
ปี 2568 รัฐบาลออสเตรเลียประกาศใช้มาตรฐานประสิทธิภาพการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสำหรับรถยนต์ใหม่ New Vehicle Efficiency Standard (NVES) เริ่มมีผลวันที่ 1 มกราคม 2568 แต่เริ่มคำนวณค่าการปล่อยมลพิษตั้ง 1 กรกฎาคม 2568 – 30 มิถุนายน 2569 โดยกฎระเบียบนี้จะมีผลใช้กับการนำเข้ารถยนต์ใหม่เท่านั้น เพื่อจำกัดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากยานพาหนะโดยเฉลี่ยของผู้ผลิตรถยนต์แต่ละยี่ห้อที่จำหน่ายในตลาดออสเตรเลียในแต่ละปี โดยจะตรวจวัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นกรัมต่อกิโลเมตร และกำหนดค่าปรับ 50-100 เหรียญออสเตรเลียต่อกรัม (1,100-2,100 บาท) ที่เกินเพดานต่อกิโลเมตร (เพดานจะถูกปรับลดลงเรื่อยๆ) เพื่อกระตุ้นให้ผู้ผลิตรถยนต์เพิ่มกำลังการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและพัฒนาประสิทธิภาพเครื่องยนต์สำหรับรถยนต์พลังงานเชื้อเพลิงให้มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในระดับต่ำลง
ปี 2568 ยอดขายรถยนต์ใหม่ในออสเตรเลียมีจำนวน 1,209,808 คัน (เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.3 เมื่อเทียบกับปี 2567) เป็นยอดขายรถยนต์เอนกประสงค์ (SUVs) มีจำนวน 733,831 คัน รถกระบะ (Utes) มีจำนวน 273,224 คัน และรถยนต์นั่งขนาดเล็กประเภท Sedan และ Hatchbacks ซึ่งมียอดขายลดลงมาโดยตลอด มีจำนวน 157,484 คัน สำหรับยอดขายรถยนต์ขนาดใหญ่ เช่น รถบัส รถตู้ และรถบรรทุก มีจำนวน 45,269 คัน ในปี 2568 รถยนต์ PHEV และรถยนต์ Hybrid ได้รับความนิยมมากที่สุด โดยรถยนต์ PHEV มียอดขายเพิ่มขึ้นมากที่สุดร้อยละ 130.9 เมื่อเทียบกับปี 2567 มีจำนวน 53,484 คัน รองลงมาคือ รถยนต์ Hybrid เพิ่มขึ้นร้อยละ 15.3 มีจำนวน 199,133 คัน เนื่องจากเป็นรถยนต์ทางเลือกที่ปล่อยมลพิษต่ำที่ชาวออสเตรเลียเลือกซื้อมากที่สุดในยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้า ยี่ห้อรถยนต์ที่ได้รับความนิยม 5 อันดับแรกในปี 2568 คือ Toyota (มีสัดส่วนร้อยละ 19.8) Ford (ร้อยละ 7.8) Mazda (ร้อยละ 7.6) Kia (ร้อยละ 6.8) และ Hyundai (ร้อยละ 6.4)
ยอดขายรถไฟฟ้ามีจำนวน 103,269 คัน (มีสัดส่วนร้อยละ 8.3 ของยอดขายรถยนต์ใหม่ในปี 2568ทั้งหมด) แม้ว่ามาตรการ NVES จะเริ่มบังคับใช้แล้วแต่การเติบโตของรถไฟฟ้าออสเตรเลียยังถูกจำกัดเนื่องจากราคาที่สูงเกินกำลังซื้อ การรองรับของระบบโครงสร้างพื้นฐาน และความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ทำให้การเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้าในออสเตรเลียเพิ่มขึ้นเพียงร้อย 1.1
รายงานยอดขายรถยนต์ใหม่ในออสเตรเลียช่วง 3 เดือนแรก 2569 รวม 282,862 คัน เป็นยอดขายเดือนมีนาคม 2569 จำนวน 105,058 คันลดลงร้อยละ 3.3 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันปีก่อน เดือนมีนาคมมียอดขายรถไฟฟ้ารวม 15,839 คัน เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากแรงกดดันจากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงภาวะสงคราม (อาจเป็นกลไกกระตุ้นความต้องการซื้อรถยนต์ไฟฟ้าชั่วคราว)
รายงานผลมาตรการ NVES ครึ่งปีแรกเผยแพร่เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 พบว่า ในปี 2568 ภาคอุตสาหกรรมยานยนต์มีการตอบสนองอย่างรวดเร็วต่อภารกิจในการบรรลุเป้าหมายเพื่อลดการปล่อยมลพิษตามเพดานเป้าหมายในปี 2568 เนื่องจากผู้ผลิตยานยนต์เพิ่มจำนวนการผลิตรถยนต์ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์หรือปล่อยมลพิษต่ำเพื่อส่งมาจำหน่ายในตลาดออสเตรเลียมากขึ้น
หน่วยงานกำกับดูแลมาตรการ NVES เปิดเผยว่า ในช่วงครึ่งปีแรกของการเริ่มคำนวณค่าปรับภายใต้มาตรฐาน NVES มีบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ 5 ยี่ห้อที่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เกินเพดานที่กำหนด ได้แก่ ยี่ห้อ Mazda, Nissan, Subaru, Hyundai/Genesis และ GM (Chevrolet, GMC, Cadillac) โดยเฉพาะ Mazda ต้องเสียค่าปรับสูงถึง 25 ล้านเหรียญออสเตรเลีย (เสียค่าปรับเฉลี่ย 661 เหรียญออสเตรเลียต่อคัน) ซึ่งรถยนต์ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เกินเพดานต้องเลือกแนวทางในการบรรเทา/หลีกเลี่ยงค่าปรับ 3 ทาง คือ
1) ผลักภาระค่าปรับไปยังผู้ซื้อโดยการเพิ่มราคาขายรถยนต์
2) ผลิตและจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าหรือรถยนต์ที่ปล่อยมลพิษต่ำเพิ่มมากขึ้นเพื่อลดค่าปรับภายใน 31 ธันวาคม 2570
3) ซื้อเครดิตจากบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ยี่ห้อที่ได้รับเครดิตภายใต้มาตรฐาน NVES ได้แก่ รถยนต์ BYD (มีเครดิต 314 ล้านเหรียญออสเตรเลีย) Toyota/Lexus (มีเครดิต 144 ล้านเหรียญออสเตรเลีย) และ Tesla (มีเครดิต 110 ล้านเหรียญออสเตรเลีย)
........................................................................................
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครซิดนีย์
ที่มา:
www.fcai.com.au/ www.nvesrehulator.com.au