fb
อุตสาหกรรมพริกไทยเวียดนามเผชิญแรงกดดันในการยกระดับมาตรฐานการส่งออก

อุตสาหกรรมพริกไทยเวียดนามเผชิญแรงกดดันในการยกระดับมาตรฐานการส่งออก

โดย
Nguyen
ลงเมื่อ 18 กันยายน 2569 15:45
สคต. ณ กรุงฮานอย (เวียดนาม) (TTC, Hanoi (Vietnam))

นาง Hoang Thi Lien ประธานสมาคมพริกไทยและเครื่องเทศเวียดนาม (Viet Nam Pepper and Spice Association: VPSA) เปิดเผยว่า ปัจจุบันเวียดนามมีผลผลิตพริกไทยเฉลี่ยประมาณ 175,000–180,000 ตันต่อปี ปริมาณการส่งออกจากเวียดนามไปยังมากกว่า 120 ประเทศทั่วโลกประมาณ 230,000–250,000 ตัน และมีปริมาณการนำเข้าประมาณ 20,000–25,000 ตันต่อปี เพื่อรองรับความต้องการในการแปรรูปและการส่งออกต่อ (Re-export)

จากข้อมูลของสมาคมพริกไทยและเครื่องเทศเวียดนาม (VPSA) ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 เวียดนามส่งออกพริกไทยรวม 190,153 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 14.2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 เมื่อพิจารณาตามภูมิภาค เอเชียเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของเวียดนาม โดยมีปริมาณ 88,441 ตัน คิดเป็นร้อยละ 46.5 ของปริมาณการส่งออกทั้งหมด รองลงมาเป็นทวีปอเมริกา 49,830 ตัน คิดเป็นร้อยละ 26.2 ทวีปยุโรป 40,892 ตัน คิดเป็นร้อยละ 21.5 และทวีปแอฟริกา 11,000 ตัน เมื่อพิจารณาเป็นรายประเทศ สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่นำเข้าพริกไทยจากเวียดนามมากที่สุด โดยมีปริมาณ 44,349 ตัน รองลงมาคือจีน 20,495 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 54.3 จากช่วงเดียวกันของปี 2568 ซึ่งอยู่ที่ 13,282 ตัน ตลาดสำคัญอื่นๆ ได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อินเดีย ไทย เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ ฟิลิปปินส์ อียิปต์ และฮ่องกง เป็นต้น

แม้ว่าอุตสาหกรรมพริกไทยของเวียดนามยังคงมีบทบาทสำคัญในฐานะหนึ่งในประเทศผู้ผลิตและส่งออกพริกไทยรายใหญ่ของโลก แต่ปัจจุบันกำลังเผชิญกับปัญหาคอขวดหลายประการ ตั้งแต่การผลิต การรวบรวมและจัดซื้อ ไปจนถึงการแปรรูปและการส่งออก ในขั้นตอนการผลิต เกษตรกรรายย่อยและสหกรณ์การเกษตรขนาดเล็กยังคงมีสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 80 ส่งผลให้การควบคุมคุณภาพ การป้องกันและควบคุมโรคและศัตรูพืช ตลอดจนการจัดระบบการผลิตให้เป็นไปตามมาตรฐานต่างๆ ไม่ได้เป็นระบบอย่างสม่ำเสมอ แม้ว่าอุตสาหกรรมจะมีแนวโน้มปรับเปลี่ยนจากการเพาะปลูกแบบดั้งเดิมไปสู่การเกษตรอินทรีย์และมาตรฐานด้านความยั่งยืน เช่น แพลตฟอร์มข้าวยั่งยืน (Sustainable Rice Platform: SRP) มาตรฐาน Rainforest Alliance Sustainable Agriculture Standard (RA) และหลักการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (Good Agricultural Practices: GAP)  มากขึ้น แต่กระบวนการเปลี่ยนผ่านยังคงดำเนินไปอย่างช้าๆ และมีความแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่การผลิต

ความท้าทายสำคัญที่อุตสาหกรรมพริกไทยเวียดนามต้องเผชิญอยู่ในปัจจุบัน ได้แก่ ความท้าทายด้านคุณภาพของผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะสารตกค้างจากวัตถุอันตรายทางการเกษตร ตลอดจนการปลูกพืชแซมซึ่งอาจก่อให้เกิดการปนเปื้อน และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อทั้งผลผลิตและคุณภาพของเมล็ดพริกไทย นอกจากนี้    การขาดความเชื่อมโยงและการประสานงานระหว่างเกษตรกรผู้ผลิตยังเป็นอุปสรรคต่อการควบคุมกระบวนการเพาะปลูกให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน

ในขั้นตอนการจัดซื้อ ระบบพ่อค้าคนกลางและผู้แทนจำหน่ายยังคงมีบทบาทสำคัญในการรวบรวมวัตถุดิบ โดยต้องผ่านผู้ค้าคนกลางหลายราย ส่งผลให้ต้นทุนด้านโลจิสติกส์เพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งยังสร้างความยากลำบากต่อการตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาและความโปร่งใสของผลิตภัณฑ์

สำหรับขั้นตอนการแปรรูปและการส่งออก แม้ว่าผู้ประกอบการหลายรายได้ลงทุนในเทคโนโลยีการแปรรูปพริกไทยเชิงลึกเพื่อผลิต พริกไทยขาว พริกไทยป่น พริกไทยดองเกลือ เป็นต้น แต่สัดส่วนการส่งออกพริกไทยดิบยังคงอยู่ในระดับสูง ขณะที่ ตลาดขนาดใหญ่ เช่น สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา และจีน ได้ยกระดับมาตรฐานด้านความปลอดภัยอาหาร ปริมาณสารเคมีตกค้าง และข้อกำหนดด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้ประกอบการส่งออกต้องเผชิญกับแรงกดดันเพิ่มขึ้น แม้ว่าจะได้รับใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้าเพื่อการส่งออกแล้ว แต่การขาดแบรนด์ระดับชาติที่มีความแข็งแกร่งเพียงพอยังคงเป็นปัจจัยที่ลดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมพริกไทยเวียดนาม

ผู้เชี่ยวชาญเน้นย้ำว่า ปัญหาคอขวดสำคัญของอุตสาหกรรมพริกไทยเวียดนามในปัจจุบัน คือ ความเชื่อมโยงระหว่างผู้ประกอบการ สหกรณ์ และเกษตรกรยังไม่มีความแน่นแฟ้นและยั่งยืนอย่างแท้จริง การซื้อขายส่วนใหญ่ยังคงดำเนินการตามราคาตลาด ณ ช่วงเวลานั้นๆ โดยขาดกลไกความร่วมมือระยะยาวในการแบ่งปันผลประโยชน์และความเสี่ยงระหว่างทุกฝ่าย

เพื่อแก้ไขอุปสรรคดังกล่าว ผู้เชี่ยวชาญเสนอแนวทาง 3 ประการในการส่งเสริมการผลิตพริกไทยคุณภาพสูง ได้แก่ (1) การสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างผู้ประกอบการและเกษตรกร ผ่านการทบทวนและพัฒนาพื้นที่วัตถุดิบ การจัดทำข้อมูลพืชให้เป็นมาตรฐาน การปรับปรุงข้อมูลเกี่ยวกับรูปแบบความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่างๆ และการประชาสัมพันธ์ถึงประโยชน์ของระบบเศรษฐกิจแบบร่วมมือ โดยผู้ประกอบการควรจัดทำสัญญาความร่วมมือที่มีความโปร่งใส พร้อมกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับราคา ช่องทางการรับซื้อผลผลิต และกระบวนการผลิตอย่างชัดเจน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่เกษตรกรใน  การร่วมมือ (2) การสร้างแบรนด์ระดับชาติ โดยอาศัย 3 ประเด็นหลักได้แก่ คุณภาพ เรื่องราวของผลิตภัณฑ์ และประสบการณ์ของลูกค้าบนแพลตฟอร์มดิจิทัล รวมถึงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ซึ่งจะช่วยเสริมภาพลักษณ์ของพริกไทยเวียดนามในตลาดต่างประเทศ (3) การยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์ โดยดำเนินการผ่านการควบคุมปัจจัยการผลิตอย่างเข้มงวด การลด  ความเสี่ยงจากการปนเปื้อนข้ามในรูปแบบการเพาะปลูกพืชร่วม การควบคุมการฉีดพ่นปุ๋ยด้วยอากาศยานไร้คนขับ และ     การขยายโครงการฝึกอบรมด้านการเพาะปลูกอย่างยั่งยืนสำหรับเกษตรกร นอกจากนี้ อุตสาหกรรมพริกไทยเวียดนามจำเป็นต้องเร่งลงทุนด้านการแปรรูปเชิงลึก และขยายการผลิตใน 3 รูปแบบ ได้แก่ การรับจ้างผลิต (Original Equipment Manufacturing: OEM) การรับจ้างผลิตตามรูปแบบและสูตรที่คู่ค้ากำหนด (Original Design Manufacturing: ODM) และการพัฒนาขีดความสามารถในการผลิต เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น เช่น เครื่องเทศผสม สารสกัดจากพริกไทย และผลิตภัณฑ์พร้อมใช้ ซึ่งถือเป็นแนวทางสำคัญในการเพิ่มมูลค่าตลอดห่วงโซ่การผลิต แทนการพึ่งพาการส่งออกวัตถุดิบดิบ      เป็นหลักเช่นในปัจจุบัน

ในบริบทที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบต่อการผลิตภาคการเกษตรรุนแรงมากขึ้น สมาคมพริกไทยและ พืชเครื่องเทศเวียดนาม (Vietnam Pepper and Spice Association: VPSA) ยังได้แนะนำให้ปรับเปลี่ยนจากรูปแบบ             การเพาะปลูกพืชเชิงเดี่ยวไปสู่ระบบวนเกษตร (Agroforestry) เพื่อเพิ่มความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพิ่มความยั่งยืนของพื้นที่วัตถุดิบ และสร้างหลักประกันต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมพริกไทยเวียดนามในระยะยาว

(จาก https://vneconomy.vn/)

ข้อคิดเห็น สคต

จากข้อมูลของสมาคมพริกไทยและเครื่องเทศเวียดนาม (Vietnam Pepper and Spice Association: VPSA) อุตสาหกรรมพริกไทยเวียดนามตั้งเป้าหมายให้มูลค่าการส่งออกพริกไทยที่ 1,700 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2569 โดยในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 เวียดนามส่งออกพริกไทยไปยังตลาดต่างประเทศมีมูลค่ารวม 1,200 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น     ร้อยละ 8.9 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 โดยมีมูลค่าการส่งออกพริกไทยไปยังสหรัฐอเมริกา 332.8 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 19.2 มูลค่าการส่งออกพริกไทยไปยังประเทศไทย 54.8 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 51.3

ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ไม่เพียงแต่ปริมาณการส่งออกพริกไทยของเวียดนามมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเท่านั้น แต่ยังรวมถึงมูลค่าการส่งออกไปยังตลาดสำคัญที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน อย่างไรก็ดี ความท้าทายด้านคุณภาพของผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะปัญหาสารเคมีตกค้าง ตลอดจนการปลูกพืชแซมซึ่งอาจก่อให้เกิดการปนเปื้อน ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงการขาดความเชื่อมโยงและการประสานงานระหว่างเกษตรกรผู้ผลิต ยังคงเป็นอุปสรรคต่อการควบคุมกระบวนการเพาะปลูกให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน ซึ่งอาจส่งผลให้อัตรา  การเติบโตของการส่งออกพริกไทยชะลอตัวลง ดังนั้น หากเวียดนามสามารถดำเนินการปรับปรุงและยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ขั้นตอนการเพาะปลูก ตลอดจนพัฒนารูปแบบการแปรรูปและการผลิตพริกไทยให้มีมูลค่าเพิ่มได้อย่างมีประสิทธิภาพ   อาจช่วยเสริมความสามารถในการแข่งขันของพริกไทยเวียดนามในตลาดโลก

 

 

Disclaimer: ข้อมูลต่าง ๆ ที่ปรากฏเป็นข้อมูลที่ได้จากแหล่งข้อมูลที่หลากหลาย และการเผยแพร่ข้อมูลเป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลแก่ผู้สนใจเท่านั้นโดยสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ กรุงกรุงฮานอยจะไม่รับผิดชอบในความเสียหายใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากการที่มีบุคคลนำข้อมูลนี้ไปใช้ไม่ว่าในทางใด- สคต.กรุงฮานอย

อุตสาหกรรมพริกไทยเวียดนามเผชิญแรงกดดันในการยกระดับมาตรฐานการส่งออก TH- V0.pdf
Share :
Instagram