
ราคารับซื้อน้ำตาลจากชาวไร่อ้อยยังไม่มีการปรับขึ้น ขณะที่เป้าหมายการผลิตน้ำตาลทรายเพื่อการบริโภคในประเทศเองถูกเลื่อนออกไปจากปี 2569 เป็นปี 2570
กลุ่มชาวไร่เตรียมเดินหน้าเรียกร้องให้รัฐบาลปรับขึ้นราคารับซื้ออ้างอิงขั้นต่ำ (HPP) ประจำปี 2569 หลังถูกตรึงราคานานมาถึง 3 ปี ท่ามกลางสถานการณ์ที่รัฐบาลอินโดนีเซียประกาศเลื่อนเป้าหมายการพึ่งพาตนเองโดยผลิตน้ำตาลทรายเพื่อการบริโภคในประเทศเองจากปี 2569 ออกไปเป็นปี 2570
ในวันที่ 1 กันยายน 2569 ตัวแทนชาวไร่อ้อยจากสมาคมเกษตรกรผู้ปลูกอ้อยแห่งอินโดนีเซีย (APTRI) เตรียมปักหลักชุมนุมอย่างสงบหน้าทำเนียบประธานาธิบดี (Merdeka Palace) ในกรุงจาการ์ตา เพื่อกดดันให้รัฐบาลปรับขึ้นราคารับซื้อน้ำตาลหน้าโรงงานเป็น 16,875 รูเปียห์ต่อกิโลกรัม (กก.)
นับตั้งแต่ปี 2567 ราคารับซื้ออ้างอิง (HPP) ถูกตรึงไว้ที่ 14,500 รูเปียห์ต่อ กก. มาโดยตลอด สวนทางกับต้นทุนการผลิต (BPP) ของชาวไร่ที่พุ่งสูงขึ้นจาก 14,907 รูเปียห์ เป็น 15,340 รูเปียห์ต่อ กก. ในปี 2569
“พรุ่งนี้ (1 ก.ย. 69) เราจะจัดการชุมนุมอย่างสงบหน้าทำเนียบฯ แต่หากรัฐบาลประกาศไฟเขียวปรับขึ้นราคารับซื้อให้ชาวไร่ก่อนวันดังกล่าว เราก็พร้อมยกเลิกการชุมนุมทันที” เอ็ม นูร์ คับซิน เลขาธิการสภาผู้นำระดับชาติ APTRI ให้สัมภาษณ์จากกรุงจาการ์ตา เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (31 ส.ค. 2569)
ข้อเสนอดังกล่าวเคยเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการอาหารแห่งชาติ (Bapanas) เมื่อเดือนมิถุนายน 2569 ซึ่งที่ประชุมได้ข้อสรุปว่าควรปรับขึ้นราคารับซื้อเนื่องจากต้นทุนที่สูงขึ้น สอดคล้องกับผลสำรวจจากคณะทำงานร่วมระหว่างกระทรวงเกษตรและ Bapanas ที่ประเมินว่าราคาขั้นต่ำที่เหมาะสมควรอยู่ที่ 15,500 รูเปียห์ต่อ กก. ทว่าข้อเสนอนี้ยังคงติดหล่มรอการชี้ขาดจากกระทรวงประสานงานด้านอาหาร (อ้างอิงจาก Kompas, 24 ส.ค. 2569)
ท่ามกลางกระแสกดดันเรื่องราคา กระทรวงเกษตรได้ขยับเป้าหมายการพึ่งพาตนเองด้านน้ำตาลทรายเพื่อการบริโภคออกไปเป็นปี 2570 จากเดิมที่ตั้งเป้าไว้ในปี 2569
กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตร ออกแถลงการณ์แสดงความมั่นใจว่าเป้าหมายปี 2570 นั้นมีความเป็นไปได้สูง โดยได้รับปัจจัยหนุนจากทิศทางผลผลิตน้ำตาลในประเทศที่เติบโตขึ้น การขยายพื้นที่เพาะปลูก การใช้ท่อนพันธุ์รับรองคุณภาพ ตลอดจนการยกระดับประสิทธิภาพการทำไร่อ้อย
ความมั่นใจนี้อ้างอิงจากตัวเลขคาดการณ์ผลผลิตช่วงกลางปี 2569 ซึ่งระบุว่าอุตสาหกรรมน้ำตาลระดับชาติขับเคลื่อนโดยโรงงานของรัฐ 39 แห่ง โรงงานเอกชน 19 แห่ง และชาวไร่อ้อยกว่า 731,705 ราย โดยคาดการณ์ว่าผลผลิตน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์เพื่อการบริโภคจะแตะระดับ 3.02 ล้านตันในปี 2569 เพิ่มขึ้นจาก 2.67 ล้านตันในปี 2568 สอดรับกับแนวโน้มพื้นที่ปลูกและผลผลิตที่ขยายตัว
พื้นที่ปลูกอ้อยทั่วประเทศคาดว่าจะเพิ่มขึ้นจาก 563,357 เฮกตาร์ในปี 2568 เป็น 585,390 เฮกตาร์ในปี 2569 ดันผลผลิตอ้อยทะยานจาก 39.07 ล้านตัน สู่ระดับ 40.19 ล้านตัน นอกจากนี้ ค่าความหวาน (Yield) ยังมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นจากร้อยละ 6.83 เป็นร้อยละ 7.51 ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญที่ชี้ให้เห็นถึงประสิทธิภาพการสกัดน้ำตาลที่คุ้มค่ายิ่งขึ้น
เฮรู ตรี วิดาร์โต รักษาการอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ชี้แจงว่า ยุทธศาสตร์การเพิ่มผลผลิตไม่ได้จำกัดอยู่แค่การขยายพื้นที่ปลูก แต่ยังมุ่งเป้าไปที่การยกระดับผลผลิตต่อไร่และคุณภาพของวัตถุดิบ
“ยุทธศาสตร์เหล่านี้ครอบคลุมตั้งแต่การใช้ท่อนพันธุ์รับรองคุณภาพ การปรับปรุงวิธีเพาะปลูก การรื้อตออ้อยที่เสื่อมสภาพเพื่อปลูกใหม่ (ratoon removal) การอุดหนุนปัจจัยการผลิต ไปจนถึงการจัดส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ให้คำปรึกษาแก่เกษตรกร” เขาระบุในแถลงการณ์
เฮรูเปิดเผยเพิ่มเติมว่า หนึ่งในแผนยุทธศาสตร์ของกระทรวงฯ คือการพัฒนาพื้นที่ปลูกอ้อย 97,970 เฮกตาร์ ภายในปี 2569 ภายใต้งบประมาณ 1.448 ล้านล้านรูเปียห์ โดยมุ่งเน้นไปที่การรื้อตออ้อยเก่าที่ให้ผลผลิตต่ำและทดแทนด้วยท่อนพันธุ์สายพันธุ์ใหม่
“รัฐบาลได้เตรียมท่อนพันธุ์อ้อยคุณภาพเยี่ยมกว่า 5.9 พันล้านท่อนเพื่อรองรับโครงการนี้ พร้อมสนับสนุนปุ๋ยอุดหนุนราคา และระบบสูบน้ำบาดาลเพื่อการเกษตรในพื้นที่ที่เผชิญปัญหาภัยแล้ง” เฮรูกล่าวเสริม
ในส่วนของนโยบายปลายน้ำ รัฐบาลมุ่งเน้นไปที่การดูดซับผลผลิตและการรักษาเสถียรภาพราคาหน้าไร่ โดยการเพิ่มผลผลิตอ้อยต้องเดินควบคู่ไปกับการจัดระเบียบกลไกการค้า เพื่อการันตีตลาดที่แน่นอนให้แก่เกษตรกร นอกจากนี้ ยังมีการคุมเข้มการกระจายน้ำตาลทรายบริสุทธิ์เพื่อป้องกันการรั่วไหลเข้าสู่ตลาดทั่วไป ส่วนนโยบายการนำเข้าน้ำตาลจะถูกพิจารณาโดยอิงจากดุลยภาพของสินค้า เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการในประเทศและไม่กดดันราคาน้ำตาลทรายในท้องตลาด
ด้านการรับมือวิกฤตสภาพภูมิอากาศ กระทรวงเกษตรได้เตรียมมาตรการรับมือผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับฤดูกาลเพาะปลูกและผลผลิต ผ่านระบบเตือนภัยล่วงหน้าที่บูรณาการข้อมูลจากสำนักงานอุตุนิยมวิทยาฯ (BMKG) และระบบข้อมูลเกษตรเฉพาะทาง (Si-PERDITAN)
“เฉพาะในภาคอุตสาหกรรมอ้อย รัฐบาลเตรียมจัดสรรเครื่องสูบน้ำ 1,000 หน่วยภายในปี 2569 เพื่อรับประกันแหล่งน้ำในพื้นที่ที่ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน” เขาระบุ
จุดหมายสู่ความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน เฮรูเน้นย้ำว่า เป้าหมายการพึ่งพาตนเองด้านน้ำตาลเพื่อการบริโภคในปี 2570 เป็นเพียงก้าวแรกสู่เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่า นั่นคือการพึ่งพาตนเองด้านน้ำตาลแบบเบ็ดเสร็จและการผลิตวัตถุดิบป้อนอุตสาหกรรมพลังงานชีวภาพ
“ปี 2570 คือหมุดหมายสำคัญ แต่ไม่ใช่ปลายทาง เมื่อความต้องการบริโภคในประเทศถูกเติมเต็ม ผลผลิตอ้อยจะถูกผลักดันอย่างต่อเนื่องเพื่อมุ่งสู่ความมั่นคงด้านน้ำตาล ควบคู่ไปกับการป้อนวัตถุดิบเชื้อเพลิงชีวภาพ” เขากล่าว
ในระยะยาว รัฐบาลตั้งเป้าผลักดันผลผลิตอ้อยให้แตะ 93 ตันต่อเฮกตาร์ พร้อมค่าความหวาน 11.20% ภายในปี 2573 สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์เร่งรัดการพึ่งพาตนเองด้านน้ำตาลแห่งชาติและการผลิตเอทานอลชีวภาพ ตามกฤษฎีกาประธานาธิบดี ฉบับที่ 40 ปี 2566
ก่อนหน้านี้ รัฐบาลเคยร่นระยะเวลาเป้าหมายการพึ่งพาตนเองจากปี 2571 มาเป็นปี 2569 โดยประกาศระงับการนำเข้าน้ำตาลทรายเพื่อการบริโภคในปีนี้ โดยอ้างอิงจากตัวเลขสต็อกยกยอด ณ สิ้นปี 2568 ที่คาดว่าจะอยู่ที่ 1.44 ล้านตัน ขณะที่ผลผลิตปี 2569 ประเมินไว้ที่ 2.7–3 ล้านตัน ซึ่งตัวเลขดังกล่าวบ่งชี้ว่ามีปริมาณมากพอที่จะรองรับความต้องการบริโภคในประเทศที่คาดว่าจะอยู่ที่ 2.84 ล้านตัน (อ้างอิงจาก Kompas, 13 ม.ค. 2569)
อย่างไรก็ตาม นักวิชาการด้านอุตสาหกรรมน้ำตาล ยาดี ยุสรียาดี และสมาคม APTRI ต่างแสดงท่าทีไม่เห็นด้วย ว่าเป้าหมายในปี 2569 อาจเป็นไปได้ยาก เนื่องจากวิกฤตเอลนีโญและภัยแล้งจะสร้างความเสียหายต่อปริมาณผลผลิต
ยาดีประเมินว่าผลผลิตในปี 2569 อาจชอยู่ระดับเดียวกับปี 2568 ที่ 2.67 ล้านตัน หรืออาจร่วงลงต่ำกว่านั้น ขณะที่ฝั่ง APTRI คาดการณ์ว่าผลผลิตน้ำตาลจากกลุ่มชาวไร่ในปี 2569 จะหดตัวลงอย่างรุนแรงถึง 15-30% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา (อ้างอิงจาก Kompas, 30 ก.ค. 2569)
ความเห็นจากสำนักงาน
รัฐบาลอินโดนีเซียได้เลื่อนเป้าหมายการพึ่งพาตนเองด้านน้ำตาลทรายเพื่อการบริโภคภายในประเทศจากปี 2569 เป็นปี 2570 เนื่องจากยังมีข้อจำกัดด้านผลผลิตและต้นทุนการผลิต ขณะที่สมาคมเกษตรกรผู้ปลูกอ้อยแห่งอินโดนีเซีย (APTRI) เรียกร้องให้รัฐบาลปรับเพิ่มราคารับซื้ออ้างอิงขั้นต่ำ (HPP) จากปัจจุบัน 14,500 รูเปียห์ ต่อกิโลกรัม ซึ่งตรึงมาตั้งแต่ปี 2567 ให้สอดคล้องกับต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น โดยเสนอราคา 16,875 รูเปียห์ต่อกิโลกรัม กระทรวงเกษตรอินโดนีเซียยังคงเดินหน้าเพิ่มผลผลิตภายในประเทศ โดยคาดว่าผลผลิตน้ำตาลทรายเพื่อการบริโภคจะเพิ่มจาก 2.67 ล้านตันในปี 2568 เป็น 3.02 ล้านตันในปี 2569 ผ่านการขยายพื้นที่เพาะปลูก การใช้ท่อนพันธุ์คุณภาพ การปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต และการสนับสนุนปัจจัยการผลิตและระบบชลประทาน อย่างไรก็ตาม ภาคเกษตรและ APTRI ยังคงกังวลต่อผลกระทบจากเอลนีโญและภัยแล้ง โดยประเมินว่าผลผลิตอาจลดลงจากปีก่อน ด้านนโยบายการค้า รัฐบาลจะยังคงบริหารการนำเข้าน้ำตาลโดยพิจารณาจากความสมดุลระหว่างปริมาณผลผลิตและความต้องการบริโภคภายในประเทศ เพื่อรักษาเสถียรภาพของราคาและสนับสนุนเกษตรกรในประเทศ
การเลื่อนเป้าหมายการพึ่งพาตนเองด้านน้ำตาลออกไปเป็นปี 2570 สะท้อนว่าอินโดนีเซียยังต้องใช้เวลาในการเพิ่มศักยภาพการผลิตภายในประเทศ แม้รัฐบาลจะมีนโยบายสนับสนุนการขยายพื้นที่เพาะปลูกและเพิ่มผลผลิตต่อพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ประกอบกับความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศและต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นยังเป็นปัจจัยที่อาจทำให้ผลผลิตจริงต่ำกว่าเป้าหมาย
สำหรับไทย ประเด็นดังกล่าวมีความสำคัญต่อการส่งออก น้ำตาลดิบ ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปอินโดนีเซีย โดยในระยะสั้น การที่เป้าหมายพึ่งพาตนเองถูกเลื่อนออกไป ประกอบกับความไม่แน่นอนด้านผลผลิต อาจยังเปิดโอกาสให้ภาคอุตสาหกรรมน้ำตาลของอินโดนีเซียมีความจำเป็นต้องจัดหาวัตถุดิบนำเข้าเพิ่มเติม ทั้งนี้ ปริมาณและช่วงเวลาการนำเข้าจะขึ้นอยู่กับผลผลิตจริง สต็อกภายในประเทศ และการตัดสินใจของรัฐบาลเป็นสำคัญ
ในระยะกลางถึงยาว ผู้ประกอบการไทยควรติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะ นโยบายกำหนดโควตา/ใบอนุญาตนำเข้า การกำหนดราคาน้ำตาลภายในประเทศ และมาตรการส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตอ้อยของอินโดนีเซีย เนื่องจากหากการเพิ่มผลผลิตภายในประเทศประสบความสำเร็จ อาจส่งผลให้ความต้องการนำเข้าน้ำตาลดิบลดลงในอนาคต อย่างไรก็ตาม เป้าหมายดังกล่าวยังมีความท้าทายจากต้นทุนการผลิตและความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ