fb
ทองคำ-การค้า-เสถียรภาพการเงิน สามเสาหลักที่ทำให้ยูเออีไม่สะเทือน

ทองคำ-การค้า-เสถียรภาพการเงิน สามเสาหลักที่ทำให้ยูเออีไม่สะเทือน

โดย
Suthida
ลงเมื่อ 21 กรกฎาคม 2569 12:15
สคต. ณ เมืองดูไบ (สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) (TTC, Dubai (United Arab Emirates))
2

ในช่วงกลางเดือนกรกฎาคม2569 ปรากฏพัฒนาการทางเศรษฐกิจของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ที่สำคัญ 2 ประการซึ่งสอดคล้องกันอย่างชัดเจน ประการแรก คณะเจ้าหน้าที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ซึ่งเดินทางเยือนยูเออีระหว่างวันที่ 7-16 กรกฎาคม 2569 ประเมินว่าเศรษฐกิจยูเออียังคงมีความยืดหยุ่นและสามารถรองรับผลกระทบจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคตะวันออกกลางได้เป็นอย่างดี ประการที่สอง มูลค่าการค้าต่างประเทศนอกภาคน้ำมันในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ขยายตัวร้อยละ 13.1 คิดเป็นมูลค่า 527.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยการส่งออกนอกภาคน้ำมันขยายตัวสูงถึงร้อยละ 23.9 ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทั้งนี้ ผล      การดำเนินงานด้านการค้าที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งนับเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่สนับสนุนข้อประเมินของ IMF สะท้อนความมั่นคงของเศรษฐกิจยูเออีในหลายมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจมหภาค การเงิน การคลัง และการค้าระหว่างประเทศ

« เสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคตามการประเมินของ IMF

IMF ประเมินว่าเศรษฐกิจยูเออีมีความยืดหยุ่นสูง แม้ต้องเผชิญความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาค โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญ 4 ประการ ได้แก่ (1) ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง (2) เครื่องมือเชิงนโยบายและกันชนทางเศรษฐกิจที่เพียงพอ (3) การเตรียมความพร้อมรองรับความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ และ (4) การดำเนินนโยบายภาครัฐที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

ด้านภาคการเงินธนาคารพาณิชย์ยังคงมีฐานะมั่นคง ทั้งเงินกองทุนและสภาพคล่องอยู่ในเกณฑ์สูงสินเชื่อขยายตัวต่อเนื่องโดยได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการ "แพ็กเกจเสริมสร้างความยืดหยุ่นเชิงรุกสำหรับสถาบันการเงิน"ของธนาคารกลางสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (CBUAE) ซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่กลางเดือนมีนาคม 2569 ด้านฐานะการคลัง IMF คาดว่ายูเออีจะรักษาดุลเกินดุลได้ต่อเนื่อง จากราคาน้ำมันที่เอื้ออำนวย นโยบายงบประมาณแบบมองไปข้างหน้า และหนี้สาธารณะที่อยู่ในเกณฑ์ต่ำ ทำให้มีพื้นที่ทางการคลังเพียงพอรองรับความเสี่ยงหรือกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมได้หากจำเป็น นอกจากนี้ ความแข็งแกร่งของภาคการค้าการบิน และโลจิสติกส์ ประกอบกับอุปสงค์ภายในประเทศที่ขยายตัวต่อเนื่องเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดผลกระทบจากความไม่สงบในภูมิภาคได้อย่างมีนัยสำคัญ

« แรงขับเคลื่อนจากภาคการค้าต่างประเทศนอกภาคน้ำมัน

ข้อมูลที่ H.H. Sheikh Mohammed bin Rashid Al Maktoum รองประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี และเจ้าผู้ครองนครดูไบ เปิดเผยเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2569 ระบุว่าการค้าต่างประเทศนอกภาคน้ำมันในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ขยายตัวร้อยละ 13.1 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 78.8 เมื่อเทียบกับครึ่งแรกของปี 2565 สะท้อนแนวโน้มการเติบโตต่อเนื่องหลายปี โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากการส่งออกนอกภาคน้ำมัน มูลค่าประมาณ 123.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 23.9 และมีสัดส่วนต่อมูลค่าการค้ารวมเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 23.4 จากร้อยละ 21.3 ในช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจากการพึ่งพารายได้พลังงานไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยภาคการผลิตและการส่งออกที่หลากหลายมากขึ้น

ด้านคู่ค้า จีนยังคงเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุด มูลค่าการค้า 49.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ รองลงมาคือสวิตเซอร์แลนด์ 37.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ และอินเดีย 29.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจแบบครอบคลุม (CEPA) มีบทบาทเพิ่มขึ้นชัดเจน โดยมูลค่าการค้ากับประเทศคู่สัญญาที่ความตกลงมีผลบังคับใช้แล้วอยู่ที่ประมาณ 82.9 พันล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับโครงสร้างสินค้า ทองคำยังคงเป็นสินค้าส่งออกและค้าขายมูลค่าสูงสุด มูลค่าประมาณ 192.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 48.8 ส่วนหนึ่งสะท้อนความต้องการถือครองทองคำเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งสอดคล้องกับข้อสังเกตของ IMF ที่ระบุว่าความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก ทั้งนี้ มูลค่าการค้ากับคู่ค้านอกกลุ่ม 10 อันดับแรกขยายตัวถึงร้อยละ 13.6 สูงกว่าอัตราการขยายตัวของคู่ค้าหลัก สะท้อนความสามารถในการกระจายฐานการค้าและลดการพึ่งพาตลาดดั้งเดิมของยูเออี

« ความเชื่อมโยงระหว่างเสถียรภาพเศรษฐกิจกับการขยายตัวของภาคการค้า

พัฒนาการทั้งสองประเด็นมิได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ หากมีความเชื่อมโยงเชิงเหตุและผลอย่างชัดเจน กล่าวคือ เสถียรภาพของระบบการเงิน ความเข้มแข็งของภาคธนาคาร และฐานะการคลังที่มั่นคงตามที่ IMF ประเมิน เป็นปัจจัยพื้นฐานที่สร้างความเชื่อมั่นแก่ภาคธุรกิจ ส่งผลให้การค้าระหว่างประเทศขยายตัวต่อเนื่องแม้เผชิญความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ในทางกลับกัน การเติบโตของการค้าต่างประเทศนอกภาคน้ำมันก็เป็นแรงสนับสนุนสำคัญต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจ โดยช่วยสร้างรายได้ เงินทุนหมุนเวียน และฐานภาษีที่เข้มแข็ง ทั้งสองปัจจัยจึงเกื้อหนุนกันและก่อให้เกิดวงจรเชิงบวกต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโดยรวม นอกจากนี้ บทบาทของยูเออีในฐานะศูนย์กลางการค้า การบิน และโลจิสติกส์ของภูมิภาคยังได้รับการยืนยันจากข้อมูลการค้าดังกล่าวข้างต้น

« ความเสี่ยงที่ต้องติดตาม

  • ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่อาจทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลต่อความเชื่อมั่น ต้นทุนประกันภัยขนส่ง และเส้นทางเดินเรือ

  • ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการกู้ยืมในประเทศ เนื่องจากค่าเงินดีแรห์มผูกกับเงินเหรียญสหรัฐ

  • ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าและภาษีศุลกากรระหว่างประเทศเศรษฐกิจหลัก ซึ่งอาจกระทบปริมาณการค้าส่งออกซ้ำผ่านยูเออี

  • ความผันผวนของราคาน้ำมันโลก ซึ่งยังคงมีผลต่อดุลการคลังและการใช้จ่ายภาครัฐบางส่วน แม้เศรษฐกิจจะกระจายความเสี่ยงไปสู่ภาคนอกน้ำมันมากขึ้นแล้วก็ตาม

«แนวโน้มการค้าและการนำเข้าในช่วงครึ่งหลังของปี 2569

คาดว่าการค้าต่างประเทศนอกภาคน้ำมันของยูเออีในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 จะยังคงขยายตัวในทิศทางบวก แม้อัตราการเติบโตอาจชะลอลงบ้างจากฐานเปรียบเทียบที่สูงขึ้น การนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคน่าจะได้รับแรงหนุนจากอุปสงค์ภายในประเทศที่แข็งแกร่งตามที่ IMF ระบุ ขณะที่การนำเข้าเพื่อการส่งออกต่อผ่านท่าเรือเจเบลอาลีและสนามบินดูไบมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหากเส้นทางเดินเรือผ่านทะเลแดงยังคงมีความเสี่ยงต่อเนื่อง ซึ่งจะทำให้ยูเออีได้รับประโยชน์ในฐานะจุดกระจายสินค้าทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า การค้าทองคำน่าจะยังคงมีมูลค่าสูงต่อเนื่อง ตราบใดที่ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ยังไม่คลี่คลาย ขณะที่ความตกลง CEPA ฉบับใหม่ที่อาจมีผลบังคับใช้เพิ่มเติมในช่วงครึ่งหลังของปี จะช่วยขยายฐานคู่ค้าและสนับสนุนทั้งการนำเข้าวัตถุดิบและการส่งออกสินค้าสำเร็จรูปให้เติบโตต่อเนื่อง โดยรวมแล้ว ความมั่นคงของภาคธนาคารและกันชนทางการคลังที่ IMF ยืนยัน น่าจะเป็นเกราะป้องกันสำคัญที่จำกัดผลกระทบเชิงลบจากความเสี่ยงภายนอก และไม่กระทบต่อแนวโน้มการขยายตัวของภาคการค้าโดยรวมอย่างมีนัยสำคัญ

«ความเห็นของ สคต. ณ เมืองดูไบ

โดยสรุป การประเมินของ IMF และตัวเลขการค้าต่างประเทศนอกภาคน้ำมันในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ต่างชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่าเศรษฐกิจยูเออีมีความแข็งแกร่งและยืดหยุ่นเพียงพอที่จะรับมือกับความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคได้ โดยอาศัยรากฐานสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ เสถียรภาพของภาคการเงินและการคลัง ยุทธศาสตร์การกระจายความเสี่ยงทางเศรษฐกิจผ่านการขยายตัวของภาคนอกน้ำมัน และเครือข่ายความร่วมมือทางการค้าระหว่างประเทศที่กว้างขวางขึ้นผ่านความตกลง CEPA และบทบาทศูนย์กลางโลจิสติกส์ระดับภูมิภาค ปัจจัยเหล่านี้น่าจะยังคงเป็นแรงหนุนสำคัญต่อเศรษฐกิจยูเออีในระยะต่อไป แม้ยังมีความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะพัฒนาการของสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางและทิศทางนโยบายการเงินโลก

 

 

 

 

2026 PR july 21 UAE economy remains resilient and non oil trade rise 1st half 2026.pdf
Share :
Instagram