fb
เวียดนามดัน E-Commerce ข้ามพรมแดน ตั้งเป้าส่งออกออนไลน์ เจาะตลาดสหรัฐฯ–จีน

เวียดนามดัน E-Commerce ข้ามพรมแดน ตั้งเป้าส่งออกออนไลน์ เจาะตลาดสหรัฐฯ–จีน

โดย
Tran
ลงเมื่อ 11 กันยายน 2569 17:27
สคต. ณ นครโฮจิมินห์ (เวียดนาม) (TTC, Ho Chi Minh City (Vietnam))
3

เนื้อข่าว 

กรมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์และเศรษฐกิจดิจิทัล (Department of E-commerce and Digital Economy) กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนาม ร่วมกับ TikTok Shop เปิดตัวโครงการ “Beyond Vietnam – Hàng Việt Cất Cánh” อย่างเป็นทางการ ณ นครโฮจิมินห์ เพื่อยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการเวียดนามในการใช้พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-commerce) เป็นช่องทางขยายการส่งออกและเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ โดยโครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการเร่งพัฒนาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของเวียดนามภายใต้แผนแม่บทการพัฒนาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ ระยะ พ.ศ. 2569–2573 (National E-commerce Development Master Plan for the 2026–2030 period) ซึ่งมุ่งเสริมสร้างศักยภาพเศรษฐกิจดิจิทัลและเพิ่มบทบาทของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในการสนับสนุนการค้าระหว่างประเทศ

image.png

ทั้งนี้ โครงการมุ่งพัฒนาขีดความสามารถด้านการส่งออกผ่านช่องทางดิจิทัล และการค้าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดน โดยนำรูปแบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์แบบเน้นการค้นพบสินค้า (discovery e-commerce) มาใช้ ซึ่งอาศัยเนื้อหาดิจิทัล การถ่ายทอดสด และผู้สร้างสรรค์เนื้อหา (creators) เป็นเครื่องมือในการเชื่อมโยงสินค้าและผู้บริโภค เพิ่มการเข้าถึงสินค้า การมีส่วนร่วมของผู้บริโภค และประสิทธิภาพในการเปลี่ยนผู้สนใจให้เป็นผู้ซื้อ

ในระยะเริ่มต้น โครงการจะสนับสนุนผู้ประกอบการเวียดนามประมาณ 500 รายผ่านการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาทักษะและขีดความสามารถด้านการส่งออกดิจิทัล โดยเฉพาะการสร้างเนื้อหา การถ่ายทอดสด การค้าผ่านผู้สร้างสรรค์เนื้อหา (creator commerce) และการบริหารจัดการธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์  นอกจากนี้ จะคัดเลือกผู้ประกอบการที่มีความพร้อมด้านการส่งออกจำนวน 50 ราย เพื่อรับคำปรึกษาเชิงลึกและการสนับสนุนแบบรายกิจการ โดยตั้งเป้าหมายให้สามารถสร้างคำสั่งซื้อระหว่างประเทศได้เป็นครั้งแรกจำนวน 1,000 รายการผ่านช่องทาง discovery e-commerce ขณะเดียวกัน ภายในปี 2572 โครงการมีเป้าหมายเพิ่มจำนวนผู้ประกอบการที่ได้รับการฝึกอบรมเป็น 2,000 ราย พร้อมส่งเสริมให้เกิดการดำเนินธุรกิจผ่านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในตลาดต่างประเทศอย่างยั่งยืน โดยเน้นการพัฒนาขีดความสามารถด้านการผลิตเนื้อหา การสร้างความร่วมมือกับผู้สร้างสรรค์เนื้อหา การบริหารจัดการธุรกรรมและการดำเนินงานผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล ตลอดจนการสร้างและพัฒนาแบรนด์ท้องถิ่น (local brand building) ทั้งนี้ โครงการจะทยอยขยายการเข้าถึงตลาดต่างประเทศที่มีความเหมาะสมผ่านเครือข่ายและระบบนิเวศทางธุรกิจของ TikTok Shop โดยให้ความสำคัญกับตลาดในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก และจะพิจารณาจากระดับความพร้อมของผู้ประกอบการ เงื่อนไขและสภาพแวดล้อมทางธุรกิจในแต่ละประเทศ รวมถึงรูปแบบการค้าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถดำเนินการได้ในแต่ละตลาด เพื่อให้การขยายธุรกิจไปต่างประเทศมีความเหมาะสมและสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การดำเนินโครงการดังกล่าวมีขึ้นในช่วงที่เวียดนามยังมีศักยภาพในการเพิ่มสัดส่วนการส่งออกผ่านช่องทางออนไลน์อีกมาก โดยปัจจุบันมูลค่าการส่งออกผ่านช่องทางออนไลน์คิดเป็นเพียงร้อยละ 0.4 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของประเทศ และมีการประมาณการมูลค่าการส่งออกออนไลน์ไว้ที่ประมาณ 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2568 ขณะที่มูลค่าการค้าออนไลน์ทั่วโลกคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2573 สะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างทางการตลาดและโอกาสในการขยายการส่งออกผ่านช่องทางดิจิทัลของผู้ประกอบการเวียดนาม โดยเฉพาะในตลาดสหรัฐอเมริกาและจีนซึ่งถือเป็นตลาดเป้าหมายสำคัญ ทั้งนี้ ตลาดส่งออกออนไลน์ของสหรัฐอเมริกายังมีโอกาสที่ไม่ได้รับการใช้ประโยชน์ (untapped market) ประมาณร้อยละ 95 จึงเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงสำหรับการขยายสินค้าเวียดนามผ่านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดน ขณะที่ตลาดจีนมีพัฒนาการอย่างโดดเด่นด้านการค้าผ่านการถ่ายทอดสด (livestream commerce) ซึ่งเป็นรูปแบบการค้าปลีกที่ขับเคลื่อนด้วยเนื้อหา โดยในปี 2568 มูลค่าการค้าผ่าน livestream e-commerce ของจีนมีมูลค่ามากกว่า 740,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และคาดว่าจำนวนผู้ใช้งานจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 660 ล้านรายในอนาคตอันใกล้ สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของการผสานระหว่างเนื้อหาดิจิทัล การสร้างอิทธิพลของผู้สร้างสรรค์เนื้อหา และกระบวนการซื้อสินค้าออนไลน์ในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคและขยายโอกาสทางการค้าระหว่างประเทศ

สำหรับแนวทางการดำเนินงานในระยะต่อไป TikTok Shop จะมุ่งสนับสนุนผู้ประกอบการเวียดนามในการเข้าสู่ตลาดสหรัฐอเมริกาและจีนเป็นลำดับแรก ก่อนขยายการดำเนินงานไปยังตลาดอื่นในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก โดยอาศัยเครือข่ายผู้ใช้งานและระบบนิเวศของแพลตฟอร์มในการเชื่อมโยงผู้ประกอบการกับผู้บริโภคในตลาดต่างประเทศ ทั้งนี้ สหรัฐอเมริกาถือเป็นตลาดที่มีฐานผู้ใช้งาน TikTok มากกว่า 200 ล้านราย และมีการพัฒนารูปแบบประสบการณ์การซื้อสินค้าผ่าน TikTok Shop อย่างต่อเนื่อง ขณะที่รูปแบบ livestream commerce ของจีนแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของการใช้เนื้อหาเป็นเครื่องมือสนับสนุนการค้าปลีกและการส่งออก ดังนั้น การนำรูปแบบดังกล่าวมาประยุกต์ใช้กับผู้ประกอบการเวียดนามจึงอาจช่วยเพิ่มช่องทางการเข้าถึงผู้บริโภคต่างประเทศ ลดข้อจำกัดของรูปแบบการส่งออกแบบดั้งเดิม และเพิ่มขีดความสามารถในการสร้างการรับรู้ต่อแบรนด์เวียดนามในตลาดโลกได้มากขึ้น

นาง Le Hoang Oanh อธิบดีกรมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์และเศรษฐกิจดิจิทัล กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนาม เน้นย้ำว่า ผู้ประกอบการเวียดนามยังมีศักยภาพอีกมากในการใช้พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์เพื่อขยายธุรกิจและเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ โดยภาคธุรกิจควรใช้ประโยชน์จากโอกาสดังกล่าวอย่างเต็มที่เพื่อเร่งการส่งออกผ่านช่องทางออนไลน์ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าและบริการเวียดนาม ตลอดจนยกระดับการรับรู้และการมองเห็นของแบรนด์เวียดนามในตลาดโลก ขณะเดียวกัน นาง Tran Thi Tan หัวหน้าฝ่ายความรับผิดชอบต่อสังคมและความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ และผู้อำนวยการโครงการBeyond Vietnam – Hàng Việt Cất Cánh” เห็นว่า รูปแบบการเข้าสู่ตลาดต่างประเทศของแบรนด์กำลังเปลี่ยนแปลงจากการพึ่งพาช่องทางการส่งออกแบบดั้งเดิมไปสู่รูปแบบที่ใช้พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์และเนื้อหาดิจิทัลเป็นกลไกสำคัญ โดยผู้ประกอบการเวียดนามจำนวนมากได้สะสมทักษะด้านการผลิตเนื้อหา การถ่ายทอดสด และ creator commerce ซึ่งสามารถนำมาต่อยอดเป็นข้อได้เปรียบทางการแข่งขันในการขยายธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศได้ ดังนั้น โครงการ “Beyond Vietnam – Hàng Việt Cất Cánh” จึงนับเป็นกลไกหนึ่งในการเชื่อมโยงศักยภาพด้านเศรษฐกิจดิจิทัลของผู้ประกอบการเวียดนามเข้ากับโอกาสทางการค้าในตลาดต่างประเทศ และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านจากการส่งออกในรูปแบบดั้งเดิมไปสู่การส่งออกผ่านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดนที่มีความยืดหยุ่นและเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรงมากขึ้น

(แหล่งที่มา https://vietnamnews.vn/ ฉบับวันที่ 4 กันยายน 2569)

วิเคราะห์ผลกระทบ

การที่โครงการ “Beyond Vietnam – Hàng Việt Cất Cánh” กำหนดให้สหรัฐอเมริกาและจีนเป็นตลาดเป้าหมายในระยะแรก สะท้อนถึงแนวทางของเวียดนามในการปรับรูปแบบการส่งออกให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคและโครงสร้างการค้าในยุคดิจิทัล โดยนาย Do Tuan Hung รักษาการอธิบดีกรมพัฒนาตลาดต่างประเทศ (Department of Foreign Market Development) กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนาม เห็นว่า แม้การส่งออกยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเวียดนาม แต่รูปแบบการส่งออกแบบดั้งเดิมยังมีข้อจำกัดจากต้นทุนของตัวกลาง ระยะเวลาในการเข้าสู่ตลาด และการพึ่งพาผู้นำเข้าและผู้จัดจำหน่าย ดังนั้น การค้าอิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดนจึงมีบทบาทเพิ่มขึ้นในฐานะช่องทางที่ช่วยให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม สามารถเข้าถึงผู้บริโภคในต่างประเทศได้โดยตรง ทดสอบการตอบรับของตลาด และปรับกลยุทธ์ด้านสินค้าและการตลาดได้รวดเร็วกว่าการพึ่งพาช่องทางการส่งออกแบบดั้งเดิมเพียงอย่างเดียว ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวยังสอดคล้องกับการยกระดับการส่งออกผ่านช่องทางดิจิทัล ภายใต้ทิศทางการพัฒนาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของเวียดนามในระยะ พ.ศ. 2569–2573

ภายใต้บริบทดังกล่าว การพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์แบบเน้นการค้นพบสินค้า (Discovery E-commerce) จึงเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยปรับเปลี่ยนกระบวนการทำตลาดจากรูปแบบที่ผู้บริโภคเป็นฝ่ายค้นหาสินค้าที่มีความต้องการอยู่แล้ว ไปสู่การนำเสนอสินค้าให้ผู้บริโภคเกิดการรับรู้และค้นพบผ่านวิดีโอสั้น การถ่ายทอดสด (livestreaming) และเนื้อหาจากผู้สร้างสรรค์เนื้อหา (creators) โดยสามารถเชื่อมโยงกระบวนการตั้งแต่การสร้างการรับรู้ การพิจารณาสินค้า ไปจนถึงการตัดสินใจซื้อภายในระบบนิเวศดิจิทัลเดียวกัน รูปแบบดังกล่าวจึงมีศักยภาพในการลดข้อจำกัดด้านการสร้างแบรนด์ในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะสำหรับผู้ประกอบการรายใหม่ที่ยังไม่มีเครือข่ายผู้จัดจำหน่ายหรือฐานลูกค้าในต่างประเทศ ขณะเดียวกัน ยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถใช้ข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภคและผลตอบรับจากตลาดมาปรับปรุงสินค้า เนื้อหา และกลยุทธ์การขายได้อย่างต่อเนื่อง อันเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการเข้าสู่ตลาด และลดความเสี่ยงจากการลงทุนในตลาดต่างประเทศในระยะเริ่มต้น

สำหรับตลาดสหรัฐอเมริกา นับเป็นตลาดนำร่องที่มีศักยภาพสูงจากขนาดตลาด กำลังซื้อ และการเติบโตของการซื้อสินค้าผ่านช่องทางดิจิทัล โดยสินค้าเวียดนามยังมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 5 ของมูลค่าการนำเข้าทั้งหมดของสหรัฐฯ และยังมีโอกาสขยายตลาดในกลุ่มของใช้ในครัวเรือน อาหารและสินค้าเกษตร ตลอดจนสินค้าเพื่อสุขภาพและการดูแลส่วนบุคคล ขณะเดียวกัน ผลการศึกษาของ TikTok Shop ร่วมกับ GlobalData ระบุว่า ผู้ใช้ TikTok Shop ในสหรัฐฯ ประมาณสองในสามเคยค้นพบแบรนด์ที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน และร้อยละ 72 ของแบรนด์ใหม่ที่ผู้บริโภคค้นพบเป็นธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม อีกทั้งเกือบร้อยละ 90 ของผู้บริโภคที่ค้นพบแบรนด์ใหม่ได้ซื้อสินค้าจากแบรนด์ดังกล่าวภายในหนึ่งเดือน สะท้อนให้เห็นว่า Discovery E-commerce สามารถเป็นช่องทางที่มีประสิทธิภาพในการเชื่อมโยงผู้ประกอบการรายเล็กกับผู้บริโภคในตลาดที่มีกำลังซื้อสูง อย่างไรก็ดี ตลาดดังกล่าวมีการแข่งขันด้าน Social Commerce ในระดับสูง โดย TikTok มีฐานผู้ใช้งานในสหรัฐฯ มากกว่า 200 ล้านราย และจำนวนร้านค้าบน TikTok Shop เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วภายหลังการเปิดให้บริการในตลาดสหรัฐฯ ส่งผลให้ผู้ประกอบการเวียดนามต้องแข่งขันทั้งด้านคุณภาพและมาตรฐานสินค้า ความแตกต่างของแบรนด์ ความน่าสนใจของเนื้อหา ตลอดจนความสามารถในการปฏิบัติตามกฎระเบียบและข้อกำหนดด้านการนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯ

ขณะเดียวกัน จีนมีความโดดเด่นในฐานะตลาดที่มีระบบนิเวศของ Content Commerce และการซื้อขายผ่านการถ่ายทอดสด (livestream commerce) พัฒนาอย่างรวดเร็ว โดยในปี 2568 มูลค่าการซื้อขายสินค้าผ่านไลฟ์สตรีมของจีนสูงกว่า 5 ล้านล้านหยวน หรือประมาณ 740,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และมีผู้ใช้งานประมาณ 660 ล้านคน ทำให้จีนเป็นตลาดที่มีฐานผู้บริโภคดิจิทัลขนาดใหญ่และมีพฤติกรรมการซื้อสินค้าผ่านเนื้อหาออนไลน์ในระดับสูง นอกจากนี้ การที่เวียดนามมีพรมแดนติดกับจีนยังเป็นข้อได้เปรียบด้านระยะทางและโลจิสติกส์ ช่วยลดระยะเวลาและต้นทุนในการขนส่ง รวมถึงเอื้อต่อการบริหารสินค้าคงคลังและเงินทุนหมุนเวียน ขณะที่กรอบความตกลงทางการค้าและการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศยังสนับสนุนการค้าสินค้าข้ามพรมแดน โดยเฉพาะสินค้าที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคจีนได้ ทั้งนี้ ประสบการณ์ของผู้ประกอบการที่เริ่มใช้ช่องทางออนไลน์ก่อนการเปิดตัวโครงการยังสะท้อนศักยภาพของช่องทางดังกล่าว เช่น บริษัท Vifon ซึ่งเปิดร้านบน TikTok Shop ในสหรัฐฯ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2569 และสามารถจำหน่ายบะหมี่ เส้นหมี่ และเฝอสำเร็จรูปได้มากกว่า 25,700 ซอง ขณะที่บริษัท Fado สามารถรับคำสั่งซื้อจากจีนประมาณ 8,000 รายการ และส่งออกมะพร้าวปอกเปลือกและมะพร้าวทรงเพชรมากกว่า 143,000 ผล ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2568 ถึงกรกฎาคม 2569 สะท้อนว่า Discovery E-commerce สามารถพัฒนาไปสู่การสร้างคำสั่งซื้อและการส่งออกเชิงพาณิชย์ได้จริง มิใช่เพียงช่องทางประชาสัมพันธ์สินค้า

จากปัจจัยดังกล่าว การกำหนดสหรัฐฯ และจีนเป็นตลาดนำร่องจึงมีนัยสำคัญต่อการพัฒนาขีดความสามารถด้านการส่งออกดิจิทัลของเวียดนาม เนื่องจากช่วยให้ผู้ประกอบการได้สะสมประสบการณ์ในการสร้างคอนเทนต์ การทำงานร่วมกับครีเอเตอร์ การถ่ายทอดสด การบริหารร้านค้าออนไลน์ การรับคำสั่งซื้อและชำระเงิน ตลอดจนการจัดการโลจิสติกส์และการปฏิบัติตามข้อกำหนดของตลาดปลายทาง ก่อนนำองค์ความรู้และรูปแบบธุรกิจดังกล่าวไปประยุกต์ใช้กับตลาดอื่นในภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิกต่อไป ในเชิงโครงสร้าง แนวทางดังกล่าวอาจช่วยลดการพึ่งพาตัวกลางและช่องทางจัดจำหน่ายแบบดั้งเดิม เพิ่มความสามารถในการเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายกลางและรายย่อยสามารถสร้างฐานลูกค้าและแบรนด์ในตลาดต่างประเทศได้โดยใช้เงินลงทุนเริ่มต้นที่เหมาะสมมากขึ้น อย่างไรก็ดี ความสำเร็จของการส่งออกผ่าน Discovery E-commerce จะขึ้นอยู่กับความสามารถในการพัฒนาสินค้าและแบรนด์ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด การผลิตเนื้อหาที่มีประสิทธิภาพ การบริหารคำสั่งซื้อข้ามพรมแดน ตลอดจนการปฏิบัติตามมาตรฐานและกฎระเบียบของประเทศปลายทาง ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเปลี่ยนโอกาสจากการเข้าถึงผู้บริโภคบนแพลตฟอร์มดิจิทัลไปสู่การสร้างมูลค่าการส่งออกอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

นำเสนอโอกาส/แนวทาง

การเร่งพัฒนาการส่งออกผ่านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดนของเวียดนามมีแนวโน้มเพิ่มการแข่งขันต่อผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค อาหาร เกษตรแปรรูป สุขภาพและความงาม และสินค้าไลฟ์สไตล์ เนื่องจากผู้ประกอบการเวียดนามจะมีช่องทางเข้าถึงผู้บริโภคต่างประเทศโดยตรงมากขึ้น และสามารถใช้ Discovery E-commerce สร้างการรับรู้แบรนด์และกระตุ้นการซื้อผ่านเนื้อหาดิจิทัล การถ่ายทอดสด และครีเอเตอร์ ส่งผลให้การแข่งขันมิได้จำกัดอยู่ที่ราคาและคุณภาพสินค้า แต่ครอบคลุมถึงความสามารถด้านการตลาดดิจิทัล การสร้างแบรนด์ และการตอบสนองต่อพฤติกรรมผู้บริโภคแบบเรียลไทม์ โดยเฉพาะเมื่อผู้ประกอบการเวียดนามมีเป้าหมายขยายตลาดสู่สหรัฐฯ จีน และภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิก ซึ่งอาจทำให้สินค้าเวียดนามมีบทบาทในตลาดส่งออกกลุ่มเดียวกับสินค้าไทยเพิ่มขึ้น

สำหรับผู้ประกอบการไทยทั้งในประเทศและที่ดำเนินธุรกิจในเวียดนาม ควรเร่งปรับกลยุทธ์จากการพึ่งพาการส่งออกผ่านผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายเป็นหลัก ไปสู่การพัฒนาช่องทางการค้าแบบดิจิทัลและการขายตรงถึงผู้บริโภค (Direct-to-Consumer: D2C) โดยให้ความสำคัญกับการผลิตเนื้อหาที่สอดคล้องกับตลาดเป้าหมาย การทำ livestream commerce การสร้างความร่วมมือกับครีเอเตอร์ท้องถิ่น การใช้ข้อมูลผู้บริโภคเพื่อกำหนดสินค้าและราคา ตลอดจนการพัฒนาระบบบริหารคำสั่งซื้อ การชำระเงิน และโลจิสติกส์ข้ามพรมแดนให้มีประสิทธิภาพ สำหรับผู้ประกอบการที่อยู่ในเวียดนาม ควรใช้ประโยชน์จากความเข้าใจด้านภาษา พฤติกรรมผู้บริโภค และเครือข่ายธุรกิจในพื้นที่ เพื่อพัฒนาคอนเทนต์และรูปแบบการจำหน่ายที่เหมาะสมกับตลาดเวียดนามและสามารถเชื่อมโยงไปยังตลาดอื่นในภูมิภาคได้

            ในเชิงโอกาส ผู้ประกอบการไทยมีศักยภาพในการใช้ประสบการณ์ด้านสินค้าแบรนด์ไทย คุณภาพ มาตรฐาน และภาพลักษณ์ที่เป็นที่ยอมรับ มาต่อยอดผ่าน Discovery E-commerce เพื่อขยายฐานผู้บริโภคทั้งในเวียดนามและตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มอาหารและเครื่องปรุง อาหารแปรรูป สินค้าเพื่อสุขภาพและความงาม สินค้าไลฟ์สไตล์ และสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งสามารถสื่อสารจุดเด่นผ่านวิดีโอสั้นและการถ่ายทอดสดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ควรให้ความสำคัญกับการสร้างความแตกต่างของแบรนด์ การปรับบรรจุภัณฑ์และเนื้อหาให้เหมาะสมกับตลาดปลายทาง การปฏิบัติตามกฎระเบียบและมาตรฐานของประเทศนำเข้า รวมถึงการบริหารต้นทุนโลจิสติกส์และการคืนสินค้า เพื่อให้การใช้พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดนสามารถเปลี่ยนจากการสร้างการรับรู้ไปสู่การสร้างยอดขายและฐานลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนรักษาความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านของโครงสร้างการค้าระหว่างประเทศสู่เศรษฐกิจดิจิทัล

News 7 - 11 September 2026 - VN online exports initially targets US, China-Edit.pdf
Share :
Instagram