fb
GDP แคนาดาหดตัวไตรมาส 4 ปี 2568 สวนทางเงินเฟ้ออาหาร

GDP แคนาดาหดตัวไตรมาส 4 ปี 2568 สวนทางเงินเฟ้ออาหาร

โดย
Rukchana
ลงเมื่อ 02 มีนาคม 2569 12:15
สคต. ณ นครโทรอนโต (แคนาดา) (TTC, Toronto (Canada))
11

              เศรษฐกิจของแคนาดาในช่วงรอยต่อปี 2568 เข้าสู่ปี 2569 ตกอยู่ในสภาวะเปราะบางอย่างมาก โดย Statistics Canada รายงานว่า GDP ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 หดตัวลงร้อยละ 0.6 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งต่ำกว่าที่เหล่านักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้
ว่าจะสามารถทรงตัวที่ร้อยละ 0 ส่งผลให้ภาพรวมการเติบโตตลอดทั้งปี 2568 อยู่ที่ร้อยละ 1.7 ซึ่งอัตราการขยายตัวของ GDP ปี 2568 ถือว่าต่ำที่สุด
ในรอบ 5 ปี นับตั้งแต่ช่วงวิกฤตโควิด โดยปัจจัยฉุดรั้งที่สำคัญที่สุดคือ ภาวะการระบายสินค้าคงคลัง (Inventory Drawdown) หรือการที่ภาคธุรกิจเลือกนำสินค้าเก่าที่ผลิตค้างไว้ในคลังสินค้าออกมาจำหน่ายแทนการเดินเครื่องผลิตใหม่ เพื่อลดความเสี่ยงจากต้นทุนภาษีที่ผันผวนท่ามกลางสงครามการค้ากับสหรัฐฯ ประกอบกับปัญหาขาดแคลนแรงงานมีทักษะ และต้นทุนวัตถุดิบนำเข้าที่พุ่งสูงขึ้นจากค่าเงินเหรียญแคนาดาที่อ่อนค่า โดยมีการดึงสินค้าคงคลังออกมาใช้คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 2.34 หมื่นล้านเหรียญแคนาดา (5.14 แสนล้านบาท) รวมถึงปัจจัยการลงทุนในสิ่งก่อสร้างที่อยู่อาศัยที่ลดลงร้อยละ 4.4 ท่ามกลางความผันผวนจากการส่งออกไปยังสหรัฐฯ ที่ถูกกดดันด้วยมาตรการภาษีตลอดทั้งปี อย่างไรก็ดี ยังมีสัญญาณบวกในการใช้จ่ายของครัวเรือนที่มีการขยายตัว ร้อยละ 0.4 และการลงทุนภาครัฐที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.8

              ด้านตลาดแรงงาน ข้อมูลสถิติล่าสุดบ่งชี้ให้เห็นถึงความ
ตึงตัวที่เพิ่มขึ้น โดยในเดือนมกราคม 2569 อัตราการว่างงานอยู่ที่ร้อยละ 6.5 ขณะที่จำนวนลูกจ้างในระบบ (Payroll Employment) ลดลง 35,400 ตำแหน่ง โดยเฉพาะในภาคการผลิตที่หายไป 7,400 ตำแหน่ง ขณะที่คนส่วนใหญ่รู้สึกว่าที่ค่าครองชีพสูงขึ้น เพราะภาวะเงินเฟ้อในหมวดอาหารที่พุ่งสูงถึงร้อยละ 7.3 ในเดือนมกราคม 2569 แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะชะลอตัวลงเหลือร้อยละ 2.3 จากอานิสงส์ของราคาน้ำมันที่ดิ่งลงร้อยละ 16.7 หลังการยกเลิกภาษีคาร์บอน แต่ราคาอาหารสดและบริการในร้านอาหารยังคงพุ่งสูงขึ้นถึงร้อยละ 12.3 เมื่อเทียบกับปี 2567 ซึ่งรัฐบาลใช้มาตรการงดเว้นภาษีการขายชั่วคราว (Tax Holiday) เพื่อช่วยประชาชนลดค่าครองชีพในปีก่อนหน้า และเมื่อภาษีถูกนำกลับมาใช้ จึงทำให้ราคากระโดดสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด ประกอบกับต้นทุนนำเข้าที่เพิ่มสูงขึ้นจากค่าเงินที่อ่อนของแคนาดาในปัจจุบัน

             อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางสถานการณ์สงครามระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ นายกรัฐมนตรีแคนาดา นายมาร์ก คาร์นีย์ ประกาศ ณ นครมุมไบ ขณะเยือนอินเดียว่าแคนาดาสนับสนุนสหรัฐฯ ในเรื่องการขัดขวางโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน อย่างไรก็ดีแคนาดาจะไม่ส่งกำลังทหารเข้าร่วมปฏิบัติการโดยตรง ทั้งนี้สถานการณ์ความขัดแย้งในปัจจุบันที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้นอาจเป็นตัวแปรสำคัญที่เข้ามาซ้ำเติมเศรษฐกิจแคนาดา ผ่านความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทานโลกและราคาน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ที่อาจผันผวนอย่างรุนแรงอีกครั้ง ซึ่งธนาคารกลางแคนาดา (Bank of Canada) ยังคงตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ร้อยละ 2.25 เพื่อเฝ้าระวังความเสี่ยงจากทั้งสงครามการค้า ผลการทบทวนความตกลง USMCA และวิกฤตในตะวันออกกลางที่กำลังขยายวงกว้างขึ้น 

           สำหรับมุมมองในอนาคตเศรษฐกิจแคนาดา นายดักลาส พอร์เตอร์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก Bank of Montreal และ นายเลสลี เพรสตัน จาก TD Bank มองว่าเศรษฐกิจแคนาดาอาจเข้าสู่ภาวะชะงักงัน (Stall) ต่อเนื่องในช่วงต้นปี 2569 โดยข้อมูลเบื้องต้นชี้ว่า GDP ในเดือนมกราคม2569 อาจไม่มีการเติบโต แม้ว่าทิศทางเงินเฟ้อที่เริ่มชะลอตัวลงจะเปิดโอกาสให้ธนาคารกลางพิจารณาปรับลดดอกเบี้ยได้ แต่ความไม่แน่นอนเชิงภูมิรัฐศาสตร์และสงครามกับ จะเป็นปัจจัยกดดันให้ภาคธุรกิจและผู้บริโภคชาวแคนาดายังต้องเผชิญกับสภาวะเศรษฐกิจที่ยากลำบากต่อไปจนกว่าสถานการณ์โลกจะมีความชัดเจน

 

 

 

ความคิดเห็น สคต. 

            การหดตัวของ GDP แคนาดาในไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 ที่ร้อยละ 0.6 มีสาเหตุหลักมาจากภาคธุรกิจเร่งระบายสินค้าคงคลังออกมาจำหน่ายแทนการผลิตใหม่ เพื่อลดความเสี่ยงจากต้นทุนภาษีที่ผันผวนท่ามกลางสงครามการค้ากับสหรัฐฯ ที่ยืดเยื้อ ส่งผลให้ภาพรวมการเติบโตตลอดทั้งปี 2568 อยู่ที่ร้อยละ 1.7 ซึ่งถือเป็นระดับที่ต่ำที่สุดในรอบ 5 ปี นับตั้งแต่ยุคโควิด และหากไม่นับรวมช่วงโควิด จะถือว่าเป็น GDP ที่ต่ำที่สุดตั้งแต่ปี 2559 ขณะเดียวกัน 
ค่าครองชีพยังคงเป็นแรงกดดันซ้ำเติม โดยเงินเฟ้อในหมวดอาหารพุ่งสูงถึงร้อยละ 7.3 สถานการณ์นี้บีบให้ผู้บริโภคต้องรัดเข็มขัดอย่างหนัก ท่ามกลางกำลังซื้อที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ สงครามอิหร่าน ยังเป็นตัวแปรสำคัญที่อาจซ้ำเติมห่วงโซ่อุปทานและราคาพลังงานโลกให้ผันผวนรุนแรงขึ้น ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่ธนาคารกลางแคนาดาต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ร้อยละ 2.25 ต่อไปเพื่อคุมเงินเฟ้อ หรือจะปรับลดเพื่อพยุงเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งสงครามการค้ากับสหรัฐฯ ซึ่งยังหาความแน่นอนไม่ได้ และปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจลากยาว

           ที่ผ่านมา แคนาดาพึ่งพิงตลาดสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งถึงกว่าร้อยละ 76 จึงได้รับผลกระทบจากภาษีอย่างหนัก และเป็นสัญญาณเตือนให้ต้องเร่งขยายตลาดส่งออกไปยังกลุ่มประเทศใหม่ๆ เพื่อกระจายความเสี่ยง ซึ่งในปี 2568 แม้แคนาดาจะยังพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ เป็นตลาดหลัก แต่สัดส่วนเริ่มลดลง เป็น
ร้อยละ 68 ขณะที่การส่งออกไปยังประเทศอื่นมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น โดยนายกรัฐมนตรีแคนาดามีการเดินทางเยือนประเทศคู่ค้าสำคัญอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างตลาดใหม่ๆ ให้แก่แคนาดา             

 โปรดติดตามความเคลื่อนไหวในการค้าระหว่างประเทศผ่าน ช่องทางต่างๆ ของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ www.ditp.go.th และ www.thaitrade.com หรือโทรปรึกษาเรื่องการค้าระหว่างประเทศที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โทร. 1169 (หากโทรจากต่างประเทศ โปรดติดต่อที่ โทร. +66 2792 6900)

*****************************************

ข่าวเด่นรายสัปดาห์ 2-6 มี.ค. 69 สคต โทรอนโต .pdf
Share :
Instagram