fb
เทรนด์อาหารยอดนิยมในธุรกิจบริการอาหาร (Foodservice) สหรัฐฯ

เทรนด์อาหารยอดนิยมในธุรกิจบริการอาหาร (Foodservice) สหรัฐฯ

โดย
Katekanok
ลงเมื่อ 10 สิงหาคม 2569 11:00
สคต. ณ นครนิวยอร์ก (สหรัฐอเมริกา) (TTC, New York (USA))
15
1

ธุรกิจร้านอาหารในสหรัฐอเมริกากำลังได้รับอิทธิพลจากกระแสอาหารนานาชาติอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอาหารจากแอฟริกา อินเดีย และเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นประเภทอาหารที่มีอัตราการเติบโตของจำนวนร้านอาหารเร็วที่สุดในประเทศ สะท้อนให้เห็นว่าผู้ประกอบการธุรกิจบริการอาหาร (Foodservice) คิดค้นเมนูและประสบการณ์การรับประทานที่ทำให้อาหารต่างวัฒนธรรมเข้าถึงผู้บริโภคชาวอเมริกันได้ง่ายขึ้น ตามรายงานของบริษัทวิจัยตลาดอาหารและเครื่องดื่ม Datassential

นาง Renee Lee Wege นักวิเคราะห์เทรนด์ (Trendologist) ของ Datassential เปิดเผยว่า ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มีร้านอาหารแอฟริกันชื่อดังเปิดให้บริการเป็นจำนวนมากในสหรัฐฯ โดยอ้างอิงจากข้อมูลการเปิดและปิดกิจการของรายงานจากแพลตฟอร์มข้อมูลสำหรับอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม Datassential One พบว่า จำนวนร้านอาหารแอฟริกันเติบโตสูงถึงเกือบ 35% ในขณะที่ร้านอาหารเกาหลีใต้มีอัตราการเติบโตใกล้เคียงกัน และตามมาด้วยร้านอาหารอินเดียนอกจากนี้ Datassential ยังพบว่า เครือร้านอาหารดาวรุ่ง 25 อันดับแรก (Top 25 Emerging Chains) หลายแห่งเป็นแบรนด์จากต่างประเทศที่ขยายกิจการเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค หรือเป็นธุรกิจที่เชี่ยวชาญด้านอาหารนานาชาติอยู่แล้ว โดยเทรนด์อาหารที่กำลังเป็นที่นิยมในธุรกิจบริการอาหารสหรัฐฯ ในขณะนี้ ได้แก่

  1. ธุรกิจร้านอาหารนานาชาติยังเติบโต แม้ผู้บริโภคเผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจ

สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้ผู้บริโภคสหรัฐฯ จะเผชิญกับความท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจ ทั้งมาตรการภาษีนำเข้า (Tariffs) และเงินเฟ้อ ซึ่งทำให้หลายคนลดการสั่งอาหารกลับบ้านหรือรับประทานอาหารนอกบ้าน แต่ร้านอาหาร
ที่ขายอาหารนานาชาติกลับยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ผลสำรวจของ Datassential ระบุว่า 72% ของผู้บริโภคกังวลถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากมาตรการภาษีนำเข้า โดยผู้ตอบแบบสอบถามบางส่วนระบุว่าจะลดการซื้อสินค้านำเข้าที่จัดเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย ขณะที่บางส่วนพร้อมเปลี่ยนจากสินค้าผลิตในประเทศไปเลือกสินค้านำเข้า หากเห็นว่าสินค้าเหล่านั้นมีความคุ้มค่ามากกว่า

หนึ่งในประเด็นคำถามที่สำคัญที่สุดคือ ผู้บริโภคต้องการอาหารนานาชาติแบบต้นตำรับจริงหรือเพียงต้องการอาหารที่ดัดแปลงให้ถูกปากคนอเมริกัน ผลวิจัยพบว่า เกือบ 60% ของผู้บริโภคต้องการรับประทานอาหารต้นตำรับ (Authentic Cuisine) ซึ่งสอดคล้องกับรายงายของ Datassential ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ที่แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคให้ความสำคัญกับรสชาติดั้งเดิมของอาหารมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ยังมีหนึ่งข้อสังเกตที่น่าสนใจคือ หากการใช้วัตถุดิบต้นตำรับทำให้อาหารมีราคาแพงขึ้น ผู้บริโภคจำนวนมากยอมรับได้ หากร้านอาหารจะเลือกใช้วัตถุดิบท้องถิ่นหรือวัตถุดิบภายในประเทศแทนเพื่อช่วยลดต้นทุนและทำให้ราคาอาหารไม่สูงจนเกินไป

  1. อาหารนานาชาติกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน

ผู้ประกอบการธุรกิจบริการอาหารได้แสดงให้เห็นแล้วว่า อาหารนานาชาติสามารถเป็นพื้นที่ทดลองรสชาติใหม่ๆ ที่ปลอดภัยสำหรับผู้บริโภคชาวอเมริกัน นาง Jaclyn Marks นักวิเคราะห์จาก Datassential กล่าวว่า 61% ของผู้บริโภคสหรัฐฯ ต้องการเห็นร้านอาหารใกล้บ้านนำเสนออาหารและเครื่องดื่มนานาชาติมากขึ้น การที่สหรัฐฯ มีประชากรหลากหลายเชื้อชาติและวัฒนธรรมมากขึ้น ทำให้อาหารจากทั่วโลกค่อย ๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน และยังเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับคำว่า "อาหารที่คุ้นเคย" (Comfort Food) ไปจากเดิม โดยเฉพาะในผู้บริโภครุ่นใหม่ เช่น กลุ่ม Millennials และ กลุ่ม Gen Z ซึ่งเติบโตมากับอาหารนานาชาติ จึงมองอาหารเหล่านี้เป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน ในขณะที่คนรุ่นก่อนอาจเคยมองว่าแปลกใหม่ 

นาง Marks กล่าวว่า ปัจจุบันแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะไปรับประทานอาหารนอกบ้านโดยไม่พบเมนูที่ได้รับแรงบันดาลใจจากอาหารนานาชาติ Datassential มองว่า การสร้างสรรค์เมนูแบบฟิวชันเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยให้ผู้บริโภครู้สึกคุ้นเคยและกล้าทดลองอาหารที่ไม่เคยรับประทานมาก่อน ผู้ประกอบการจึงควรเปิดกว้างต่อการปรับสูตรอาหารบางส่วน เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงอาหารต่างวัฒนธรรมได้ง่ายขึ้น

หนึ่งในวัฒนธรรมอาหารที่ Datassential แนะนำให้จับตาในปี 2026 คือ อาหารรัฐเกรละ (Kerala Cuisine) จากประเทศอินเดีย ซึ่งมีจุดเด่นด้านอาหารทะเลสด มะพร้าว และเครื่องเทศ เช่น พริกไทยดำและใบกระวาน 

image.png

Kerala cuisine originates from the Malabar coast of India and features meats, fresh seafood, coconut and spices.

แม้อาหารเกรละจะยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก โดยมีผู้บริโภคสหรัฐฯ เพียง 24% ที่รู้จัก แต่เมื่อผู้บริโภคได้เรียนรู้เกี่ยวกับเมนูต่าง ๆ กลับพร้อมเปิดใจ เนื่องจากมีอาหารหลายเมนู เช่น ไก่ทอด ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับอาหารยอดนิยมของชาวอเมริกัน ผลสำรวจพบว่า 42% ของผู้บริโภคสนใจทดลองอาหารเกรละ แม้ไม่เคยรับประทานมาก่อน จึงเป็นโอกาสอันดีสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจบริการอาหารในการทดลองและนำเสนอเมนูดังกล่าวแก่ผู้บริโภค

ตัวอย่างร้านอาหารเกรละ ได้แก่ ร้าน Thattu ในนครชิคาโก ซึ่งนำเสนอทั้งอาหารเกรละแบบต้นตำรับ เช่น Beef Fry และ Porottas (ขนมปังแผ่นแบนของอินเดียใต้) รวมถึงเมนูที่ประยุกต์ให้เข้ากับรสนิยมของผู้บริโภคอเมริกัน โดยเมนู Porottas ได้รับความสนใจจากผู้บริโภคถึง 52%

นอกจากนี้ ข้อมูลจาก Datassential พบว่า อาหารเฮติเป็นอีกหนึ่งวัฒนธรรมอาหารที่ผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญ และมีศักยภาพในการเติบโตเช่นเดียวกับอาหารเกรละ แม้ 42% ของผู้บริโภคสหรัฐฯ ยังไม่เคยรับประทานอาหารเฮติ แต่ระบุว่าสนใจทดลอง

อาหารเฮติเป็นการผสมผสานอิทธิพลจากอาหารแอฟริกา ฝรั่งเศส สเปน และชนพื้นเมืองไทโน (Taíno) มีวัตถุดิบเด่น ได้แก่ มะพร้าว กล้วย Plantain พริก Scotch Bonnet เครื่องเทศต่าง ๆ ซอส Epis และเครื่องเคียงดองรสเผ็ด Pikliz ซึ่งเริ่มปรากฏบนเมนูอาหารในร้านอาหารสหรัฐฯ มากขึ้น และถูกมองว่าอาจกลายเป็น"กิมจิชนิดต่อไป"

ร้าน Kann ในเมืองพอร์ตแลนด์ รัฐโอเรกอน ซึ่งได้รับรางวัล James Beard Award นำเสนออาหารเฮติแบบดั้งเดิม เช่น Griyo (หมูหมักเครื่องเทศและนำไปทอด) เสิร์ฟคู่กับกล้วยทอดสไตล์เฮติ อะโวคาโด และ Pikliz

image.png

Kann Restaurant, Portland Oregon

  1. เมนูยอดนิยมยุคใหม่ (New Classics)

ในการวางแผนจัดทำเมนูอาหาร ผู้ประกอบการธุรกิจบริการอาหารจำเป็นต้องคำนึงถึงอาหารและรสชาติจากทั่วโลกที่กำลังได้รับความนิยม และมองหาโอกาสในการนำมาปรับใช้ เพราะหลายเมนูไม่ใช่อาหารใหม่เสียทีเดียว แต่ได้กลายเป็น "เมนูยอดนิยมยุคใหม่" (New Classics) เช่น อาหารเม็กซิกัน Quesabirria ซึ่งมีอัตราการเติบโตบนเมนูร้านอาหารสูงถึง 982% และต่อยอดไปสู่เมนูใหม่ เช่น Birria Pizza, Birria Burger และ Birria Chicken

image.pngimage.png

Birria Pizza & Birria Burger

ขณะเดียวกัน อาหารเกาหลียังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่ม Millennials และ Gen Z อาหาร รสชาติ และวัตถุดิบของเกาหลีไม่ได้เป็นสินค้าเฉพาะกลุ่ม (Niche) อีกต่อไป โดยปรากฏอยู่ในเมนูอาหารของสหรัฐฯ ถึง 14% และภาพรวมของอาหารเกาหลีกำลังอยู่ในช่วงการขยายตัวอย่างแพร่หลายตามวงจรการยอมรับของตลาด (Menu Adoption Cycle)

Datassential ระบุว่า ร้านอาหารอย่าง Kura Ramen, Jollibee และ Paris Baguette จัดอยู่ในกลุ่มเครือร้านอาหารดาวรุ่ง 25 อันดับแรกในสหรัฐอเมริกาที่สะท้อนถึงการเติบโตของธุรกิจอาหารนานาชาติ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ Paris Baguette ร้านคาเฟ่เบเกอรี่ที่ผสมผสานรสชาติแบบเกาหลีกับเบเกอรี่ฝรั่งเศสระดับพรีเมียม ซึ่งเปิดสาขาครบ 300 แห่งในสหรัฐฯ เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา หลังจากเปิดสาขาใหม่ถึง 77 แห่งในหนึ่งปี พร้อมลงนามข้อตกลงเพื่อขยายสาขาอีกกว่า 300 แห่ง ปัจจุบันมีสาขาที่อยู่ระหว่างการพัฒนารวมกว่า 600 แห่ง และตั้งเป้าขยายเป็น 1,000 สาขาภายในปี 2030

  1. เมนูฟิวชันช่วยให้ผู้บริโภคเปิดรับอาหารนานาชาติมากขึ้น

ทัศนคติของผู้บริโภคต่ออาหารนานาชาติและอาหารฟิวชัน ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก สินค้าและวัตถุดิบที่เคยถูกมองว่าแปลกใหม่ กลายเป็นสิ่งที่คุ้นเคยในชีวิตประจำวัน และผู้บริโภคส่วนใหญ่ชื่นชอบความคิดสร้างสรรค์ของการผสมผสานอาหาร เพราะช่วยให้การทดลองเมนูใหม่เป็นเรื่องง่ายและเข้าถึงได้มากขึ้น

อาหารฟิวชันและเมนูแบบผสมผสาน (Mashup) ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมอาหารอเมริกันและสะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาของสังคมที่เปิดรับอิทธิพลจากทั่วโลก โดยวัตถุดิบนานาชาติจำนวนมากได้กลายเป็นวัตถุดิบประจำในครัวเรือนของชาวอเมริกัน

ผลสำรวจยังพบว่า ผู้บริโภคมากกว่า 70% เห็นว่าวัตถุดิบนานาชาติกลายเป็นสิ่งที่คุ้นเคยพอ ๆ กับวัตถุดิบอเมริกัน ตัวอย่างเช่น ซอสศรีราชาซึ่งปัจจุบันผู้บริโภคอเมริกันมองว่าเป็นเครื่องปรุงที่พบเห็นได้ทั่วไปไม่ต่างจากซอสมะเขือเทศ

มุมมองของผู้บริโภคสหรัฐฯ ที่มีต่ออาหารนานาชาติได้เปิดกว้างขึ้นในแง่ของ "การเข้าถึง" ทำให้อาหารและวัตถุดิบจากนานาชาติกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตประจำวันของชาวอเมริกันมากกว่าที่เคยเป็นมา

ข้อเสนอแนะจากสคต. นิวยอร์ก

ผู้ประกอบการร้านอาหารไทยในสหรัฐฯ ควรให้ความสำคัญกับการรักษาเอกลักษณ์และความเป็นต้นตำรับของอาหารไทย ควบคู่กับการประยุกต์เมนูหรือการนำเสนอในรูปแบบที่เข้าถึงผู้บริโภคอเมริกันได้ง่ายขึ้น (Fusion หรือ Mashup) โดยยังคงรสชาติและอัตลักษณ์ไทยเป็นจุดเด่น นอกจากนี้ ควรใช้วัตถุดิบท้องถิ่นที่มีคุณภาพทดแทนวัตถุดิบนำเข้าในกรณีที่ช่วยควบคุมต้นทุนและราคาอาหารได้ โดยไม่กระทบต่อคุณภาพเพื่อรองรับภาวะต้นทุนที่เพิ่มขึ้น พร้อมติดตามแนวโน้มอาหารโลกและพฤติกรรมผู้บริโภครุ่นใหม่อย่างใกล้ชิดเพื่อพัฒนาเมนูและสร้างประสบการณ์การรับประทานที่ตอบโจทย์ตลาดสหรัฐฯ ได้อย่างต่อเนื่อง

 

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครนิวยอร์ก 

ข้อมูลอ้างอิง   Food Business News, Datassential

Share :
Instagram