
วัฒนธรรมยาจีนจากเดิมที่ถูกมองว่าเป็นเพียง “ยาขมหรืออาหารสูตรพื้นบ้าน” ได้ยกระดับเข้าสู่ “ยุคพัฒนาคุณภาพสูง” ที่ขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์ มาตรฐานระดับสากล และดีไซน์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ นำมาซึ่งโอกาสการเติบโตของอุตสาหกรรมโภชนบำบัด หรือ Medicinal Food
ภายใต้ยุทธศาสตร์ Healthy China 2030 แนวคิดเรื่องการป้องกันโรคก่อนเกิด (Preventive Health) ได้กลายเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้มูลค่าตลาดนี้เติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยได้รับแรงหนุนจากพฤติกรรมผู้บริโภค 3 ปัจจัย ได้แก่ (1) ผู้คนเปลี่ยนทัศนคติจากการ “รักษาโรค” มาเป็น “การป้องกันโรค” (2) กลุ่มโรคเรื้อรังและภาวะร่างกายไม่สมดุล เริ่มพบในกลุ่มคนหนุ่มสาวและคนทำงานเร็วขึ้น และ (3) กลุ่มคนรุ่นใหม่สนใจกระแสวัฒนธรรมแพทย์แผนจีนโบราณ
สมุนไพรดั้งเดิม สู่ สินค้าพร้อมทาน
ในอดีต ตลาดขับเคลื่อนด้วยสมุนไพรอบแห้งแบบดั้งเดิม แต่ปัจจุบันยอดขายเหล่านั้นเริ่มชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด และถูกทดแทนด้วยสินค้าสำเร็จรูปพร้อมทาน (Ready-to-Eat) เช่น ชาชงพกพา, ลูกอมฟังก์ชัน, ซองต้มยาสำเร็จรูป และน้ำสมุนไพรจีนพร้อมดื่ม
กลุ่ม Gen Z และพนักงานออฟฟิศ กลายเป็นกลุ่มผู้บริโภคหลักที่ต้องการดูแลสุขภาพแบบเบาๆ ในชีวิตประจำวัน (Casual Wellness)” เน้นแก้ปัญหาเฉพาะจุด เช่น บำรุงตับจากการนอนดึก บำรุงสายตาจากการจ้องจอ และคลายเครียด โดยปฏิเสธรสชาติที่ขมและต้องการบรรจุภัณฑ์ที่พกพาสะดวก
กลุ่มผู้สูงอายุและผู้ป่วยเรื้อรัง หันมาเลือกซื้อสินค้าสำเร็จรูปที่มีแบรนด์น่าเชื่อถือ มีมาตรฐานตรวจสอบโปร่งใส และระบุคุณประโยชน์รวมถึงข้อห้ามรับประทานอย่างชัดเจน
ภาพรวมห่วงโซ่อุตสาหกรรมฯ
ต้นน้ำ: กระทรวงสาธารณสุขจีนประกาศขยายบัญชีสารยา-อาหาร (Medicine and Food Homology: MFH) กว่า 100 ชนิด เช่น รากตังเซน รากฮวงชี และเห็ดหลินจือ ฯลฯ ทำให้สามารถนำสมุนไพรไปแปรรูปในอาหารทั่วไปได้กว้างขวางขึ้น ทว่าผู้ผลิตต้องคุมเข้มเรื่องสารตกค้าง โลหะหนัก และระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) โดยพื้นที่ปลูกที่ผ่านรับรอง GAP กลายเป็นข้อได้เปรียบหลัก
กลางน้ำ: มีการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ เช่น การสกัดด้วย CO2 การห่อหุ้มไมโครแคปซูลเพื่อปกปิดรสขม และการหมักด้วยโปรไบโอติก พร้อมทั้งจัดตั้งห้องปฏิบัติการมาตรฐาน CNAS (China National Accreditation Service for Conformity Assessment) เพื่อทดสอบปริมาณส่วนผสมและรวบรวมหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มายืนยันผลลัพธ์
ปลายน้ำ: กระจายตัวสู่ Omni-channel ทั้งร้านยา ห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ และร้านชาสุขภาพในห้างสรรพสินค้า ส่วนช่องทางออนไลน์มีการใช้ Creator ช่วยสอนวิธีเลือกซื้อสินค้าให้เหมาะกับสภาพร่างกาย โดยสามารถแบ่งผู้เล่นหลักในตลาดอุปทานออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่
กลุ่มร้านยาจีนโบราณ (แบรนด์ Tongrentang, Chen Liji, Hu Qingyu Tang และ Lei Yunshang) อาศัยชื่อเสียงหลายร้อยปี แหล่งสมุนไพรแท้ แพทย์ยาจีน พร้อมด้วยการพัฒนาสินค้าพร้อมทาน เช่น เค้กเออเจียว (donkey-hide gelatin cake) ลูกอมงา ยาน้ำเชื่อม พร้อมเปิดร้านคาเฟ่เครื่องดื่มเพื่อดึงดูดผู้บริโภคยุคใหม่และจับตลาดไฮเอนด์
กลุ่มบริษัทอาหารเสริม (แบรนด์ BYHEALTH, Centrum,Sirio) มีระบบวิจัยโภชนาการ สารสกัดผสมลงในอาหารเสริมที่ผ่านการขึ้นทะเบียน มุ่งเน้นปรับภูมิคุ้มกัน ดูแลลำไส้ เสริมเลือดตามหลักวิทยาศาสตร์โภชนาการ
กลุ่มยักษ์ใหญ่อาหารและเครื่องดื่ม (แบรนด์ Nongfu Spring, Uni-President,Meng niu, Yili) พัฒนาสินค้า เช่น น้ำสมุนไพร นมผสมสารสกัดสมุนไพร และใช้ความได้เปรียบของช่องทางจำหน่ายสินค้าที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ ทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงอาหารบำบัดโรคได้ง่าย จึงกลายเป็นเครื่องดื่มประจำวัน
กลุ่มแบรนด์อาหารฟังก์ชันรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นแบรนด์เกิดใหม่ในช่วงห้าปีที่ผ่านมา โดยเจาะปัญหาสุขภาพเฉพาะจุด เช่น ปกป้องตับตอนนอนดึก ช่วยในการนอนหลับ ดูแลประจำเดือน ช่วยย่อย ขับเสมหะในปอด โดยทำเป็นกัมมี่และเครื่องดื่มซองเล็กบรรจุสวยงาม ขายตรงถึงผู้บริโภคผ่านโซเชียลมีเดีย

นโยบายรัฐเข้มงวดคัดกรองตัวจริง
รัฐบาลจีนได้สนับสนุนอุตสาหกรรมนี้ผ่านแผน Healthy China 2030 โดยให้เงินอุดหนุนโรงงานมาตรฐาน GMP/HACCP แต่ในขณะเดียวกัน ก็กำกับดูแลอย่างเข้มงวดที่สุด มีการควบคุมโฆษณาเกินจริงที่อ้างสรรพคุณว่า “รักษาโรคได้” (เช่น เบาหวาน ความดัน หรือเนื้องอก) ออกข้อบังคับให้แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซถอดสินค้าที่ผิดกฎหมาย และกำหนดให้สินค้าทุกชิ้นต้องระบุชัดเจนว่า “ไม่ใช่ยารักษาโรค” และสร้างเนื้อหาความรู้เพื่อแก้ไขความเชื่อผิดๆ ของผู้บริโภคที่คิดว่าอาหารรักษาโรคได้ ส่วนด้านการค้าระหว่างประเทศ ศุลกากรมีการตรวจสอบสินค้าผสมสมุนไพรตามรายการยา-อาหาร ที่ส่งออกต้องปฏิบัติตามกฎหมายประเทศปลายทาง ความเข้มงวดของกฎหมายเหล่านี้ช่วยคัดกรองโรงงานขนาดเล็กที่ไม่ได้มาตรฐานให้ทยอยออกไปจากตลาด
5 ความท้าทายและแนวโน้มสำคัญที่อุตสาหกรรมกำลังเผชิญ
ความท้าทาย ได้แก่
สมุนไพรหลายรายการยังขาดหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ ในขณะที่ผู้บริโภคมีความคาดหวังต่อสรรพคุณสูง
สินค้ามีความคล้ายคลึงกันมาก ง่ายต่อการเกิดสงครามราคา
ราคาวัตถุดิบสมุนไพรผันผวนจากการเก็งกำไรและสภาพอากาศ
ขอบเขตการโฆษณาสรรพคุณที่ค่อนข้างอ่อนไหว เสี่ยงต่อการถูกร้องเรียน
ขาดแคลนบุคลากรที่มีความรู้รอบด้าน ทั้งยาจีน โภชนาการ และเทคโนโลยีแปรรูปอาหาร
แนวโน้มการพัฒนา ได้แก่
ตรารับรองหรือมาตรฐานสากลกลายเป็นเครื่องการันตีความน่าเชื่อถือของแบรนด์
สินค้าพัฒนารูปแบบที่รับประทานง่าย เช่น ขนม เครื่องดื่ม โดยมีนวัตกรรมและรสชาติเป็นจุดแข่งขันสำคัญ
การจำหน่ายสินค้าเสริมจะด้วยระบบบริการและผสานเทคโนโลยี เพื่อโภชนาการที่แม่นยำมากขึ้น เช่น แผนดูแลสุขภาพที่สามารถปรับเปลี่ยนให้เหมาะกับบุคคล การประมวลผลสุขภาพร่วมกับอุปกรณ์สวมใส่ (Smart Device) แอพพลิเคชันแผนรับประทานตามกลุ่มผู้บริโภค เช่น เด็ก สตรีตั้งครรภ์ พนักงานออฟฟิศ ผู้สูงอายุ ผู้ออกกำลังกาย และการดูแลหลังผ่าตัด เป็นต้น
ผสานวัฒนธรรมยาจีนเข้ากับร้านอาหาร การท่องเที่ยว และแพร่หลายไปยังตลาดต่างประเทศ เช่น ร้านอาหารมีเมนูต้มยาสมุนไพร ศูนย์ท่องเที่ยวจัดพื้นที่ดื่มชาสุขภาพ สารสกัดสมุนไพรใช้ในเครื่องสำอาง อาหารสัตว์เลี้ยง และสินค้าสุขภาพจีนขยายตลาดต่างประเทศ
ความเห็นของสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองชิงต่าว
อุตสาหกรรมโภชนบำบัดของจีนไม่ได้เป็นเพียงกระแสชั่วคราว แต่สามารถพัฒนาเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนยุคใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพ ปัจจุบันจีนได้ขึ้นบัญชีรายการรายชื่อพืชที่เป็นยา (ซึ่งต้องผ่านการกักกันโรคในประเทศจีน) โดยมีสมุนไพรไทยจำนวน 25 รายการ2 อาทิ ลำไยแห้ง ขิงแห้ง สำรอง ใบงาขี้ม่อน หมาก กระเบา ฯลฯ ซึ่งเป็นโอกาสของสมุนไพรไทยแปรรูปในการบุกตลาดอุตสาหกรรมโภชนบำบัดของจีนที่กำลังเติบโต โดยมีกลยุทธ์การเจาะตลาดสมุนไพรแปรรูปที่น่าสนใจ อาทิ
(1) การเน้นผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยมาแปรรูปเป็นสินค้าสำเร็จรูป บรรจุภัณฑ์ขนาดเล็กพกพาง่าย เช่น สมุนไพรพร้อมดื่ม หรือขนม/ลูกอม/กัมมี่ ตลอดจนผลิตภัณฑ์ของใช้ประจำวัน
(2) เจาะ Pain Point คนเมือง/คนทำงานที่เปิดรับสินค้าต่างประเทศ พัฒนาสูตรที่ตอบโจทย์มนุษย์ออฟฟิศและ Gen Z เช่น บำรุงสายตา ช่วยนอนหลับ ความงาม และเครื่องดื่มบำรุงกำลัง
(3) ชูหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับคุณประโยชน์ และควบคุมการผลิตตามมาตรฐานสากล อาทิ GAP, GMP และ HACCP
(4) ปฏิบัติตามกฎหมายห้ามโฆษณาอวดอ้างสรรพคุณรักษาโรคอย่างเคร่งครัด
ที่มา:
1 https://www.chinairn.com/scfx/20260625/180912240.shtml
2 http://dzs.customs.gov.cn/dzs/2022-07/01/article_2025123119301238272.html