
ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกยังเผชิญกับความไม่แน่นอนจากทั้งปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การกีดกันทางการค้า และความผันผวนของห่วงโซ่อุปทาน ประเทศเยอรมนีในฐานะประเทศส่งออกอันดับต้น ๆ ของโลก ได้ออกมาแสดงบทบาทเชิงรุกในการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศในด้านการค้า โดยเฉพาะในภาคเกษตรและอาหาร ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของความมั่นคงทางอาหารและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2568 รัฐบาลเยอรมนีร่วมกับสมาพันธ์อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม (BVE) และกระทรวงเกษตร อาหาร และกิจการภายในประเทศ (BMELH) ได้จัดงาน Foreign Trade Day ของอุตสาหกรรมการเกษตรและอาหาร ครั้งที่ 11 ณ กระทรวงการต่างประเทศ สหพันธรัฐเยอรมนี กรุงเบอร์ลิน เพื่อเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนทางความคิดระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการ ในการวางทิศทางของนโยบายการค้าระหว่างประเทศ ท่ามกลางบริบทโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 400 รายจากภาคธุรกิจ บริษัทส่งออก หน่วยงานสนับสนุนการค้า และผู้กำหนดนโยบายระดับสูงของรัฐบาล การประชุมในครั้งนี้ไม่เพียงมุ่งเน้นการส่งสัญญาณความร่วมมือของเยอรมนีกับตลาดใหม่ เช่น Mercosur, อินโดนีเซีย, เม็กซิโก หรือบราซิล แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจของเยอรมนีในการปรับตัวเชิงนโยบาย ทั้งการลดภาระด้านราชการ การพัฒนามาตรฐานการส่งออก และการสนับสนุนกลไกการค้าเสรีที่ยั่งยืน
ในขณะที่ภาคเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารยังคงเป็นภาคเศรษฐกิจที่เปราะบางต่อความเสี่ยงภายนอก เช่น ความขัดแย้งทางการเมือง ภาษีตอบโต้ หรือราคาพลังงาน งานครั้งนี้จึงเป็นเหมือน “สัญญาณเตือน” ที่ชัดเจนจากภาครัฐและภาคธุรกิจเยอรมนีว่า การค้าระหว่างประเทศในยุคใหม่ ต้องขับเคลื่อนด้วยความร่วมมือ การวางแผนเชิงกลยุทธ์ และการปรับตัวเพื่ออนาคต
สาระสำคัญจากผู้นำสำคัญ
1. Mr. Johann Wadephul รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า “ไม่มีประเทศใดในโลกที่ได้รับประโยชน์จากการเปิดเสรีทางการค้ามากเท่าเยอรมนี” และเรียกร้องให้แก้ไขข้อพิพาทภาษีกับสหรัฐฯ ผ่านการเจรจา พร้อมเปิดประตูความร่วมมือการค้ากับบราซิล เม็กซิโก และอินโดนีเซีย
2. Mr. Christian von Boetticher ประธานสมาพันธ์อุตสาหกรรมอาหารแห่งประเทศเยอรมนี (BVE)เตือนว่าภาระเอกสารราชการเป็น “ต้นทุนที่ไร้เหตุผลที่สุด” และเรียกร้องรัฐบาลให้ลดอุปสรรคทางราชการ เปิดพื้นที่ให้ภาคธุรกิจเคลื่อนไหวได้คล่องตัว
3. Mr. Alois Rainer รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอาหารและเกษตร (BMELH) เน้นว่าภาคเกษตรและอาหารสร้างงานกว่า 4 ล้านตำแหน่ง ส่งออกคิดเป็น 33% ของมูลค่าการค้าในประเทศ พร้อมประกาศปรับปรุงยุทธศาสตร์การส่งออกและลดกฎระเบียบที่เป็นภาระแก่ผู้ประกอบการ
4. ศาสตราจารย์ Gabriel Felbermayr (WIFO)วิเคราะห์ว่า “ความไม่แน่นอนคือเรื่องปกติใหม่” และเสนอให้ใช้กลยุทธ์เชิงรุก พร้อมสนับสนุนการทำข้อตกลงการค้าเสรี เช่น Mercosur ซึ่ง “สร้างความชัดเจนทางกฎหมาย” ในช่วงที่ความน่าเชื่อถือของระบบการค้าสากลกำลังด้อยลง
ข้อตกลง EU–Mercosur และผลต่อภาคเกษตรเยอรมัน
EU–Mercosur Association Agreement เป็นข้อตกลงการค้าเสรีที่ถูกเจรจายาวนานนับ 25 ปี โดยมีเป้าหมายลดภาษีนำเข้าเพิ่มเสรีภาพทางการค้าสำหรับสินค้าเกษตร เช่น เนื้อวัว ไก่ น้ำตาล และสินค้าอุตสาหกรรม นอกจากนี้ยังมีมาตรการด้านความยั่งยืน เช่น ข้อตกลงหยุดการตัดไม้ทำลายป่าและผูกพันตามข้อตกลงปารีส อย่างไรก็ตาม มีเสียงคัดค้านจากกลุ่มเกษตรกรในฝรั่งเศส โปแลนด์ และกลุ่มนักสิ่งแวดล้อมที่กังวลเรื่องมาตรฐานสวัสดิภาพสัตว์และผลกระทบต่อ
เวทีแลกเปลี่ยนเชิงลึก
ผู้แทนจากภาครัฐ ธุรกิจ และเจ้าหน้าที่ทูตเกษตร ร่วมถกในเวทีย่อย 6 หัวข้อหลัก ทั้งมาตรฐานฮาลาล การรับรองสินค้าออร์แกนิก อีคอมเมิร์ซ B2B และตลาดในเกาหลีใต้ โรมาเนีย และ Mercosur ซึ่งช่วยสร้างเป้าหมายเชิงปฏิบัติสำหรับการพัฒนาความร่วมมือทางการค้า
โอกาสของประเทศไทย
1. เจาะตลาดสินค้าเกษตรแปรรูป ข้อตกลง EU–Mercosur ชี้ให้เห็นแนวโน้มความพร้อมเปิดตลาดในเยอรมนี-ยุโรป ซึ่งเป็นโอกาสให้ผู้ส่งออกไทยด้านอาหารแปรรูป ผลไม้แช่แข็ง ออร์แกนิก เข้าถึงตลาดได้มากขึ้น
2. บุกตลาดเฉพาะกลุ่มมาตรฐานพิเศษ มาตรฐานฮาลาลและออร์แกนิกที่ถูกเน้นในเวทีย่อย เปิดทางให้สินค้าไทยสร้างความแตกต่างและตอบโจทย์กลุ่มผู้บริโภคยุโรป
3. ประโยชน์จากการลดกฎระเบียบ การลดอุปสรรคทางราชการในเยอรมันอาจส่งผลดีต่อการนำเข้าเพื่อใช้วัตถุดิบไทยในห่วงโซ่อุปทาน
ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะของ สคต. แฟรงก์เฟิร์ต
1. สนับสนุนการยกระดับมาตรฐาน กระตุ้นให้ผู้ประกอบการไทยปรับสินค้าตามกรอบ EU เช่น ฮาลาล ออร์แกนิก และ Good Manufacturing Practice (GMP)
2. ฝังเครือข่ายการค้า เชื่อมโยงกับหน่วยงานเยอรมัน เช่น BVE และสมาคมการค้าต่างประเทศ เพื่อเสริมประสิทธิภาพการเจรจาและเปิดตลาดใหม่
3. เตรียมพร้อมสำหรับความเปลี่ยนแปลง ศึกษาข้อตกลง EU–Mercosur โดยเฉพาะมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อวางแผนธุรกิจที่สอดคล้องและแข่งขันได้
การประชุมครั้งนี้ไม่เพียงแต่มีผลต่อทิศทางนโยบายของเยอรมนีเท่านั้น แต่ยังเปิดโอกาสใหม่ให้กับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าเกษตรและอาหารแปรรูป เช่น ผลไม้แช่แข็ง อาหารสำเร็จรูป อาหารฮาลาล และผลิตภัณฑ์ออร์แกนิก ซึ่งมีศักยภาพสูงในตลาดยุโรป นอกจากนี้ ความพยายามของรัฐบาลเยอรมันในการลดภาระด้านราชการและเปิดรับสินค้าจากตลาดนอกสหภาพยุโรป ยังเป็นจังหวะที่ดีให้ผู้ส่งออกไทยเสริมสร้างเครือข่าย และพัฒนามาตรฐานสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคเยอรมัน โดยเฉพาะด้านความปลอดภัย คุณภาพ และความยั่งยืน
งาน Foreign Trade Day 2025 เป็นเวทีสำคัญที่เยอรมนีแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาความเปิดกว้างทางการค้า ลดอุปสรรคด้านราชการ และเสริมสร้างความร่วมมือกับตลาดใหม่ทั่วโลก ประเทศไทยควรใช้โอกาสนี้ในการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการให้สามารถเข้าถึงตลาดยุโรปได้อย่างยั่งยืน พร้อมก้าวเป็นหนึ่งในพันธมิตรการค้าที่สำคัญของเยอรมนีในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ที่มา: