pet Humanization) ทำให้เจ้าของสัตว์เลี้ยงใส่ใจต่อสินค้าคุณภาพระดับพรีเมี่ยมมากขึ้น
จากการขยายตัวของตลาดส่งผลให้ผู้ผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงทั้งในประเทศและต่างประเทศมีการขยายตัวของการผลิตด้วย เช่น บริษัท Rintisa ของเปรู และบริษัท Royal Canin Peru มุ่งเน้นผลิตสินค้าพรีเมี่ยมมากขึ้น โดยใช้ส่วนผสมการผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงที่มีคุณภาพสูงและเหมาะสมกับโภชาการเฉพาะทางของสัตว์เลี้ยง
ในปี 2569 นี้ ตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงยังคงเติบโตได้ดีจากปัจจัยสนับสนุนด้าน Pet Humanization
เปรูถือเป็นตลาดใหม่ที่มีศักยภาพสำหรับอาหารสัตว์เลี้ยง โดยปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการขยายตัวของตลาด ได้แก่
การให้ความสำคัญต่อสุขภาพและอาหารที่คุณประโยชน์ระดับพรีเมี่ยม: ชาวเปรูปฏิบัติต่อสัตว์เลี้ยงเสมือนสมาชิกในครอบครัว และส่งผลให้เจ้าของสัตว์เลี้ยงใส่ใจต่อสุขภาพ และอาหารที่มีประโยชน์ ซึ่งจะช่วยลดโอกาสการเจ็บป่วย และลดค่าใช้จ่ายด้านสัตวแพทย์
อัตราการเลี้ยงแมวที่เพิ่มขึ้น: การเลี้ยงแมวเพิ่มขึ้น เนื่องจากการดูแลง่ายกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับสุนัข และเหมาะสมกับรูปแบบการใช้ชีวิตในเมืองที่มีพื้นที่จำกัด
ผู้ผลิตอาหารสัตว์เลี้ยง: ผู้ผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงสำคัญในท้องถิ่น เช่น บริษัท Rintisa มีการขยายปริมาณการผลิต ในขณะที่ บริษัท Royal Canin ขยายฐานการผลิตในเปรู และมุ่งเน้นผลิตสินค้าในกลุ่มอาหารสัตว์เลี้ยงแบบพรีเมี่ยม
พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และการจัดจำหน่าย: การเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยงผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น ช่วยเพิ่มโอกาสการเข้าถึงสินค้าของผู้บริโภค โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์เฉพาะทางสำหรับสัตว์เลี้ยง
ข้อมูลจาก Euromonitor คาดการณ์ว่าตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงทั่วโลกจะมีอัตราการขยายตัวเฉลี่ยที่ร้อยละ 3 ต่อปี จนถึงปี 2573 โดยผู้ผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงทั่วโลกมุ่งเน้นการผลิตอาหารคุณภาพระดับพรีเมี่ยม และสินค้าเพื่อสุขภาพมากขึ้น (เช่น ขนมดูแลฟัน ขนมเสริมสุขภาพ อาหารแห้งธรรมชาติ เนื้อสัตว์อบแห้งแบบ Freeze-Dried) นอกจากนี้ สินค้าและบริการสัตว์เลี้ยงที่มีแนวโน้มได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นตามการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ได้แก่ เครื่องให้อาหาร/กระบะทรายอัตโนมัติ สินค้าที่ออกแบบเฉพาะตัวและรักษาสิ่งแวดล้อม คลีนิคเฉพาะทางของสัตว์เลี้ยง (เช่น คลินิกฟื้นฟูสัตว์สูงวัย) ในขณะที่ตลาดสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงในภูมิภาคลาตินอเมริกาจะมีมูลค่าที่ 18.88 พันล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2576 โดยเปรูยังคงมีอัตราการขยายตัวของตลาดอย่างต่อเนื่อง ตลาดเปรูยังคงต้องการการนำเข้าอาหารสัตว์เลี้ยง (สหรัฐอเมริกาเป็นแหล่งนำเข้าสำคัญ) และต้องการอาหารคุณภาพสูงที่เหมาะสมกับความต้องการที่หลากหลายของสัตว์เลี้ยง
7. บทสรุปและความเห็น สคต.ฯ
สินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงในเปรูมีแนวโน้มการเติบโตในเชิงบวก สอดคล้องกับข้อมูลของ Euromonitor ที่มีการคาดการณ์ว่ามูลค่าการค้าอาหารสัตว์เลี้ยงและผลิตภัณฑ์ในเปรูจะมีการขยายตัวจาก 456 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2566 เป็น 680 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2571 อย่างไรก็ดี สินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงในเปรูยังมีผลิตภัณฑ์จากไทยค่อนข้างจำกัด ซึ่งผู้ประกอบการไทยควรพิจารณาโอกาสในการขยายส่วนแบ่งตลาดสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงในเปรูที่มีแนวโน้มการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงระดับพรีเมี่ยม ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีจากความตกลงว่าด้วยการเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้น (Thailand - Peru Closer Economic Partnership: TPCEP) ในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน
ไทยมีการส่งออกสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงมากที่สุดเป็นลำดับที่ 2 ของโลก มูลค่าการส่งออกรวม 1.68 พันล้านเหรียญสหรัฐ (มกราคม - กรกฎาคม 2568) ในปี 2568 รองจากสหรัฐอเมริกา ที่มีมูลค่าการส่งออกรวม 2.44 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยไทยเน้นการผลิตและส่งออกอาหารคุณภาพพรีเมี่ยม เนื่องจากไทยมีห่วงโซ่อุปทานวัตถุดิบครบวงจร และความเชี่ยวชาญด้านการแปรรูปโปรตีนจากผลผลิตพลอยได้จากอุตสาหกรรมอาหาร เช่น เนื้อไก่ เศษเนื้อปลา แป้ง และธัญพืชต่าง ๆ ทำให้ไทยมีวัตถุดิบโปรตีนคุณภาพสูงในราคาที่แข่งขันได้ในตลาดพรีเมียม รวมถึงระบบมาตรฐานความปลอดภัยอาหารระดับสากลอย่าง GMP, HACCP และอื่น ๆ ส่งผลให้สินค้าไทยได้รับการยอมรับในตลาดหลัก ซึ่งที่ผ่านมา ตลาดส่งออกหลักของไทยกระจุกตัวที่ในบางภูมิภาค ได้แก่ สหรัฐอเมริกา เอเชีย และยุโรป อย่างไรก็ดี ในสถานการณ์โลกปัจจุบันยังมีความเสี่ยง ความไม่แน่นอน และความท้าทายหลายด้าน เช่น ราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น การเปลี่ยนแปลงของเส้นทางคมนาคมขนส่งสินค้าที่ได้รับผลกระทบจากภาวะสงครามและราคาพลังงานที่สูงขึ้น ความเสี่ยงด้านการกระจุกตัวของตลาดส่งออกหลัก การแข่งขันจากประเทศคู่แข่งอื่น กฎระเบียบและมาตรการกีดกันการค้า รวมถึงแนวโน้มผู้บริโภคและนวัตกรรมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยควรให้ความสำคัญเพิ่มขึ้นต่อการบริหารความเสี่ยง กระจายตลาด และสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้า (เช่น อาหารสัตว์เลี้ยงที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพเฉพาะด้านมากขึ้น) รวมทั้ง การขยายตลาดการส่งออกไปยังตลาดใหม่ ๆ ที่มีศักยภาพ เช่น ในภูมิภาคลาตินอเมริกา เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยงของการกระจุกตัวของตลาดส่งออก โดยกลยุทธ์เหล่านี้จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการผลิตสินค้าให้ผู้ประกอบการไทย และสามารถแข่งขันในตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนมากขึ้น
___________________________
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงซันติอาโก
พฤษภาคม 2569
[1] A statistics and market insights platform https://tgmstatbox.com/stats/leading-channels-for-buying-pet-food-in-peru/
[1] A leading digital news platform. It delivers 24/7 coverage of politics, economy, sports, entertainment, technology, and international news - https://www.infobae.com/peru/2025/06/25/mas-de-la-mitad-de-hogares-peruanos-convive-con-al-menos-un-perro-segun-el-inei/
[2] https://andina.pe/agencia/noticia-produccion-alimentos-para-mascotas-crecio-98-ultimos-10-anos-1036410.aspx
[3] A specialized digital media platform and industry hub dedicated to the global pet food sector -https://allpetfood.net/entrada/mercado-de-mascotas-en-peru-facturaria-us-680-millones-para-el-2028-estas-seran-las-razones-54970
[1] A Hyderabad-based market research firm, specializing in syndicated and custom reports across industries like healthcare, food & beverages, agriculture, and pet care - https://www.marketdataforecast.com/market-reports/latin-america-pet-food-market
[1] กลยุทธ์การขายและการตลาดที่เชื่อมโยงทุกช่องทาง ทั้งออนไลน์ (Website, Social Media, App) และออฟไลน์ (หน้าร้าน) ให้ทำงานสอดคล้องกันเป็นหนึ่งเดียว (Seamless Experience) เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ราบรื่น สามารถสลับช่องทางไปมาได้โดยข้อมูลไม่สะดุด เช่น สั่งซื้อออนไลน์แล้วไปรับที่หน้าร้าน