fb
 เหตุผลที่ทำให้ยุโรปล้าหลังในด้านเทคโนโลยีแห่งอนาคต

เหตุผลที่ทำให้ยุโรปล้าหลังในด้านเทคโนโลยีแห่งอนาคต

โดย
Thanit
ลงเมื่อ 29 มิถุนายน 2569 18:53
สคต. ณ กรุงเบอร์ลิน (เยอรมนี) (TTC, Berlin (Germany))
1

บริษัทผู้ผลิตจรวด Isar Aerospace เป็นหนึ่งในบริษัทเทคโนโลยีขั้นสูงที่มีอนาคตสดใสที่สุดในยุโรป ปัจจุบันบริษัทกำลังเตรียมการปล่อยจรวดรุ่น “Spectrum” ครั้งต่อไป นอกจากนี้บริษัทกำลังดำเนินการผลิตจรวดจำนวนมาก และวางแผนเร่งระดมทุนครั้งใหญ่ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าบริษัท Isar Aerospace จะประสบความสำเร็จมากขนาดนี้ แต่คู่แข่งรายสำคัญอย่าง SpaceX จากสหรัฐอเมริกา ก็ดำเนินงานในระดับที่แตกต่างออกไป โดย SpaceX วางแผนที่จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในเร็วๆ นี้ และตั้งเป้าระดมทุนไว้สูงถึง 80 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทั้งยังจะทำให้บริษัทมีมูลค่าสูงถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ด้วยการเปรียบเทียบระหว่างบริษัท Isar Aerospace และบริษัท SpaceX นี้เน้นให้เห็นถึงความแตกต่างของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงในภูมิภาคยุโรปและอเมริกาเหนือ ความแตกต่างเหล่านี้เริ่มต้นตั้งแต่ การศึกษาของผู้ก่อตั้งและพนักงาน ไปจนถึงเงินทุนที่สามารถระดมได้ รวมถึงจำนวนสิทธิบัตร ดังที่เปิดเผยใน “รายงานเทคโนโลยีขั้นสูงระดับโลก (Global Deep Tech Report)” ที่เผยแพร่เมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งรายงานนี้จัดทำโดยหลายฝ่าย อาทิ กลุ่มนักลงทุนกึ่งภาครัฐ High-Tech Gründerfonds (HTGF) บริษัทกฎหมาย Arqis บริษัท Bayern Kapital มหาวิทยาลัยเทคนิคมิวนิก (Technische Universität München) เป็นต้น ภูมิภาคอเมริกาเหนือ มีพี่ใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำ และก็ยังนำหน้ายุโรปไปอย่างมากด้วย นวัตกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีในภาคส่วนต่างๆ อย่างเช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เทคโนโลยีควอนตัม เทคโนโลยีชีวภาพ หุ่นยนต์ และวัสดุใหม่ๆ มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะสามารถสร้างผลผลิตได้เพิ่มมากขึ้น สร้างห่วงโซ่คุณค่าใหม่ และสร้างการจ้างงานใหม่ๆ รวมถึงเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันออกไป  ภาคส่วนเทคโนโลยีขั้นสูงที่แข็งแกร่งจะช่วยให้เศรษฐกิจมีความยืดหยุ่น  ข้อมูลที่จะกล่าวต่อไปนี้ จะแสดงให้เห็นถึงจุดอ่อนด้อยต่างๆ ของยุโรปในปัจจุบัน

(1) จำนวนสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีขั้นสูง (Deep Tech Startups) – ยุโรปมีสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีขั้นสูง รวม 6,100 แห่ง คิดเป็น 45% ของจำนวน Deep Tech Startups ทั้งหมดทั่วโลก อย่างไรก็ตาม สหรัฐอเมริกาเป็นที่ตั้งของบริษัทสตาร์ทอัพที่มีนวัตกรรมมากที่สุด โดยมีสตาร์ทอัพซึ่งทำงานเกี่ยวกับเทคโนโลยีขั้นสูงรวม 4,100 แห่ง ส่วนในยุโรป – สหราชอาณาจักรยังคงเป็นประเทศที่มีสตาร์ทอัพในสาขานี้มากที่สุด รวมกว่า 1,100 แห่ง ซึ่งรวมถึงบริษัท Wayve สตาร์ทอัพด้าน AI ที่มุ่งเน้นการขับขี่อัตโนมัติ ที่สามารถระดมทุนจากนักลงทุนไปแล้ว 1.2 พันล้านดอลลาร์ฯ ในปีนี้  ขณะที่ฝรั่งเศสมีจำนวนสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีขั้นสูง 800 แห่ง ซึ่งมากกว่าเยอรมนีอย่างมาก โดยเยอรมนีมีสตาร์ทอัพที่ดำเนินงานด้านเทคโนโลยีขั้นสูงเพียง 500 แห่งเท่านั้น 

(2) เงินร่วมลงทุน (Venture Capital) – ความแตกต่างที่สำคัญที่สุดระหว่างยุโรปและอเมริกาเหนืออยู่ที่ปริมาณเงินร่วมลงทุนที่มีอยู่ แม้ว่า 45% ของสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีขั้นสูงทั้งหมดจะตั้งอยู่ในยุโรป แต่ภูมิภาคนี้กลับได้รับเม็ดเงินร่วมลงทุนเพียง 17% ของการลงทุนในบริษัทด้านเทคโนโลยีขั้นสูงจากทั่วโลก 

ขณะที่สตาร์ทอัพในยุโรปสามารถระดมทุนได้รวม 92.5 พันล้านดอลลาร์ฯ สตาร์ทอัพในอเมริกาเหนือกลับสามารถระดมทุนได้สูงถึง 337.5 พันล้านดอลลาร์ฯ ยิ่งทำให้เห็นถึงความแตกต่างได้ชัดเจนยิ่งขึ้น    นาย Benjamin Bandur จาก Arqis กล่าวว่า อเมริกาเหนือได้รับประโยชน์จากแหล่งเงินร่วมลงทุนที่กว้างขวางและเติบโตเต็มที่กว่ายุโรป ซึ่งช่วยให้พวกเขามีโอกาสที่จะได้รับปริมาณการลงทุนที่สูงขึ้น และสามารถเข้าถึงเงินทุนในระยะสุดท้ายได้อย่างสม่ำเสมอมากกว่า

(3) เมืองชั้นนำ – Silicon Valley เป็นบริเวณพื้นที่ที่เต็มไปด้วยบริษัทเทคโนโลยีขั้นสูงที่มีมูลค่าสูงที่สุด และมีจำนวนมากที่สุด โดยมีเงินทุนไหลเข้าสู่สตาร์ทอัพในเมืองซานฟรานซิสโก สูงถึง 96.4 พันล้านดอลลาร์ฯ และอีก 36.6 พันล้านดอลลาร์ฯ ไหลเข้าสู่สตาร์ทอัพในเมือง Palo Alto โดยทั้งสองเมืองตั้งอยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา หรือที่ตั้งของ Silicon Valley นั่นเอง  

ส่วนอันดับสาม คือ กรุงสตอกโฮล์ม โดยสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีขั้นสูง 99 แห่งในกรุงสตอกโฮล์มสามารถระดมทุนได้ 25 พันล้านดอลลาร์ฯ เงินทุนนี้ถูกนำไปลงทุนในบริษัท อย่างเช่น บริษัท Stegra สตาร์ทอัพด้านไฮโดรเจน และบริษัท Einride ผู้ผลิตรถบรรทุก  โดยผู้เชี่ยวชาญต่างชื่นชมผลกระทบเชิงบวกที่เกิดขึ้นจากบริษัทบางแห่ง อย่างเช่น บริษัท Klarna บริษัทด้าน Fintech และบริษัท Spotify ผู้ให้บริการสตรีมมิ่งเพลงในกรุงสตอกโฮล์ม ซึ่งความสำเร็จของบริษัทเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงการใช้ประโยชน์จากเงินทุนวิจัยจำนวนมาก รวมถึงความจำเป็นในการขยายตลาดไปต่างประเทศโดยทันที เนื่องจากขนาดตลาดภายในประเทศค่อนข้างเล็ก โดยเมืองมิวนิกเป็นเมืองแรกของเยอรมนีที่ติดอันดับในรายชื่อ โดยมิวนิกอยู่ในอันดับที่ 10 มีเงินทุนไหลเข้าสู่เมืองนี้ถึง 5.5 พันล้านดอลลาร์ฯ ซึ่งเงินจำนวนนี้รวมถึงเงินทุนสำหรับบริษัท Helsing ซึ่งเป็นบริษัทด้านปัญญาประดิษฐ์เพื่อการป้องกันประเทศแล้วด้วย

(4) จำนวนพนักงาน - สตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีขั้นสูง (Deep Tech) ในยุโรปส่วนใหญ่ หรือราวๆ 81% มีพนักงานไม่เกิน 50 คน ขณะที่ในอเมริกาเหนือ ตัวเลขนี้อยู่ที่เพียง 68% เท่านั้น  นาย Gregor Haidl หุ้นส่วนของ HTGF กล่าวว่า โดยรวมแล้ว ระบบนิเวศเทคโนโลยีขั้นสูงของสหรัฐฯ มีความเติบโตมากกว่า และพัฒนาไปมากกว่ายุโรปแล้วนี่คือ เหตุผลที่บริษัทมากกว่า 1 ใน 5 (หรือมากกว่า 20%) ของสหรัฐฯ มีพนักงานมากกว่า 50 คน ขณะที่ยุโรป มี Deep Tech Startups เพียง 10% เท่านั้นที่มีพนักงานมากกว่า 50 คน 

(5) จำนวนสิทธิบัตร - สิทธิบัตรมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับบริษัทเทคโนโลยีขั้นสูง เนื่องจากสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาเหล่านี้ให้การคุ้มครองจากการแข่งขัน และจุดขายที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งจะเพิ่มโอกาสในการได้รับเงินทุนจากนักลงทุน และชนะการประมูลสัญญาต่าง ๆ อเมริกาเหนือคิดเป็น 51% ของจำนวนการยื่นขอสิทธิบัตรทั้งหมด แม้ว่าภูมิภาคนี้ ที่ประกอบด้วยสหรัฐอเมริกา เม็กซิโก และแคนาดา จะมีสัดส่วนเพียง 34% ของบริษัทสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีขั้นสูงทั้งหมดก็ตาม นาย Bernhard Eichiner จากหอการค้าพาณิชย์และอุตสาหกรรม (IHK - Der Industrie- und Handelskammer) ประจำเมืองมิวนิก กล่าวว่า “ในขณะที่ยุโรปมีผลงานวิจัยที่แข็งแกร่ง แต่การเปลี่ยนทรัพย์สินทางปัญญาให้เป็นสิทธิบัตร และเทคโนโลยีที่พร้อมใช้งานในตลาดนั้นยังคงมีความซับซ้อน”

รายงาน Global Deep Tech Report ได้ระบุมาตรการหลายประการที่จะสามารถช่วยลดช่องว่างระหว่างอเมริกาเหนือและยุโรปลงได้ โดยสิ่งที่สำคัญที่สุด ก็คือ พวกเขาแนะนำให้ดำเนินการระดมทุนจากภาคเอกชนเพิ่มเติม และอนุญาตให้กองทุนบำเหน็จบำนาญสามารถลงทุนในบริษัทเทคโนโลยีขั้นสูงได้ด้วย  ในขณะเดียวกัน ก็เสนอให้มีการปฏิรูปภาษีกำไรจากการลงทุนเพื่อเพิ่มผลกำไรให้กับนักลงทุน/ผู้ร่วมลงทุนในยุโรป นอกเหนือจากการปฏิรูปตลาดทุนแล้ว รายงานยังสนับสนุนการมอบอำนาจหน้าที่เฉพาะให้แก่สมาคม อย่างสถาบัน Fraunhofer และสถาบัน Max Planck ในการนำทรัพย์สินทางปัญญาที่มีไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้ 

(แหล่งที่มา หนังสือพิมพ์ Handelsblatt เดือนมิถุนายน 2569)

No. 2_แนวโน้มสินค้าและบริการจากเยอรมนี Web.pdf
Share :
Instagram