
เพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากเริ่มต้นปีใหม่ สตาร์ทอัพแห่งแรกของเยอรมนีก็ได้รับสถานะยูนิคอร์นไปแล้ว โดยบริษัท Osapiens ผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์จากเมือง Mannheim ถูกจัดว่ามีมูลค่าบริษัททะลุ 1,000 ล้านยูโรเป็นครั้งแรก หลังจากการระดมทุนรอบใหม่ นาย Matthias Jungblut ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทได้ให้สัมภาษณ์กับนักข่าว Handelsblatt เป็นการเฉพาะว่า “การได้รับสถานะยูนิคอร์นเป็นสัญญาณที่ดีมากสำหรับเรา” โดยบริษัทสตาร์ทอัพที่มีมูลค่ามากกว่าหนึ่งพันล้านดอลลาร์สหรัฐจะถือว่า เป็น “ยูนิคอร์น” ซึ่งเป็นสถานะที่มักจะมอบให้กับ (1) บริษัทสตาร์ทอัพที่เติบโตอย่างรวดเร็ว (2) มีโมเดลธุรกิจที่ใช้งานได้จริง และ (3) ได้รับความสนใจจากนักลงทุนสูง สำหรับกรณีของ Osapiens บริษัทได้นำเสนอวิธีแก้ปัญหาด้วยระบบซอฟต์แวร์บนคลาวด์ และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่แตกต่างกัน 25 รายการผ่านแพลตฟอร์มของบริษัท ซึ่งวิธีแก้ปัญหาเหล่านี้ออกแบบมาเพื่อช่วยให้บริษัทต่างๆ สามารถสร้างแผนผังห่วงโซ่อุปทานที่โปร่งใสได้อย่างง่ายดาย และปฏิบัติตามกฎระเบียบระหว่างประเทศและระดับประเทศเกี่ยวกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน รวมถึงการรายงานด้าน ESG ได้แก่ ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental) มาตรฐานทางสังคม (Social) และ การกำกับดูแลกิจการอย่างมีความรับผิดชอบ (Governance ธรรมาภิบาล) ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ทั้งนี้ นาย Julian Riedlbauer หุ้นส่วนของธนาคารเพื่อการลงทุน Drake Star กล่าวว่า “การที่มีบริษัทสตาร์ทอัพระดับมูลค่าพันล้านดอลลาร์รายใหม่เกิดขึ้นเช่นนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดียิ่งสำหรับอุตสาหกรรมโดยรวม เพราะเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่า บริษัท AI ของเยอรมนียังสามารถดึงดูดการลงทุนจำนวนมากจากนักลงทุนได้อย่างต่อเนื่อง”
ในปี 2025 เยอรมนีก็มีบริษัทสตาร์ทอัพที่ถูกจัดให้อยู่ในระดับยูนิคอร์นสองราย คือ (1) Quantum Systems บริษัทผู้ผลิตโดรนสงคราม และ (2) Parloa บริษัท AI จากเบอร์ลิน โดยที่บริษัททั้งสองรายเพิ่งเริ่มก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และในขณะนี้บริษัท Osapiens เองก็กำลังได้รับเงินทุนรวม 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากการระดมทุนรอบ Series C[1]ที่นำโดย Decarbonization Partners กลุ่มนักลงทุนใหม่ ซึ่งเป็นการร่วมทุนที่ถือครองโดยนักลงทุนทางการเงินรายใหญ่ที่สุดสองรายของโลก ได้แก่ บริษัท BlackRock จากสหรัฐอเมริกา และบริษัท Temasek จากสิงคโปร์ ทั้งนี้ นาย Alberto Zamora ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Osapiens ได้กล่าวถึงการระดมทุนรอบก่อนที่มีมูลค่าสูงถึง 120 ล้านดอลลาร์ว่า “ที่จริงแล้วเรายังไม่มีความจำเป็นต้องใช้เงินรอบใหม่ด้วยซ้ำ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่การระดมทุนในรอบนี้มีมูลค่าน้อยลงกว่าเดิม” จุดประสงค์หลักของบริษัท Osapiens ก็คือ ตั้งใจที่จะดึงดูด BlackRock และ Temasek ให้เข้ามาเป็นผู้ร่วมทุนเท่านั้น นาย Zamora กล่าวเสริมอีกว่า “Osapiens เพียงต้องการแสดงให้เห็นว่า นักลงทุนทางการเงินรายใหญ่ที่สุดของโลกก็ยังสนใจเข้ามาลงทุนในยุโรปเช่นกัน” อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าเสียดายที่บริษัท Osapiens ไม่สามารถอ้างสิทธิในฐานะยูนิคอร์นแห่งแรกของยุโรปในปี 2026 เนื่องจากก่อนหน้าที่บริษัท Osapiens ได้รับสถานะนี้เพียงไม่กี่วัน บริษัท Harmattan AI สตาร์ทอัพด้านการป้องกันประเทศของฝรั่งเศสก็เพิ่งสามารถระดมทุนรอบใหม่มูลค่า 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐนำหน้าไปก่อนได้
ปัจจุบัน บริษัท Osapiens มีพนักงานประมาณ 550 คน และจากข้อมูลของบริษัท พบว่า Osapiens มีลูกค้ารวมมากกว่า 2,400 ราย ซึ่งรวมถึงบริษัท Otto กลุ่มบริษัทค้าปลีกออนไลน์รายใหญ่ของเยอรมนี ห้าง Edeka เครือซูเปอร์มาร์เก็ต และห้าง C&A ผู้ค้าปลีกแฟชั่น ทั้งยังมีลูกค้ารายใหญ่ในสหรัฐอเมริกา อย่างเช่น บริษัท Coca Cola ที่ใช้แพลตฟอร์มของ Osapiens เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการวางแผนเส้นทาง และลดการสร้างก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ นาย Zamora กล่าวว่า “ในปี 2025 เราเติบโตขึ้นเกือบ 100%” แต่นาย Zamora ไม่ยอมเปิดเผยถึงตัวเลขที่ชัดเจนและปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นว่า บริษัท Osapiens ทำกำไรได้แล้วหรือยัง โดยบริษัทคาดหวังว่า ผู้ร่วมทุนรายใหม่ๆ จะช่วยกระตุ้นธุรกิจของพวกเขา ส่วนนาย Jungblut กล่าวว่า “ผู้ร่วมทุนรายใหม่สามารถเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ๆ ให้แก่บริษัท” โดยอ้างถึงแผนการขยายธุรกิจในประเทศสหรัฐอเมริกาและทวีปเอเชีย ซึ่งนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่บริษัท Osapiens สามารถดึงดูดนักลงทุนรายใหญ่ได้ โดยในรอบการระดมทุนเมื่อช่วงฤดูร้อนปี 2024 ธนาคาร Goldman Sachs จากสหรัฐอเมริกาได้เข้ามาร่วมทุนกับ Osapiens และบริษัท Amira Growth จากเมืองมิวนิกก็เข้ามาร่วมทุนตั้งแต่ปี 2023 แล้ว
บริษัท Osapiens ได้เริ่มก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2018 โดยนาย Zamora ร่วมกับนาย Jungblut และนาย Stefan Wawrzinek ซึ่งทั้งสามคนได้พบกันขณะทำงานร่วมกันที่บริษัท SAP บริษัทซอฟต์แวร์ขนาดใหญ่ และการที่พวกเขาเลือกเมือง Mannheim เป็นที่ตั้งของบริษัท Osapiens มาจากความตั้งใจของพวกเขา เพราะ Mannheim ตั้งอยู่ห่างจากสำนักงานใหญ่ของบริษัท SAP ในเมือง Walldorf เพียงแค่ 30 กิโลเมตร นาย Jungblut กล่าวว่า “เมือง Mannheim เป็นทำเลที่ตั้งที่ดี (แต่มักจะถูกมองข้ามไป) มีบริษัทขนาดใหญ่หลายแห่งตั้งอยู่ในบริเวณใกล้เคียง อีกทั้งยังมีมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยที่ยอดเยี่ยมตั้งอยู่ในเมือง Mannheim, Karlsruhe และ Darmstadt” ทำให้ทำเลที่ตั้งของบริษัทกลายเป็นข้อได้เปรียบที่ชัดเจน อย่างไรก็ดี เป็นที่สังเกตเห็นว่า สตาร์ทอัพเยอรมันหลายแห่งมักเลือกกรุงเบอร์ลินหรือเมืองมิวนิกในการเริ่มตั้งบริษัทของพวกเขา ด้านนาย Zamora เชื่อว่า การระดมทุนรอบใหม่นี้ทำให้บริษัทมี position ที่ดีในการเข้ามาครองตลาด เขากล่าวว่า “เราจะกลายเป็นผู้นำตลาด หากเราไม่ทำสิ่งผิดพลาดใดๆ” เขายังคาดว่า ในอนาคตจะ มีการควบรวมกิจการของบริษัทต่างๆ มากขึ้น ซึ่งตอนนี้ Osapiens มีไพ่ที่ดีที่สุดในบรรดาบริษัทต่างๆ ทั่วโลก เขาเห็นว่า ความท้าทายที่เกิดจากนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศของประธานาธิบดี Donald Trump ของสหรัฐอเมริกา และภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว เป็นข้อได้เปรียบสำหรับซอฟต์แวร์ของบริษัท Osapiens นาย Zamora กล่าวเพิ่มว่า “แผนกความยั่งยืนที่ตั้งไว้เท่าเดิม แต่ในขณะที่บริษัทต่างๆ มีพนักงาน และงบประมาณน้อยกว่าเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา” ทำให้แพลตฟอร์มของ Osapiens เป็นแพลตฟอร์มที่นำเสนอวิธีการแก้ปัญหาหลายอย่างได้พร้อมๆ กัน
อย่างไรก็ตาม ผู้ก่อตั้งบริษัท Osapiens เองก็ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงผลิตภัณฑ์/บริการของตนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ด้วย ในตอนนี้คณะกรรมาธิการยุโรปกำลังวางแผนมาตรการบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างครอบคลุม หรือที่เรียกกันว่า “การรวมมาตรการด้านกฎระเบียบสิ่งแวดล้อมไว้ในฉบับเดียว (Environmental Omnibus)” โดยภาคเอกชนคาดหวังว่า มาตรการนี้จะช่วยลดความซับซ้อนของด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างมาก นาย Thimo Stoll หุ้นส่วนของบริษัท KPMG บริษัทตรวจสอบบัญชีในเยอรมนีกล่าวว่า จำนวนบริษัทที่ต้องรายงานข้อมูลด้านความยั่งยืนอาจลดลงได้ถึง 90% ในขณะเดียวกันก็มีผู้ให้บริการจำนวนมากในตลาดที่มีผลิตภัณฑ์และบริการที่คล้ายคลึงกัน ซึ่งทำให้เกิดแรงกดดันด้านราคาได้” นอกจากนี้ ผู้ให้บริการซอฟต์แวร์รายใหญ่ในปัจจุบันเองก็นำเสนอวิธีแก้ปัญหาที่เทียบเคียงกัน และสามารถบูรณาการได้อย่างง่ายดายเช่นกัน ซึ่งจากข้อมูลของนาย Riedlbauer แจ้งว่า บริษัท Osapiens โดดเด่นกว่าบริษัทอื่นๆ โดยบริษัทแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการขยายธุรกิจได้อย่างประสบความสำเร็จโดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจ ESG โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคส่วนระบบส่งเสริมระบบอัตโนมัติ ซึ่งส่งผลให้เอกชนสามารถประหยัดเวลา และค่าใช้จ่ายได้อย่างมหาศาล ตามที่นาย Zamora ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Osapiens คาดการณ์ไว้ มีตัวอย่างจากประเทศเยอรมนีแล้วที่แสดงให้เห็นถึงการควบรวมกิจการ โดยเมื่อต้นปีที่ผ่านมา บริษัท Plan A (เป็นบริษัทสตาร์ทอัพที่ตั้งอยู่ในกรุงเบอร์ลิน) เป็นบริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านการคำนวณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ได้ถูกบริษัท Diginex หรือบริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์สัญชาติเอเชีย-อังกฤษเข้าซื้อกิจการด้วยมูลค่าสูงถึง 80 ล้านยูโร ทั้งนี้ ในการให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Handelsblatt นาง Lubomila Jordanova ผู้ก่อตั้งบริษัท Plan A กล่าวถึงอุปสรรคสำคัญในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านสิ่งแวดล้อมกำลังวางแผนที่จะยกเลิกข้อผูกพันในการรายงานปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ทำให้นักลงทุนเริ่มหันเหความสนใจออกจากหัวข้อนี้เป็นพิเศษ
(แหล่งที่มา : หนังสือพิมพ์ Handelsblatt เดือนกุมภาพันธ์ 2569)
[1] การระดมทุนรอบ Series C คือ การระดมทุนในระยะที่ธุรกิจก้าวข้ามช่วงเริ่มต้นและช่วงสร้างการเติบโตมาแล้ว โดยมุ่งเน้นไปที่การ ขยายกิจการอย่างรวดเร็ว (Scaling) และเตรียมความพร้อมสู่เป้าหมายที่ใหญ่ขึ้น