
นาย Airlangga Hartarto รัฐมนตรีประสานงานด้านเศรษฐกิจของอินโดนีเซีย เปิดเผยว่า การเจรจาข้อตกลงภาษีกับสหรัฐอเมริกา Indonesia–U.S. Agreement on Reciprocal Tariffs (ART) ได้ข้อสรุปครบทุกประเด็นแล้ว เหลือเพียงขั้นตอนการลงนามโดยผู้นำของทั้งสองประเทศ ซึ่งขณะนี้ยังต้องรอการจัดตารางเวลาให้ตรงกัน
ภายหลังการกล่าวปาฐกถาในงาน Indonesia Economic Summit ที่กรุงจาการ์ตา นาย Airlangga ระบุว่า การเจรจาเรื่องภาษีแบบต่างตอบแทนของสหรัฐฯ ได้เสร็จสิ้นทั้งหมดแล้ว และการจัดทำเอกสารทางกฎหมายของข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน (ART) คืบหน้าไปแล้วประมาณ ร้อยละ 90 อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถเปิดเผย รายละเอียดได้ เนื่องจากทั้งสองฝ่ายมีข้อตกลงไม่เปิดเผยข้อมูล จนกว่าจะมีการลงนามอย่างเป็นทางการ โดยข้อตกลงเบื้องต้นนี้ตกลงกันไว้ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมปีที่ผ่านมา
อินโดนีเซียเป็นหนึ่งในประเทศแรก ๆ ที่สามารถบรรลุกรอบข้อตกลงกับสหรัฐฯ ได้สำเร็จ ทำให้อัตราภาษีนำเข้าสินค้าอินโดนีเซียเข้าสหรัฐฯ ลดลงจาก ร้อยละ 32 เหลือ ร้อยละ 19 แต่เมื่อถูกถามว่าการลงนามจะเกิดขึ้นภายในเดือนนี้หรือไม่นาย Airlangga ตอบว่ายังต้องรอการจัดตารางเวลา แม้ว่าทั้งสองประเทศจะวางกรอบข้อตกลงไว้ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม แต่การลงนามถูกเลื่อนออกไปหลายครั้งตามข้อตกลง
สินค้าส่วนใหญ่จากอินโดนีเซียจะถูกเก็บภาษี ร้อยละ 19 ในตลาดสหรัฐฯ ขณะที่อินโดนีเซียจะยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ถึงร้อยละ 99 พร้อมให้เงื่อนไขพิเศษอื่น ๆ เดิมตั้งเป้าจะลงนามภายในเดือนตุลาคม แต่ต้องเลื่อนออกไปเนื่องจากรัฐบาลสหรัฐฯ ปิดหน่วยงานรัฐเป็นเวลานาน ส่งผลให้การประชุมล่าช้า ขณะเดียวกัน อินโดนีเซียมีข้อกังวลต่อ “เงื่อนไขพิเศษ” ที่กำหนดให้ต้องปรึกษาสหรัฐฯ ก่อนทำข้อตกลงการค้าดิจิทัลกับประเทศอื่น ๆ และต้องปฏิบัติตามมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ
ในเดือนธันวาคม มีรายงานว่าสหรัฐฯ เริ่มไม่พอใจอินโดนีเซียที่ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงบางข้อ ทำให้ข้อตกลงเสี่ยงล้มเหลว แม้รัฐบาลอินโดนีเซียจะพยายามเร่งลงนาม แต่ก็ยังไม่สำเร็จ นาย Airlangga เดินทางไปวอชิงตันอีกครั้งในเดือนมกราคมเพื่อเจรจากับผู้แทนการค้าสหรัฐฯ และยืนยันว่าทุกประเด็นได้ข้อยุติแล้ว แต่การลงนามยังไม่เกิดขึ้น เนื่องจากตารางงานของผู้นำทั้งสองประเทศไม่ตรงกัน โดยเฉพาะช่วงการประชุม World Economic Forum ที่เมืองดาวอส
อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าทั้งสองฝ่ายที่ระบุว่า ขณะนี้ข้อตกลงอยู่ในขั้นตอนสุดท้าย และคาดว่าจะลงนามได้ในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2569
ความคิดเห็นของสำนักงาน
เมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา อินโดนีเซียและสหรัฐอเมริกาได้บรรลุกรอบข้อตกลงเพื่อลดภาษีนำเข้าสินค้าอินโดนีเซียจากร้อยละ 32 เหลือร้อยละ 19 ภายใต้เงื่อนไขของข้อตกลงที่กำลังจะเกิดขึ้น สินค้าส่วนใหญ่จากอินโดนีเซียจะได้รับอัตราภาษีร้อยละ 19 ขณะที่อินโดนีเซียให้คำมั่นว่าจะยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ถึงร้อยละ 99 พร้อมทั้งยอมรับเงื่อนไขผ่อนปรนที่สำคัญอื่น ๆ
แม้ว่ารายละเอียดเฉพาะยังไม่สามารถเปิดเผยได้เนื่องจากข้อตกลงไม่เปิดเผยข้อมูล แต่กระบวนการลงนามต้องเผชิญกับความล่าช้าหลายครั้ง เดิมทีมีเป้าหมายจะแล้วเสร็จในช่วงเดือนตุลาคมถึงมกราคม แต่ต้องเลื่อนออกไปเนื่องจากการปิดหน่วยงานรัฐของสหรัฐฯ และปัญหาในการประสานตารางเวลาของผู้นำทั้งสองประเทศ
ล่าสุด Airlangga Hartarto ระบุว่า ความล่าช้าเกิดจากภารกิจระหว่างประเทศที่ซ้อนทับกันในช่วงการประชุม World Economic Forum ที่เมืองดาวอส แม้จะเกิดความล่าช้า แต่เจ้าหน้าที่ทั้งสองฝ่ายระบุว่า ข้อตกลงอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายของการจัดทำร่างกฎหมายแล้ว และคาดว่าจะมีการลงนามอย่างเป็นทางการในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2569
สำหรับประเทศไทย สินค้าไทยอาจได้รับผลกระทบจากการที่สินค้าจากอินโดนีเซียมีความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้นในตลาดสหรัฐฯ โดยเฉพาะหากข้อตกลงอัตราภาษีต่างตอบแทน (ART) ระหว่างอินโดนีเซียและสหรัฐอเมริกาเสร็จสิ้นอัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ต่อสินค้าอินโดนีเซียจะอยู่ที่ร้อยละ 19 ขณะที่สินค้าไทยยังต้องเผชิญกับอัตราภาษีตามหลัก MFN ร่วมกับ ART ส่งผลให้สินค้าไทยมีภาระภาษีสูงกว่า
สถานการณ์ดังกล่าวอาจกระตุ้นให้ผู้นำเข้าสหรัฐฯ เปลี่ยนแหล่งจัดซื้อจากประเทศไทยไปสู่อินโดนีเซีย โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้ามาตรฐานที่อ่อนไหวต่อราคา เช่น เครื่องนุ่งห่ม รองเท้า เฟอร์นิเจอร์ ผลิตภัณฑ์ยาง และสินค้าอุตสาหกรรมพื้นฐาน
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจะแตกต่างกันไปตามแต่ละอุตสาหกรรม โดยประเทศไทยยังคงมีความได้เปรียบในกลุ่มสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ใช้เทคโนโลยีเข้มข้น และมีแบรนด์เป็นที่ยอมรับ เช่น ชิ้นส่วนยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และอาหารแปรรูป ซึ่งให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความน่าเชื่อถือของผู้ผลิต และความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานมากกว่าความแตกต่างด้านอัตราภาษี
โดยภาพรวม หากภาษีตอบโต้ถูกนำมาใช้กับสินค้าไทย ขณะที่สินค้าอินโดนีเซียได้รับการจำกัดเพดานภาษีภายใต้ ART อินโดนีเซียจะมีความได้เปรียบด้านต้นทุนในตลาดสหรัฐฯ อย่างชัดเจน ส่งผลให้ความเป็นไปได้ในการทดแทนแหล่งนำเข้าจากไทยไปสู่อินโดนีเซียเพิ่มสูงขึ้นในบางกลุ่มสินค้า