
1. สถานการณ์การเมือง
ภายหลังการปฏิวัติโดยกลุ่มนักศึกษาในเดือนสิงหาคม 2567 ประเทศบังกลาเทศเผชิญกับบรรยากาศความไร้เสถียรภาพทางการเมือง รัฐบาลรักษาการได้กำหนดจัดการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 สถานการณ์ปัจจุบันจึงเต็มไปด้วยความท้าทายที่ซับซ้อน ตั้งแต่ความรุนแรงทางการเมืองที่ปะทุขึ้นเป็นระยะ ซึ่งถูกมองว่าเป็นปฏิบัติการที่มุ่งเป้าจากกลุ่มอำนาจเก่า ไปจนถึงการกีดกันพรรคการเมืองขนาดใหญ่ออกจากกระบวนการเลือกตั้ง รายงานนี้เป็นการวิเคราะห์สถานการณ์ในบังกลาเทศ ความเสี่ยงและแนวโน้มในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ที่อาจส่งผลต่อเส้นทางการเมืองของบังกลาเทศในอนาคตอันใกล้
1.1 การเตรียมการเลือกตั้งและความท้าทายเชิงสถาบัน
คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ของบังกลาเทศได้ประกาศกำหนดการอย่างเป็นทางการสำหรับการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่ชี้ขาดอนาคตทางการเมืองของประเทศ โดยมีกรอบเวลาที่สำคัญดังนี้
• 29 ธันวาคม 2568 วันสุดท้ายของการยื่นใบสมัครลงรับเลือกตั้ง
• 30 ธันวาคม 2568 - 4 มกราคม 2569 ช่วงเวลาการตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัคร
• 20 มกราคม 2569 วันสุดท้ายของการถอนตัวจากการลงสมัคร
• 21 มกราคม 2569 ประกาศรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งขั้นสุดท้ายพร้อมสัญลักษณ์ประจำตัว
• 22 มกราคม - 10 กุมภาพันธ์ 2569 ช่วงเวลาการหาเสียงอย่างเป็นทางการ
• 12 กุมภาพันธ์ 2569 วันเลือกตั้ง (เวลาลงคะแนน 0730 น. - 1630 น.)
ในเชิงกายภาพ กกต. ได้เตรียมหน่วยเลือกตั้งจำนวน 42,761 แห่ง และคูหาเลือกตั้ง 244,739 คูหา เพื่อรองรับผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั่วประเทศประมาณ 127.6 ล้านคน
ความพิเศษของการเลือกตั้งครั้งนี้คือการจัด "การเลือกตั้งคู่ขนาน" (twin polls) เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของบังกลาเทศ ซึ่งประกอบด้วย การเลือกตั้งรัฐสภา ครั้งที่ 13 (สำหรับ 300 ที่นั่ง) และ การลงประชามติเพื่อรับรองกฎบัตรเดือนกรกฎาคม (July Charter) โดยจะใช้บัตรลงคะแนนคนละสี (สีขาว-ดำสำหรับการเลือกตั้ง และสีชมพูสำหรับการลงประชามติ) การตัดสินใจดังกล่าวเพิ่มความซับซ้อนให้กับกระบวนการและเพิ่มเดิมพันทางการเมืองให้สูงขึ้นอย่างยิ่ง
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่น่ากังวลที่สุดคือการที่ พรรคสันนิบาต อวามี (Awami League AL) ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่ถูกโค่นอำนาจ ถูกสั่งห้ามดำเนินกิจกรรมทางการเมืองตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2568 และถูกเพิกถอนการจดทะเบียนพรรคในเวลาต่อมา การกีดกันพรรค AL ออกจากกระบวนการเลือกตั้งได้สร้างคำถามต่อความชอบธรรม (legitimacy) ของการเลือกตั้ง และมีความเสี่ยงสูงที่จะกลายเป็นชนวนเหตุสำคัญของความไม่สงบและความรุนแรงทางการเมืองระลอกใหม่
1.2 ความรุนแรงทางการเมือง
สถานการณ์ความเปราะบางได้ปรากฏชัดผ่านเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งบ่งชี้ถึงการโจมตีอย่างเป็นระบบต่อบุคคลที่เกี่ยวข้องกับระบอบการปกครองปัจจุบัน โดยมีเหตุการณ์สำคัญดังนี้
• 30 พฤศจิกายน 2568 นาย Abu Musa รองประธานหน่วยท้องถิ่นของพรรค AL ถูกลอบสังหารในเขตโชลิมาบัด
• 12 ธันวาคม 2568 นาย Sharif Osman Hadi ผู้สมัครจากพรรค Independent National Citizen Party (NCP) และโฆษกของกลุ่ม Inqilab Mancha ถูกยิงกลางกรุงธากา
• 18 ธันวาคม 2568 นาย Hadi เสียชีวิตในเวลาต่อมาขณะรับการรักษาในโรงพยาบาลที่สิงคโปร์
การเสียชีวิตของนาย Hadi ได้กลายเป็นตัวจุดชนวนให้เกิดการประท้วงและความไม่สงบเป็นวงกว้าง โดยมีข้อกล่าวหาพุ่งเป้าไปที่ กลุ่มอำนาจเก่าที่ภักดีต่อพรรค AL เหตุการณ์ดังกล่าวได้ตอกย้ำถึงรูปแบบความรุนแรงที่มุ่งเป้าไปยังบุคคลสำคัญของฝ่ายตรงข้าม กลุ่มผู้สนับสนุนได้รวมตัวเดินขบวนในย่านชาห์บาก (Shahbagh) ซึ่งบานปลายไปสู่การโจมตีสำนักงานของสำนักข่าวชั้นนำอย่าง The Daily Star และ Prothom Alo รวมถึงมีรายงานการวางเพลิงรถโดยสารประจำทาง
เพื่อตอบสนองต่อวิกฤตการณ์ ศ.ดร. มูฮัมหมัด ยูนุส หัวหน้าคณะที่ปรึกษา (เทียบเท่า นรม.) ได้ประกาศให้มีการไว้อาลัยทั่วประเทศเป็นเวลาหนึ่งวัน แต่สถานการณ์ยังคงตึงเครียด เมื่อกลุ่มผู้ประท้วงได้ยื่นคำขาดให้รัฐบาลจับกุมผู้กระทำผิดมาลงโทษภายใน 24 ชั่วโมง ซึ่งสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อรัฐบาลรักษาการในการจัดการกับสถานการณ์และฟื้นฟูความสงบเรียบร้อย
1.3 ปัจจัยเสี่ยงที่บั่นทอนเสถียรภาพ
นอกเหนือจากเหตุการณ์ความรุนแรงเฉพาะหน้า จากการประเมินเบื้องต้นพบว่าบังกลาเทศยังเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่กำลังกัดกร่อนเสถียรภาพของประเทศอย่างต่อเนื่อง ได้แก่
• ความแตกแยกทางการเมืองที่รุนแรงขึ้น (Deepening polarization) การแบ่งขั้วทางความคิดและการเมืองที่ฝังรากลึกยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นหลังการปฏิวัติ และยิ่งซับซ้อนขึ้นจากการกีดกันพรรค AL ออกจากกระบวนการทางการเมือง
• การขยายตัวของกระแสชาตินิยม (Rising nationalism) การขยายตัวของกระแสชาตินิยม ซึ่งรัฐบาลรักษาการอาจใช้เป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรม แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเสี่ยงที่จะบานปลายเป็นความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะอินเดีย
• ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการลงประชามติรัฐธรรมนูญ การลงประชามติรับรองกฎบัตรเดือนกรกฎาคมยังคงมีความไม่แน่นอนสูง ซึ่งอาจสร้างความขัดแย้งทางการเมืองและทางกฎหมายเพิ่มเติม
• การคาดการณ์เรื่องการกลับมาของนาย Tarique Rahman การคาดการณ์ว่านาย Tarique Rahman รองหัวหน้าพรรค BNP อาจเดินทางกลับประเทศ (หลังจากลี้ภัยทางการเมืองกว่า 17 ปี) เป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญ นาย Tarique Rahman เป็นบุตรชายของนางคาเลดา เซีย หัวหน้าพรรคซึ่งกำลังมีอาการป่วยขั้นวิกฤต (เสียชีวิต 30 ธันวาคม 2568) การกลับมาของนาย Tarique Rahman จึงอาจมีขึ้นเพื่อเติมเต็มสุญญากาศทางการเมืองและสามารถเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางการเมืองได้อย่างมีนัยสำคัญ
ปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ประกอบกันทำให้ภูมิทัศน์ทางการเมืองของบังกลาเทศมีความเปราะบางอย่างยิ่ง และความท้าทายเหล่านี้ยังถูกซ้ำเติมด้วยแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่กำลังก่อตัวขึ้น ซึ่งอาจกลายเป็นเชื้อไฟที่โหมกระพือความไม่พอใจของประชาชนให้รุนแรงยิ่งขึ้น
2. สถานการณ์เศรษฐกิจ
ภาระหนี้สินของประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ได้กลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่สามารถซ้ำเติมความเปราะบางทางการเมืองและสร้างความไม่พอใจในหมู่ประชาชน สถานการณ์หนี้สินที่น่ากังวลนี้อาจจำกัดความสามารถของรัฐบาลรักษาการในการบริหารจัดการประเทศในช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ กระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ มีดังนี้
2.1 ข้อมูลหนี้ต่างประเทศ
รายงานล่าสุดของธนาคารโลก (World Bank) "Debt Report 2025" ได้ฉายภาพสถานะหนี้ต่างประเทศของบังกลาเทศที่น่ากังวล โดยมีข้อมูลสถิติที่สำคัญดังนี้
• หนี้ต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา หนี้ต่างประเทศของบังกลาเทศเพิ่มสูงขึ้นถึง 42% จาก 73.55 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2563 เป็น 104.48 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้นปี 2567
• ภาระการชำระคืนหนี้พุ่งสูงขึ้นเกือบสองเท่า ภาระการชำระคืนหนี้ (ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย) ได้เพิ่มขึ้นเกือบสองเท่า จาก 3.73 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2563 เป็น 7.35 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2567
2.2 ผลกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงแรงกดดันอย่างหนักต่อพื้นที่ทางการคลัง (fiscal space) ของรัฐบาลรักษาการ ภาระการชำระคืนหนี้ที่พุ่งสูงขึ้นหมายความว่ารัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณส่วนใหญ่ไปเพื่อชำระหนี้สิน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสามารถในการลงทุนในบริการสาธารณะที่จำเป็น ในช่วงเวลาที่ประเทศต้องการความเชื่อมั่นและความมั่นคงก่อนการเลือกตั้ง การลดลงของงบประมาณสำหรับบริการสาธารณะอาจนำไปสู่ความไม่พอใจในหมู่ประชาชน และกลายเป็นอีกหนึ่งเชื้อไฟที่โหมกระพือความตึงเครียดทางการเมืองที่มีอยู่เดิมให้รุนแรงยิ่งขึ้น ภาระหนี้สินที่บีบรัดนี้ไม่เพียงแต่จำกัดทางเลือกนโยบายภายในประเทศ แต่ยังผลักดันให้บังกลาเทศต้องแสวงหาความช่วยเหลือจากภายนอก ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการปรับสมดุลทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กำลังดำเนินอยู่
3. ด้านการต่างประเทศและภูมิรัฐศาสตร์
ท่ามกลางความวุ่นวายภายในประเทศ การดำเนินนโยบายต่างประเทศของบังกลาเทศในปัจจุบันมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์อย่างยิ่ง การตัดสินใจด้านการทหารและความสัมพันธ์กับประเทศมหาอำนาจ ไม่เพียงแต่จะส่งผลต่อความมั่นคงของชาติ แต่ยังสะท้อนถึงการปรับสมดุลทางภูมิรัฐศาสตร์ครั้งสำคัญในภูมิภาคเอเชียใต้ ซึ่งกำลังเป็นที่จับตามองจากนานาชาติ
3.1 การปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์การจัดซื้อยุทโธปกรณ์
หนึ่งในสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดของการปรับเปลี่ยนทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ คือการตัดสินใจในโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่สำหรับกองทัพอากาศ ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงจากแผนการในอดีตอย่างมีนัยสำคัญ
| แผนการจัดซื้อ | รายละเอียด |
| แผนในอดีต (ภายใต้รัฐบาลชุดก่อน) | เจรจาจัดซื้อเครื่องบินขับไล่ J-10 จำนวน 20 ลำจากจีน ด้วยมูลค่าประมาณ 2.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ |
| แผนปัจจุบัน | ลงนามใน หนังสือแสดงเจตจำนง (LoI) กับบริษัท Leonardo S.p.A. ของอิตาลี เพื่อจัดซื้อเครื่องบินขับไล่ Eurofighter Typhoon |
การเปลี่ยนแปลงจากการพึ่งพาเทคโนโลยีทางการทหารของจีนมาสู่การให้ความสนใจเทคโนโลยีจากชาติตะวันตก (อิตาลี/ยุโรป) สะท้อนถึงความพยายามของรัฐบาลรักษาการในการปรับเปลี่ยนทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ และอาจเป็นการส่งสัญญาณถึงการสร้างสมดุลอำนาจใหม่ โดยลดการพึ่งพาจีนและเปิดรับความร่วมมือกับชาติตะวันตกมากขึ้น
3.2 ความสัมพันธ์กับขั้วอำนาจ
ความสัมพันธ์ของบังกลาเทศกับประเทศขั้วอำนาจต่างๆ มีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ดังนี้
• สหรัฐอเมริกา ความสัมพันธ์ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากการจัดการเจรจา BGD-US Bilateral Defence Dialogue ครั้งที่ 12 ซึ่งเป็นเวทีหารือด้านความมั่นคงและกลาโหมที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ การเสนอชื่อ นาย Brent Christensen ซึ่งเป็นนักการทูตอาวุโสที่มีประสบการณ์สูงด้านการควบคุมอาวุธและความมั่นคงระหว่างประเทศ ให้ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำบังกลาเทศคนใหม่ บ่งชี้ถึงความพยายามของสหรัฐฯ ที่จะรักษาการมีส่วนร่วมและอิทธิพลในระดับยุทธศาสตร์อย่างต่อเนื่องในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง
• อินเดีย ความสัมพันธ์กับอินเดียกำลังเผชิญกับความตึงเครียดทางการทูตอย่างหนัก เมื่อรัฐบาลรักษาการบังกลาเทศได้เรียกตัวข้าหลวงใหญ่อินเดียเข้าพบ เพื่อกล่าวหาว่าอินเดียให้ที่พักพิงแก่อดีตนายกรัฐมนตรีชีค ฮาสินา ซึ่งถือเป็นการแทรกแซงกิจการภายใน อย่างไรก็ตาม กระทรวงการต่างประเทศอินเดียได้ออกมา ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวอย่างสิ้นเชิง ซึ่งเหตุการณ์นี้ได้สร้างรอยร้าวที่อาจส่งผลกระทบต่อความร่วมมือในระดับภูมิภาค
• จีน ในขณะที่บทบาทด้านการทหารอาจลดลง จีนยังคงรักษาอิทธิพลผ่านช่องทางอื่น โดยเฉพาะความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ล่าสุด UNHCR ได้ประกาศว่าจีนได้บริจาคเงินจำนวน 2.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสนับสนุนก๊าซหุงต้ม (LPG) ให้แก่ผู้ลี้ภัยชาวโรฮีนจาราว 458,000 คน ไปจนถึงเดือนตุลาคม 2569 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการดำเนินนโยบาย "soft power" ที่มุ่งเป้าระยะยาว เพื่อรักษาบทบาทและสร้างภาพลักษณ์ที่ดีในบังกลาเทศ
พลวัตที่ซับซ้อนเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าบังกลาเทศกำลังกลายเป็นเวทีสำคัญของการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งผลลัพธ์ของการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองครั้งนี้ จะเป็นตัวกำหนดทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของบังกลาเทศในอนาคต
4. การเจรจาการค้าระหว่างประเทศ
เนื่องจากรัฐบาลรักษาการขาดอำนาจเต็มในการตัดสินใจนโยบายระยะยาว ทำให้การเจรจาข้อตกลงสำคัญ เช่น CEPA กับอินเดีย และ EPA กับญี่ปุ่น ต้องหยุดชะงักลงในปี 2568 และมีแนวโน้มจะยืดเยื้อไปจนถึงช่วงไตรมาสที่ 1-2 ของปี 2569 จนกว่ารัฐบาลใหม่จะเข้ารับตำแหน่ง และบังกลาเทศอาจไม่มีข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) มารองรับได้ทันเวลาเมื่อพ้นสภาพ LDC ในปี 2569 ซึ่งจะทำให้สินค้าส่งออกต้องเผชิญกับกำแพงภาษีที่สูงขึ้นทันที 8.7% - 10% นอกจากนั้น ยังมีผลต่ออุตสาหกรรมส่งออกหลัก ได้แก่ สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม (RMG) ที่จะได้รับผลกระทบจากความไม่สงบทางการเมืองและการประท้วงอาจทำให้การส่งมอบสินค้าล่าช้า ส่งผลให้คู่ค้าต่างชาติพิจารณาย้ายคำสั่งซื้อไปยังประเทศคู่แข่งที่มีเสถียรภาพมากกว่า ในส่วนของอุตสาหกรรมยา บังกลาเทศจะสูญเสียข้อยกเว้น TRIPS หลังพ้นสถานะ LDC ประกอบกับภาวะการเมืองไม่นิ่งสนิท ทำให้การปรับตัวด้านกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาล่าช้าออกไป ซึ่งจะกระทบต่อต้นทุนการผลิตยาชื่อสามัญในระยะยาว
5. สรุปและประเมินสถานการณ์ (ครึ่งแรกของปี 2569)
จากการวิเคราะห์สถานการณ์ทั้งในมิติการเมือง เศรษฐกิจ การต่างประเทศและการค้าข้างต้น พบว่าบังกลาเทศกำลังเผชิญกับช่วงเวลาที่เปราะบางและมีความเสี่ยงสูงอย่างยิ่งในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่จะชี้ขาดอนาคต สามารถสรุปได้ดังนี้
5.1 ด้านการเมืองและความมั่นคง
ความเป็นไปได้ที่ความรุนแรงทางการเมืองจะทวีความรุนแรงขึ้นอีกในช่วงก่อนการเลือกตั้งเดือนกุมภาพันธ์มีแนวโน้มสูง ปัจจัยจากความแตกแยกที่ฝังรากลึก การกีดกันพรรคสันนิบาตอวามี (AL) และเหตุลอบสังหารล่าสุด ล้วนเป็นเชื้อไฟที่พร้อมจะปะทุขึ้นได้ทุกเมื่อ มีความเสี่ยงอย่างยิ่งที่การเลือกตั้งอาจถูกเลื่อนออกไป หรือหากจัดขึ้นได้ ผลการเลือกตั้งก็อาจไม่เป็นที่ยอมรับจากทุกฝ่าย ซึ่งจะนำไปสู่ความไร้เสถียรภาพทางการเมืองที่ยืดเยื้อและอาจเกิดวิกฤตการณ์รัฐธรรมนูญตามมา
5.2 ด้านเศรษฐกิจ
แรงกดดันจากภาระหนี้ต่างประเทศที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว กำลังสร้างอุปสรรคสำคัญต่อการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลรักษาการ ข้อจำกัดด้านงบประมาณที่เกิดจากการต้องชำระคืนหนี้จำนวนมหาศาล อาจกลายเป็นเชื้อไฟที่โหมกระพือความไม่พอใจของสาธารณชน หากรัฐบาลไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการขั้นพื้นฐานและรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจได้ ความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจจะยิ่งทำให้ภูมิทัศน์ทางการเมืองที่ซับซ้อนอยู่แล้ว ยิ่งทวีความตึงเครียดมากขึ้น
5.3 ด้านการเจรจาการค้า
นอกจากนั้น เนื่องจากรัฐบาลรักษาการขาดอำนาจเต็มในการตัดสินใจนโยบายระยะยาว บังกลาเทศจึงยังไม่มีข้อตกลงทางการค้าใดๆ ที่จะช่วยรักษาระดับความสามารถในการส่งออกโดยไม่มีตัวช่วย กระนั้น บังกลาเทศได้มีการ
Lobby ประเทศที่ให้สิทธิพิเศษยังคงให้สิทธินั้นไว้ในระหว่างการปรับตัว
ประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดในครึ่งแรกของปี 256
• การปฏิเสธผลการเลือกตั้งและประชามติ โดยกลุ่มผู้สนับสนุนพรรค AL ซึ่งอาจนำไปสู่การประท้วงใหญ่และความรุนแรงบานปลายจนเกิดเป็นวิกฤตรัฐธรรมนูญ
• การลุกลามของความรุนแรงทางการเมือง ที่อาจพัฒนาจากการลอบสังหารรายบุคคลไปสู่การปะทะกันของมวลชนในวงกว้าง ซึ่งจะบั่นทอนความสามารถของรัฐบาลรักษาการในการควบคุมสถานการณ์
• การเชื่อมโยงระหว่างวิกฤตเศรษฐกิจกับความไม่สงบทางการเมือง ซึ่งแรงกดดันจากภาระหนี้อาจถูกใช้เป็นข้ออ้างในการปลุกระดมมวลชนเพื่อต่อต้านรัฐบาลรักษาการ
• ความตึงเครียดกับอินเดียที่อาจบานปลาย ซึ่งอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองภายในเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาสังคมและเศรษฐกิจ และส่งผลกระทบต่อสมดุลภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาค
------------------
สคต. ณ กรุงธากา
มกราคม 2569