
ในช่วงปีงบประมาณ 2568 - 2569 ตลาดการเงินของอินเดีย เผชิญแรงกดดันอย่างมีนัยสำคัญจากปัจจัยภายนอกประเทศ โดยเฉพาะความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาพลังงานโลก กระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค
แม้ว่าปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจอินเดียยังคงแข็งแกร่งในระยะยาว แต่ในระยะสั้น ตลาดการเงินได้สะท้อนถึงความผันผวนและความไม่แน่นอนในระดับสูง ทั้งในตลาดทุน ตลาดเงิน และตลาดอัตราแลกเปลี่ยน
ภาพรวมภาวะตลาดการเงิน
ในช่วงปลายปีงบประมาณ 2568 - 2569 ตลาดหุ้นอินเดียปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยดัชนีสำคัญ เช่น Sensex และ Nifty 50 เผชิญแรงขายต่อเนื่อง
ดัชนี Nifty 50 ปรับลดลงกว่าร้อยละ 11.3 ในเดือนมีนาคม 2569 ซึ่งถือเป็นการปรับตัวลงรายเดือนที่รุนแรงที่สุดในรอบ 6 ปี
มูลค่าเงินทุนต่างชาติไหลออก (FPI outflows) รวมทั้งปีสูงถึงประมาณ 19.69 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นระดับสูงเป็นประวัติการณ์
ความผันผวนของตลาดเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนจากความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์และราคาน้ำมัน
ทั้งนี้ ปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อภาวะตลาด ได้แก่
ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
ราคาน้ำมันดิบโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น (มากกว่า 100 - 110 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลในบางช่วง)
การไหลออกของเงินทุนต่างชาติ
ภาวะความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลก (global risk sentiment)
ค่าเงินและกระแสเงินทุน
ค่าเงินรูปีอินเดียอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องในปีงบประมาณดังกล่าว
ค่าเงินรูปีอินเดียแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ประมาณ 95 รูปีอินเดียต่อเหรียญสหรัฐ
ตลอดทั้งปี ค่าเงินรูปีอินเดียอ่อนค่า เฉลี่ยประมาณร้อยละ 10–11 ซึ่งถือเป็นการอ่อนค่ามากที่สุดในรอบกว่า 10 - 14 ปี
สาเหตุสำคัญ ได้แก่
ราคาน้ำมันนำเข้าที่เพิ่มสูงขึ้น
เงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า
การไหลออกของเงินทุนต่างชาติอย่างต่อเนื่อง
ธนาคารกลางอินเดีย (Reserve Bank of India: RBI) ได้ดำเนินมาตรการต่าง ๆ เพื่อรักษาเสถียรภาพค่าเงิน เช่น
การจำกัดสถานะเงินตราต่างประเทศของธนาคาร
การควบคุมธุรกรรมในตลาดอนุพันธ์ค่าเงิน
การแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยน
แม้มาตรการดังกล่าวช่วยชะลอความผันผวนในระยะสั้น แต่แนวโน้มค่าเงินยังคงเปราะบางจากปัจจัยภายนอก
ผลกระทบจากวิกฤตพลังงานโลก
ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานพลังงานโลกหยุดชะงัก และราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
ผลกระทบต่ออินเดีย ซึ่งเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ ได้แก่
ต้นทุนนำเข้าพลังงานเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
อัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น
ดุลการคลังและดุลบัญชีเดินสะพัดเผชิญแรงกดดัน
รัฐบาลอินเดียได้ดำเนินมาตรการบรรเทาผลกระทบ เช่น การลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเชื้อเพลิง อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวอาจส่งผลต่อฐานะการคลังในระยะยาว
เสถียรภาพระบบธนาคารและการเงิน
แม้ตลาดการเงินจะมีความผันผวนสูง แต่ระบบการเงินของอินเดียยังคงมีเสถียรภาพในภาพรวม จากการกำกับดูแลเชิงรุกของภาครัฐและธนาคารกลาง
มาตรการสำคัญ ได้แก่
การควบคุมความเสี่ยงในตลาดอัตราแลกเปลี่ยน
การเพิ่มความปลอดภัยของระบบการชำระเงินดิจิทัล
การกำกับดูแลสภาพคล่องในระบบการเงิน
อย่างไรก็ตาม ภาคธนาคารได้รับผลกระทบจากความผันผวนของตลาด โดยมีการประเมินความเสียหายจากธุรกรรมอนุพันธ์ในระดับ 40–50 พันล้านรูปีอินเดีย
การวิเคราะห์รายภาคเศรษฐกิจ
ภาคอุตสาหกรรม ยังคงเติบโตในระดับปานกลาง โดยเศรษฐกิจอินเดียมีแนวโน้มขยายตัวประมาณ ร้อยละ 6.5 - 6.6 ตามการประเมินของ IMF
ภาคเทคโนโลยีและการลงทุน อินเดียยังคงเป็นศูนย์กลางด้านดิจิทัลและเทคโนโลยี โดยเฉพาะ
การลงทุนด้าน AI
การขยายตัวของเศรษฐกิจดิจิทัล
การเติบโตของ fintech และ UPI
ภาคผู้บริโภค กำลังซื้อของผู้บริโภคได้รับผลกระทบจากเงินเฟ้อและต้นทุนชีวิตที่สูงขึ้น ส่งผลให้
ความต้องการสินค้าไม่จำเป็น (discretionary goods) ลดลง
ตลาดสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และสมาร์ตโฟนชะลอตัว
บทสรุป
ตลาดการเงินของอินเดียในปีงบประมาณ 2568–2569 เผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกอย่างรุนแรง โดยเฉพาะวิกฤตราคาพลังงานและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้ตลาดทุนปรับตัวลดลง ค่าเงินรูปีอ่อนค่า และเกิดกระแสเงินทุนไหลออกในระดับสูง อันสะท้อนถึงความเปราะบางของตลาดการเงินต่อปัจจัยเสี่ยงจากภายนอกประเทศ
อย่างไรก็ตาม แม้จะเผชิญความผันผวนในระยะสั้น เศรษฐกิจอินเดียยังคงมีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง โดยได้รับแรงสนับสนุนจากโครงสร้างเศรษฐกิจที่หลากหลาย การดำเนินนโยบายเชิงรุกของภาครัฐ ตลอดจนศักยภาพการเติบโตของภาคดิจิทัลและเทคโนโลยี ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่เอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะต่อไป
สำหรับประเทศไทย อินเดียยังคงเป็นตลาดที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ และมีศักยภาพในการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจในระยะยาว โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการเป็นตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ แนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล และนโยบายของรัฐบาลอินเดียที่มุ่งส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน
ทั้งนี้ สาขาธุรกิจที่มีโอกาสและศักยภาพสำหรับผู้ประกอบการไทย ได้แก่ เทคโนโลยีและบริการดิจิทัล ธุรกิจโลจิสติกส์และซัพพลายเชน พลังงานทดแทน ตลอดจนภาคการผลิตและอุตสาหกรรมแปรรูป ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของอินเดียในระยะยาว
แหล่งที่มา (References)