
เศรษฐกิจกัมพูชามีแนวโน้มชะลอตัว ในปี 2026 หลังจากขยายตัวอย่างแข็งแกร่งในปี 2025 ขณะที่รัฐบาลยังคงเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกและติดตามทิศทางของตลาดภายในประเทศอย่างใกล้ชิด
กระทรวงเศรษฐกิจและการคลัง (MEF) คาดว่าเศรษฐกิจกัมพูชาจะเติบโต 5.2% ในปี 2025 โดยได้รับแรงหนุนจากภาคการส่งออกที่แข็งแกร่ง การบริโภคภายในประเทศที่ต่อเนื่องในระดับดี และความนิยมที่เพิ่มขึ้นในการสนับสนุนสินค้าในประเทศ สำหรับปี 2026 MEF คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะเติบโต 5% ตามคำกล่าวของนาย Aun Pornmoniroth รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจและการคลัง
ในการบรรยายที่เวิร์กช็อปเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2025 ว่าด้วยกรอบนโยบายเศรษฐกิจมหภาคและการคลังสาธารณะเพื่อการจัดทำร่างกฎหมายการคลังปี 2026 นาย Moniroth กล่าวว่า MEF ได้ประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจใหม่จากข้อมูลช่วง 9 เดือนแรกของปี 2025 “โดยภาพรวม เศรษฐกิจกัมพูชาในปี 2025 น่าจะขยายตัวได้ราว 5.2% สอดคล้องกับการประเมินในกรอบการคลังระยะกลาง (MTFF) เมื่อเดือนเมษายน 2025”
นาย Moniroth ระบุว่า อัตราการเติบโตในแต่ละภาคส่วนมีความแตกต่างกัน โดยบางภาคมีผลการดำเนินงานดีกว่าที่คาด ขณะที่บางภาคทำได้เพียงตามประมาณการหรืออ่อนตัวลงเล็กน้อยจากแรงกดดันภายนอก เช่น มาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ และการปิดด่านชายแดนไทย–กัมพูชาที่ลากยาว
ทั้งนี้ องค์กรระหว่างประเทศหลายแห่งประเมินการเติบโตของกัมพูชาในปี 2025 แตกต่างกันเล็กน้อย โดย IMF และธนาคารโลกคาดไว้ที่ 4.8% ส่วน ADB และ AMRO คาดการณ์ที่ 4.9% ซึ่งสะท้อนถึงความจำเป็นในการประเมินสถานการณ์อย่างละเอียด โดยเฉพาะสำหรับเศรษฐกิจขนาดเล็กและเปิด เช่น กัมพูชาที่มีความอ่อนไหวต่อความผันผวน ในระบบการค้าโลก
สำหรับปี 2026 อัตราการเติบโตที่ 5% ยังคงสอดคล้องกับกรอบ MTFF แม้จะมีการปรับประมาณการตามภาคส่วนก็ตาม ทั้งนี้ กรอบ MTFF 2026–2028 ยังคงเป็นพื้นฐานที่เหมาะสมในการจัดทำกฎหมายการคลังประจำปี 2026 โดยผลประกอบการจริงของปี 2025 และการประเมินใหม่ของปี 2026 จะมีการปรับปรุงอีกครั้งในช่วงต้นปี 2026 สำหรับรอบ MTFF ถัดไป “การคาดการณ์เติบโต 5% ในปี 2026 สะท้อนถึงการชะลอตัวเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปี 2025” ปัจจัยสำคัญมาจากผลกระทบของภาษีตอบโต้ที่กดดันภาคส่งออก รวมถึงการปิดด่านชายแดนไทย–กัมพูชาอย่างยืดเยื้อ ซึ่งทำให้เศรษฐกิจยังไม่สามารถกลับสู่ภาวะปกติได้ในทันที
อย่างไรก็ดี นาย Moniroth ย้ำว่าเศรษฐกิจกัมพูชายังคงมีแรงขับเคลื่อนที่มั่นคง โดยภาคการส่งออก การบริโภคในประเทศ และความนิยมสินค้าในประเทศยังเป็นแรงสนับสนุนสำคัญ รัฐบาลยังเดินหน้าสร้างความเข้มแข็งให้กับอุตสาหกรรมภายในประเทศ และส่งเสริมการผลิตที่มีมูลค่าเพิ่ม โดยเฉพาะในภาคสิ่งทอ เกษตรกรรม และวัสดุก่อสร้าง ซึ่งจะช่วยรองรับแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกได้
ตามการประเมินของ MEF ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของปี 2026 คาดว่าจะอยู่ที่ 53.79 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่ GDP ต่อหัว คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 3,020 ดอลลาร์ สะท้อนถึงการปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ เศรษฐกิจกัมพูชายังคงตั้งอยู่บนพื้นฐานที่มั่นคง แม้จะมีแรงปะทะจากภายนอก แต่แรงขับเคลื่อนภายในประเทศและมาตรการนโยบายที่เป็นเชิงยุทธศาสตร์จะช่วยให้ประเทศสามารถก้าวผ่านความท้าทายและเดินหน้าการพัฒนาเศรษฐกิจต่อไปในปี 2026 และระยะยาว
ข้อมูลความเห็นที่น่าสนใจ
1. การคาดการณ์เศรษฐกิจกัมพูชาของ MEF นาย Arnaud Darc ประธานและซีอีโอ Thalias มองว่าเป็นการปรับเข้าสู่ภาวะปกติมากกว่าการชะลอตัวรุนแรง สาเหตุหลักมาจากการปิดด่านชายแดนไทย–กัมพูชา ที่กระทบการท่องเที่ยว การค้าชายแดน และเงินโอนแรงงาน ขณะที่ภาคก่อสร้างและสภาพคล่องสินเชื่อยังซบเซา อย่างไรก็ตาม ปีหน้า เศรษฐกิจยังได้แรงหนุนจากการผลิต นอกกลุ่มสิ่งทอ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ และการฟื้นตัวของการท่องเที่ยว โดยภาคอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนยานยนต์ จักรยาน และแปรรูปเกษตรเติบโต ส่วนอสังหาริมทรัพย์และบริการการเงินยังฟื้นตัวช้า
นาย Arnaud ชี้ว่า กรอบนโยบายการคลังระยะกลางช่วยรักษาเสถียรภาพ แต่กัมพูชายังมีข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง เช่น ต้นทุนโลจิสติกส์สูง ทักษะของแรงงาน
หลังปี 2026 โอกาสสำคัญคือการผลิตที่หลากหลาย การท่องเที่ยวที่ฟื้นเต็มที่ และเศรษฐกิจดิจิทัล ขณะที่ความเสี่ยงหลักมาจาก การเพิ่มภาษีของสหรัฐฯ ความตึงเครียดชายแดน การชะลอตัวของอสังหาริมทรัพย์ และความเสี่ยงด้านชื่อเสียงทางลบจากอาชญากรรมไซเบอร์
นาย Arnaud ย้ำว่าการลดต้นทุนพลังงาน–โลจิสติกส์ เสริมความแข็งแกร่งภาคการเงิน ปราบปรามกิจกรรมผิดกฎหมาย และลงทุนในทักษะและสวัสดิการ เป็นกุญแจสำคัญต่อเสถียรภาพและการเติบโตระยะยาวของกัมพูชา
2. นักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำ นาย Darin Duch ระบุว่า การชะลอตัว เกิดจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และภาษีสหรัฐฯ ที่กระทบต่อการส่งออก แต่ความต้องการภายในประเทศและการลงทุนยังแข็งแรง คาดว่าในปี 2026 การผลิต การบริโภคในประเทศ และการฟื้นตัวของหลายภาคส่วนจะยังเป็นแรงขับเคลื่อน พร้อมชี้ว่ากัมพูชายังสามารถเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาสได้ นอกจากนี้ กรอบการคลัง แผนโครงสร้างพื้นฐาน และมาตรการสนับสนุนอุตสาหกรรมจะช่วยเสริมความเชื่อมั่นและเพิ่มความสามารถแข่งขันของธุรกิจ
นโยบายเหล่านี้ช่วยรักษาเสถียรภาพมหภาคและคุ้มครองการจ้างงานท่ามกลางความไม่แน่นอนของโลก หลังปี 2026 กัมพูชามีโอกาสเด่นในด้านการบูรณาการภูมิภาค ดิจิทัล โลจิสติกส์ และพลังงานสะอาด แม้ยังมีความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกและภูมิรัฐศาสตร์ พร้อมเสนอให้ประเทศเร่งพัฒนาทุนมนุษย์ สถาบัน และโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว–ดิจิทัลเพื่อเสถียรภาพระยะยาว
3. แม้เศรษฐกิจกัมพูชายังยืดหยุ่นท่ามกลางความตึงเครียดชายแดนกับไทย แต่นาย Thong Mengdavid จากสถาบันการศึกษานานาชาติฯ ระบุว่ายังมีภาคส่วนที่เสี่ยง เขาชี้ว่ากัมพูชารักษาเสถียรภาพได้ดีจากพื้นฐานเศรษฐกิจที่แข็งแรง การสนับสนุนจากรัฐ และความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่หลากหลาย ทำให้การค้า พลังงาน และการลงทุน ได้รับผลกระทบน้อย
อย่างไรก็ตาม มาตรการปัจจุบันเป็นเพียงระยะสั้น และหากความตึงเครียดยืดเยื้อ ผลกระทบทางเศรษฐกิจจะทวีขึ้น โดยเฉพาะต่อภาคท่องเที่ยวและเงินโอนจากแรงงานซึ่งอ่อนแอที่สุด แรงงานที่กลับจากไทยทำให้เงินโอนและกำลังซื้อในประเทศลดลง จึงควรขยายตลาดแรงงานไปยังประเทศอื่น เช่น ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้
การท่องเที่ยวเสี่ยงต่อได้รับผลกระทบหากมีข่าวลบ และอาจกระทบเศรษฐกิจมากกว่าการค้าหากสถานการณ์ยืดเยื้อ จึงเสนอให้รัฐช่วยแรงงานต่อเนื่อง ควบคู่กับการกระจายเส้นทางขนส่ง การกระตุ้นท่องเที่ยว มาตรการความปลอดภัย และการฝึกทักษะแรงงาน พร้อมสื่อสารชัดเจนกับนักลงทุน
ความเห็นสำนักงานฯ
1. จากฉากทัศน์การคาดการณ์หลายสำนัก เศรษฐกิจกัมพูชายังคงเติบโต แต่กำลังก้าวเข้าสู่ช่วงชะลอตัวจากแรงกดดันภายนอกมากกว่าปัจจัยภายใน โดยแรงขับเคลื่อนในประเทศยังแข็งแรง ทว่าความเสี่ยงจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ความตึงเครียดชายแดนไทย–กัมพูชา และความผันผวนในภูมิภาคยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อเศรษฐกิจขนาดเล็กที่พึ่งพาการค้าอย่างกัมพูชา
2. จากข้อมูลของรัฐบาลกัมพูชา และนักวิชาการ กัมพูชายังบริหารเศรษฐกิจเชิงรุกและรักษาเสถียรภาพมหภาคได้ดี ผ่านกรอบ MTFF การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน แผนพัฒนาอุตสาหกรรม และมาตรการลดต้นทุนพลังงาน–โลจิสติกส์ ขณะเดียวกัน กำลังซื้อในประเทศยังเติบโตต่อเนื่อง หากความตึงเครียดไทย–กัมพูชาคลี่คลาย จะเกิดโอกาสสำคัญต่อการค้าการลงทุนของไทย ทั้งการส่งออกชิ้นส่วนและวัตถุดิบสู่ภาคการผลิตใหม่ การขายวัสดุก่อสร้างและเครื่องจักรในโครงการโครงสร้างพื้นฐาน การขยายตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคและอาหาร ตลอดจนโอกาสในบริการเทคโนโลยีและโลจิสติกส์ อีกทั้งการค้าชายแดนจะฟื้นตัวเร็ว โดยเฉพาะสินค้าเกษตร อาหาร ของใช้ และน้ำมันเชื้อเพลิง เป็นต้น
_____________________________________________________________________
ที่มา Khmer Times
27 พฤศจิกายน 2568