
เมื่อเดือนเมษายน 2569 ธนาคารโลก (World Bank) ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์เศรษฐกิจภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ (MENA) ชื่อ Middle East and North Africa Economic Update ซึ่งมีสาระสำคัญ ดังนี้
เศรษฐกิจของภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ (MENA) ในปี 2026 เผชิญกับความท้าทายครั้งสำคัญจากความขัดแย้งในภูมิภาค ซึ่งส่งผลทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยรายงานชี้ว่า เหตุการณ์ความขัดแย้งได้ส่งผลกระทบต่อต้นทุนทางเศรษฐกิจและต้นทุนมนุษย์อย่างรุนแรง และทำให้ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ผลกระทบดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เพียงประเทศที่เป็นคู่ขัดแย้ง แต่ยังลุกลามไปยังประเทศอื่นในภูมิภาคผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น การค้า การลงทุน และตลาดพลังงาน ส่งผลให้แนวโน้มการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่เคยคาดหวังไว้ต้องสะดุดลง และกลายเป็นการฟื้นตัวที่เปราะบางมากขึ้น
รายงานระบุว่า อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาค (ไม่รวมบางประเทศที่ได้รับผลกระทบเฉพาะ) มีแนวโน้มลดลงอย่างชัดเจน โดยคาดว่าจะชะลอจากประมาณ 4.0% ในปี 2025 เหลือเพียงประมาณ 1.8% ในปี 2026 ซึ่งต่ำกว่าการคาดการณ์เดิมอย่างมาก
สาเหตุหลักของการชะลอตัว ได้แก่ การหยุดชะงักของการผลิตและการส่งออกพลังงาน ความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน ความไม่แน่นอนที่ทำให้การลงทุนภาคเอกชนชะลอลง โดยเฉพาะการปิดกั้นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญ เช่น ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันโลกในสัดส่วนสูง ส่งผลกระทบต่อทั้งภูมิภาคและเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง
ความขัดแย้งส่งผลโดยตรงต่ออุปทานพลังงาน ทำให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นและผันผวน ซึ่งกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดแรงกดดันเงินเฟ้อในภูมิภาค โดยต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นได้ส่งผ่านไปยังต้นทุนการผลิต ราคาสินค้าอาหาร และค่าครองชีพของประชาชน
ผลกระทบดังกล่าวมีลักษณะกระจายตัวเป็นวงกว้าง ไม่ได้จำกัดเฉพาะประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน แต่ยังส่งผลต่อประเทศผู้นำเข้าในภูมิภาคอย่างรุนแรง ทำให้เกิดแรงกดดันทางเศรษฐกิจทั้งในระดับมหภาคและระดับครัวเรือน
ความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งส่งผลให้ตลาดการเงินมีความผันผวนสูงขึ้น นักลงทุนมีแนวโน้มชะลอการลงทุนหรือย้ายเงินทุนไปยังสินทรัพย์ที่ปลอดภัยมากขึ้น โดยผลที่ตามมา ได้แก่ การไหลออกของเงินทุน (capital outflows) ต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น และความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจที่ลดลง
สิ่งเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อความสามารถของประเทศในภูมิภาคในการฟื้นตัวและขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะกลาง
รายงานฉบับนี้ให้ความสำคัญกับนโยบายการส่งเสริมอุตสาหกรรม ในฐานะเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตในระยะยาว โดยพบว่าในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศในภูมิภาค MENA มีการใช้นโยบายลักษณะนี้เพิ่มขึ้นอย่างมาก (มากกว่าสามเท่า) โดยลักษณะสำคัญของนโยบายอุตสาหกรรมในภูมิภาค ได้แก่ การสนับสนุนภาคธุรกิจเชิงยุทธศาสตร์ การใช้รัฐวิสาหกิจและกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (sovereign wealth funds) และการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ (SEZs)
อย่างไรก็ตาม รายงานชี้ว่า นโยบายเหล่านี้มักดำเนินการผ่านกลไกที่ไม่โปร่งใสหรือไม่เป็นทางการ และอาจมีข้อจำกัดด้านประสิทธิภาพหากขาดการกำกับดูแลที่ดี
แม้ความขัดแย้งจะเป็นปัจจัยระยะสั้นที่สำคัญ แต่ภูมิภาค MENA ยังเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึก ได้แก่ การพึ่งพารายได้จากพลังงาน ภาคเอกชนที่ยังไม่เข้มแข็ง การสร้างงานที่ไม่เพียงพอ และความเปราะบางทางเศรษฐกิจในหลายประเทศ
ปัจจัยเหล่านี้ทำให้การเติบโตในระยะยาวของภูมิภาคยังคงอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับศักยภาพ และทำให้เศรษฐกิจมีความอ่อนไหวต่อ shocks ภายนอก
รายงานของธนาคารโลกสะท้อนให้เห็นว่า เศรษฐกิจ MENA ในปี 2026 อยู่ภายใต้แรงกดดันจากทั้งปัจจัยระยะสั้นและระยะยาว โดยความขัดแย้งในภูมิภาคเป็นตัวเร่งให้จุดอ่อนเชิงโครงสร้างปรากฏชัดเจนยิ่งขึ้น การฟื้นตัวจึงไม่เพียงขึ้นอยู่กับการยุติความขัดแย้ง แต่ยังขึ้นอยู่กับความสามารถของประเทศต่าง ๆ ในการดำเนินนโยบายปฏิรูป โดยเฉพาะการพัฒนาอุตสาหกรรม การสร้างงาน และการลดการพึ่งพาพลังงาน
ในบริบทนี้ แนวโน้มเศรษฐกิจของภูมิภาคจึงยังคงมีความไม่แน่นอนสูง และต้องอาศัยทั้งเสถียรภาพทางการเมืองและการปฏิรูปเชิงโครงสร้างควบคู่กันไปเพื่อให้เกิดการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
การวิเคราะห์ของธนาคารโลกข้างต้นมีความสอดคล้องกับบทวิเคราะห์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund: IMF) ชื่อ Regional Economic Outlook: Middle East and Central Asia ที่เผยแพร่ในเดือนเมษายน 2569 เช่นกัน โดยในภาพรวม ทั้งสองมองว่า (1) เศรษฐกิจภูมิภาค MENA กำลังเผชิญกับการฟื้นตัวที่เปราะบางและไม่สม่ำเสมอ โดยมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญร่วมกัน ได้แก่ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนของราคาพลังงาน และสภาวะการเงินโลกที่ตึงตัว ทั้งสององค์กรต่างชี้ว่าปัจจัยเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น การลงทุน และการเติบโตในระยะสั้นอย่างมีนัยสำคัญ (2) โครงสร้างเศรษฐกิจของภูมิภาคยังมีความเปราะบาง โดยเฉพาะการพึ่งพารายได้จากพลังงาน และความอ่อนแอของภาคเอกชน ซึ่งเป็นข้อจำกัดต่อการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว อีกทั้งยังเน้นถึงความจำเป็นของ “การปฏิรูปเชิงโครงสร้าง” เช่น การกระจายฐานเศรษฐกิจ การพัฒนาทักษะแรงงาน และการส่งเสริมบทบาทของภาคเอกชน และ (3) เงินเฟ้อแม้จะเริ่มชะลอลง แต่ยังคงเป็นความเสี่ยง และจำเป็นต้องดำเนินนโยบายการเงินอย่างระมัดระวัง ขณะเดียวกัน ภาระหนี้สาธารณะในประเทศผู้นำเข้าน้ำมันยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตา
อย่างไรก็ดี แม้จะมีข้อสรุปหลักที่สอดคล้องกัน แต่ทั้งสององค์กรมี “น้ำหนักของการวิเคราะห์” ที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ โดย World Bank ให้ความสำคัญกับมิติด้านการพัฒนา (development impact) โดยเน้นผลกระทบต่อประชาชน ความยากจน โครงสร้างพื้นฐาน และความเสียหายทางเศรษฐกิจในระดับพื้นที่ นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับบทบาทของนโยบายอุตสาหกรรมและประสิทธิภาพของภาครัฐในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ในขณะที่ IMF เน้นเสถียรภาพมหภาค และเครื่องมือเชิงนโยบายมากกว่า โดยให้ความสำคัญกับตัวแปร เช่น อัตราการเติบโต เงินเฟ้อ ดุลบัญชีเดินสะพัด และเสถียรภาพของระบบการเงิน รวมถึงการดำเนินนโยบายการเงินและการคลังเพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ
------------------------------------------------------------
ที่มา
https://www.imf.org/-/media/files/publications/reo/mcd-cca/2026/english/text.pdf