fb
ตลาดขนมขบเคี้ยวจีนปี 2026  ขึ้นแท่น“มื้อที่ 4” ของผู้บริโภค

ตลาดขนมขบเคี้ยวจีนปี 2026 ขึ้นแท่น“มื้อที่ 4” ของผู้บริโภค

โดย
Saibhorn
ลงเมื่อ 04 มิถุนายน 2569 09:33
สคต. ณ เมืองเซี่ยเหมิน (จีน) (TTC, Xiamen (China))
8

ในปี 2025 ตลาดขนมขบเคี้ยวในจีนมีมูลค่าถึง 1,180,400 ล้านหยวน (ประมาณ 5,902,000 ล้านบาท บาท) จากเดิมที่หลายคนมองว่าขนมเป็นเพียงอาหารกินเล่นระหว่างมื้อ แต่วันนี้ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันจนถูกเรียกว่า มื้อที่ 4ขณะเดียวกัน ภาพจำที่ผู้บริโภคขนมส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่น ผู้หญิง หรือคุณแม่ ก็กำลังเปลี่ยนเป็นผู้บริโภคมีความหลากหลายมากขึ้น ทั้งวัยทำงาน ผู้ชาย และกลุ่มรักสุขภาพ ส่งผลให้ตลาดขนมของจีนเติบโตอย่างรวดเร็ว

ผู้บริโภคตลาดขนมขบเคี้ยว แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) จ่ายไม่เกิน 300 หยวน (ประมาณ 1,500 บาท) ต่อเดือน เป็นฐานหลักของตลาด มีสัดส่วนร้อยละ 52.70  2) กลุ่มใช้จ่าย 301–600 หยวน (ประมาณ 1,505 – 3,000 บาท) คิดเป็นร้อยละ 24.01 และ 3) กลุ่มใช้จ่ายมากกว่า 600 หยวน (ประมาณ 3,000 บาท) คิดเป็นร้อยละ 23.28 ซึ่งผู้บริโภคอายุระหว่าง 26–36 ปี เป็นกลุ่มตลาดหลักและมีกำลังซื้อสูงสุด มีสัดส่วนผู้บริโภคระดับสูงถึงร้อยละ 26.06 กลุ่มอายุ 36–46 ปี เป็นผู้บริโภคครัวเรือนหลัก ใช้จ่ายระดับกลางมากที่สุด กลุ่มอายุ 16–25 ปี เริ่มแสดงศักยภาพการใช้จ่ายสูงขึ้น ส่วนผู้บริโภคอายุ 50 ปีขึ้นไปยังเน้นการใช้จ่ายระดับพื้นฐาน

Yicai.com (第一财经调研数据) รายงานว่า จากการสำรวจความพึงพอใจในการบริโภคขนมขบเคี้ยว ผู้ตอบแบบสอบถามให้คะแนนเฉลี่ยสูงถึง 7.71 คะแนน ขณะที่ค่า NPS (Net Promoter Score) อยู่ที่ร้อยละ 17.7 ซึ่งสะท้อนถึงความพึงพอใจและความเต็มใจที่จะแนะนำขนมขบเคี้ยวให้ผู้อื่น ซึ่งชี้ให้เห็นว่าผู้บริโภคส่วนใหญ่มีทัศนคติในเชิงบวกและสนับสนุนสินค้า แสดงให้เห็นว่าขนมขบเคี้ยวกลายเป็นสินค้าที่ผู้บริโภคมองว่าจำเป็นในชีวิตประจำวัน

แผนภาพแสดงความพึงพอใจในการบริโภคขนมขบเคี้ยว

063c009e-ad28-408b-a68d-7481ad31863e.png

ที่มา: https://www.yicai.com/news/103193185.html

เมื่อพิจารณาตามช่วงคะแนน พบว่ากลุ่มที่ให้คะแนนต่ำ (≤4 คะแนน) มีเพียงร้อยละ 9.77 แสดงว่าผู้บริโภคที่มองว่าขนมขบเคี้ยวไม่สำคัญมีสัดส่วนน้อย กลุ่มคะแนนกลาง (5–7 คะแนน) มีสัดส่วนร้อยละ 30.05 ส่วนกลุ่มให้คะแนนสูง (>8 คะแนน) มีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 60.17 กลายเป็นกลุ่มผู้บริโภคหลัก โดยเฉพาะผู้ที่ระบุว่าขนมขบเคี้ยวสำคัญมากมีสัดส่วนสูงสุดถึงร้อยละ 35.26 มากกว่าหนึ่งในสามของผู้บริโภค ชี้ชัดว่าขนมขบเคี้ยวกลายเป็นส่วนหนึ่งที่ขาดไม่ได้ในชีวิตประจำวันของคนส่วนใหญ่

ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้นในการเลือกซื้อขนมและของว่าง โดยปัจจัยที่ได้รับความสนใจสูงสุดคือขนมที่น้ำตาลต่ำและไม่มีน้ำตาล คิดเป็นร้อยละ 46.05 (低糖/0) รองลงมาคือ ขนมที่ไขมันต่ำ/ไม่มีไขมัน (低脂/0) คิดเป็นร้อยละ 43.12 และขนมที่ไม่มีไขมันทรานส์ (0反式脂肪酸) คิดเป็นร้อยละ 41.63 ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคยังให้ความสำคัญกับขนมที่ไม่ใช้น้ำมันทอด คิดเป็นร้อยละ 32.05 และขนมโซเดียมต่ำ คิดเป็นร้อยละ 23.97 รวมถึงมองหาสินค้าที่ไม่มีการเติมวัตถุกันเสียหรือสีสังเคราะห์ คิดเป็นร้อยละ 20.34 สะท้อนให้เห็นว่า ผู้บริโภคไม่ได้พิจารณาเพียงรสชาติ แต่ใส่ใจส่วนผสมและคุณค่าทางโภชนาการมากขึ้น นอกจากนี้ กลุ่มสินค้าที่มีจุดขายด้านเสริมสุขภาพ อาทิ ไฟเบอร์สูง โปรตีนสูง Low GI วิตามินสูง และโพรไบโอติก ก็เริ่มได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น แม้สัดส่วนจะยังไม่สูงเท่ากลุ่มลดน้ำตาลหรือไขมัน แต่แสดงให้เห็นแนวโน้มว่าตลาดขนมเพื่อสุขภาพกำลังก้าวไปสู่การตอบโจทย์สุขภาพที่เฉพาะทางและหลากหลายมากขึ้น

แผนภูมิแสดงปัจจัยด้านสุขภาพที่ผู้บริโภคจีนให้ความสำคัญในการเลือกซื้อขนม

79abff01-7d95-40d9-9389-e0c532fa9b48.png

ที่มา: https://www.yicai.com/news/103193185.html

นอกจากนี้ ตลาดเมืองรองของจีนยังถูกมองว่าเป็นตลาดศักยภาพที่ขับเคลื่อนการเติบโตกลุ่มสินค้าขนมและของว่าง ตามรายงาน White Paper ระบุว่า ผู้บริโภคในเมืองชั้น 3 (หลานโจว หูโจว กุ๋ยหลิน) – เมืองชั้น 4 (หยางเจียง ต้าลี่ ลี่เจียงมีพฤติกรรมบริโภคขนมสูงกว่าเมืองใหญ่ โดยกลุ่มผู้ใช้จ่ายมากกว่า 600 หยวน (ประมาณ 3,000 บาท) ต่อเดือนมีสัดส่วนสูงกว่าเมืองชั้น 1 (ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ กว่างโจว เซิ่นเจิ้น) และชั้น 2 (เซี่ยเหมิน ต้าเหลียน กุ้ยหยาง) ขณะที่ผู้บริโภคในเมืองชั้น 4(หยางเจียง ต้าลี่ ลี่เจียงมีสัดส่วนร้อยละ 41.81 มองว่าขนมเป็นสิ่งสำคัญมากสูงกว่าเมืองชั้น 1 และเมืองที่มีศักยภาพใกล้เคียงกับเมืองชั้น 1 (เฉิงตู หางโจว ฉงชิ่ง เทียนจิน) อย่างชัดเจน ซึ่งปัจจัยสำคัญมาจากค่าครองชีพในเมืองรองที่ต่ำกว่า ทำให้ผู้บริโภคมีกำลังใช้จ่ายกับสินค้าฟุ่มเฟือยและของว่างมากขึ้น ขณะเดียวกัน ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตและการเข้าสู่สังคมเมืองที่เพิ่มขึ้น ยังทำให้ขนมกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน อีกทั้งการขยายตัวของร้านค้าปลีกสมัยใหม่และอีคอมเมิร์ซ ยังช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าได้หลากหลายและง่ายขึ้น

แผนภูมิแสดงการให้ความสำคัญต่อขนมขบเคี้ยวของผู้บริโภคในแต่ละเมือง

ee7fe8a4-ea11-4b80-a302-0b5475d7de9d.png

ที่มา: https://www.yicai.com/news/103193185.html

แบรนด์ร้านขนมขบเคี้ยวที่ได้รับความนิยมของจีน

43afe12d-9316-49e4-9790-869a3bc376bb.png

ตลาดร้านขนมขบเคี้ยวในจีนเติบโตอย่างรวดเร็ว อย่างแบรนด์ 好想来 (Haoxianglai) ที่มีประมาณ 19,500 สาขา และเครือของ 零食很忙 (LingShi Henmang) กับ 赵一鸣 (Zhao Yiming) ที่มีสาขารวมกันประมาณ 20,000 กว่าสาขา โดดเด่นด้วยการนำเสนอสินค้าที่หลากหลาย ราคาคุ้มค่า และรูปแบบร้านที่ทันสมัย สามารถตอบสนองผู้บริโภควัยรุ่นและคนรุ่นใหม่ได้อย่างตรงจุด 好想来 มีชื่อเสียงในเรื่องการขยายสาขาอย่างต่อเนื่องและการเข้าถึงผู้บริโภคทั้งเมืองใหญ่และเมืองรอง ส่วน 零食很忙 และ 赵一鸣 เน้นการสร้างประสบการณ์การช็อปปิ้งที่น่าจดจำและเชื่อมโยงกับลูกค้า การเติบโตของแบรนด์เหล่านี้สะท้อนถึงการแข่งขันสูงในตลาด และการใช้กลยุทธ์ด้านราคา ระบบโลจิสติกส์ และกลยุทธ์การตลาดที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่

 

ความเห็นสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองเซี่ยเหมิน: 

ตลาดขนมขบเคี้ยวของจีนยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับขนมและของว่างในชีวิตประจำวันมากขึ้น สอดคล้องกับแนวโน้ม ขนมคือมื้อที่ 4” รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างผู้บริโภคที่มีความหลากหลายมากขึ้น ทั้งในด้านช่วงวัย อาชีพ และระดับรายได้ ส่งผลให้ตลาดมีการเติบโตทั้งในกลุ่มขนมทั่วไป ขนมสุขภาพ และขนมพรีเมียม

มณฑลฝูเจี้ยนถือเป็นหนึ่งในตลาดที่มีศักยภาพ โดยมีร้านขนมขบเคี้ยวกว่า 3,000 ร้าน และมีแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ขายสินค้าอุปโภคบริโภค รวมถึงอาหารและขนมหลายแพลตฟอร์ม โดยสินค้าขนมขบเคี้ยวของไทยหลายแบรนด์ก็ถูกนำเข้าและขายบนแพลตฟอร์มเหล่านี้ อาทิ สาหร่ายปรุงรส บ๊วยเค็ม บิสกิตแท่งเคลือบช็อกโกแลต โดยสินค้าไทยเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมและผู้บริโภคให้ความเชื่อมั่นสูงในด้านคุณภาพ รสชาติ และราคาที่ไม่สูงเกินไป 

ผู้ประกอบการไทยในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร สามารถพิจารณาขยายโอกาสทางธุรกิจโดยควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์ด้านรสชาติที่สื่อถึงความเป็นไทย อาทิ รสซีฟู้ด รสต้มยำ รสเผ็ดเปรี้ยว และรสสมุนไพรไทย เพื่อสร้างความโดดเด่นในตลาดที่มีการแข่งขันสูง ควบคู่กับการปรับสูตรให้สอดคล้องกับเทรนด์สุขภาพ เช่น สูตรน้ำตาลต่ำ ไขมันต่ำ หรือปราศจากสารเติมแต่งจะช่วยเพิ่มความน่าสนใจแก่ผู้บริโภคจีน ส่วนด้านการสร้างแบรนด์ ผู้ประกอบการควรพัฒนาระบบการตลาดที่ครบวงจร ตั้งแต่การออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้เรียบง่าย ทันสมัย และใช้โทนสีที่ดึงดูดผู้บริโภค ไปจนถึงการสื่อสารเรื่องราวความเป็นไทย ผ่านแบรนด์เพื่อสร้างการจดจำ การผสานระหว่างการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การสร้างแบรนด์ และการใช้ช่องทางจำหน่ายทั้งออนไลน์และร้านค้าปลีก จะช่วยเพิ่มโอกาสให้สินค้าไทยสามารถแข่งขันและเติบโตในตลาดจีนได้อย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทยที่สนใจขยายตลาดในมณฑลฝูเจี้ยนและเจียงซีอาจพิจารณาเข้าร่วมงานแสดงสินค้า Top Thai Brands เซี่ยเหมินซึ่งมีกำหนดจัดในเดือนกันยายนได้ โดยสามารถดูรายละเอียดการเข้าร่วมงานในปีที่ผ่านมาได้ทาง Drive.ditp.go.th หรือสอบถามได้ทางสายด่วนกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ 1169 

 

https://www.yicai.com/news/103193185.html

https://baijiahao.baidu.com/

https://www.baidu.com/s?ie

https://mp.weixin.qq.com/s/M1ZM5ttcKWt27329SQeCiw

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองเซี่ยเหมิน

28 พฤษภาคม 2569

ข่าวเด่นประจำสัปดาห์จากสาธารณะรัฐประชาชนจีน ประจำวันที่ 25-31 พ.ค.69-31พค69.pdf
Share :
Instagram