
ตามข้อมูลที่นำเสนอในการประชุมหารือด้านการส่งเสริมการค้ากับสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศของเวียดนามประจำไตรมาสที่ 2 ปี 2569 ระบุว่า ปี 2569 เป็นปีที่เศรษฐกิจเกาหลีใต้กำลังก้าวเข้าสู่ช่วงฟื้นตัวในเชิงบวก โดยได้รับแรงหนุนจากการขยายตัวอย่างโดดเด่นของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) สถาบันพัฒนาเกาหลี (Korea Development Institute: KDI) และ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) ต่างมีการคาดการณ์ในเชิงบวกต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดของเกาหลีใต้ อย่างไรก็ดี ดุลการค้าของเวียดนามกับเกาหลีใต้กำลังเผชิญกับความไม่สมดุลในระดับสูง โดยในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 เวียดนามขาดดุลการค้ากับเกาหลีใต้สูงถึง 26,457 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และเกาหลีใต้มีข้อกำหนดที่เข้มงวดมากขึ้นในด้านคุณภาพสินค้า ตลอดจนมาตรฐานด้านการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) สำหรับสินค้าที่ส่งออกจากเวียดนาม ดังนั้น ภายใต้บริบทที่เศรษฐกิจมหภาคของเกาหลีใต้กำลังฟื้นตัวดีขึ้น สถานการณ์ดังกล่าวจึง เปิดโอกาสอย่างมากให้เวียดนามเพิ่มการส่งออกสินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าเกษตรและประมง รวมถึงบริการด้านโลจิสติกส์ไปยังเกาหลีใต้ เมื่อเผชิญกับสถานการณ์การขาดดุลการค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การส่งเสริมการค้าไม่สามารถดำเนินการโดยมุ่งเน้นเพียงกิจกรรมที่เป็นรูปธรรมในเบื้องต้น หรือกิจกรรมที่เน้นการจัดงานและการสร้างภาพลักษณ์เท่านั้น แต่จำเป็นต้องมุ่งเน้นไปที่ผลลัพธ์ที่สามารถวัดผลได้ โดยมีเป้าหมายทั้งการขยายส่วนแบ่งตลาดให้แก่สินค้าของเวียดนาม และการใช้ประโยชน์จากวัตถุดิบและวัสดุประกอบการผลิตที่นำเข้าจากเกาหลีใต้ เพื่อให้เวียดนามสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในห่วงโซ่การผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มสูงได้มากขึ้น ดังนั้น สำนักงานส่งเสริมการค้าเวียดนามในเกาหลีใต้ ได้เสนอ 5 แนวทางสำคัญต่อรัฐบาล เพื่อผลักดันการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวให้เกิดขึ้น อย่างเป็นรูปธรรม
ประการแรก ควรกำหนดตัวชี้วัดผลการดำเนินงานหลักที่ใช้มาตรฐานร่วมกัน สำหรับกิจกรรมส่งเสริมการค้าในเกาหลีใต้ โดยจำนวนผู้ประกอบการที่เข้าร่วมจะถือเป็นเพียงตัวชี้วัดปัจจัยนำเข้า (Input) และตัวชี้วัดหลักต้องประกอบด้วย จำนวนผู้ซื้อที่ผ่านการคัดเลือกและมีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ จำนวนข้อมูลและเอกสารของผู้ประกอบการที่มีคุณสมบัติตรงตามมาตรฐานที่กำหนด จำนวนตัวอย่างสินค้าที่ส่งให้ผู้ซื้อหรือคู่ค้า หรือได้รับการตรวจสอบและประเมินตามข้อกำหนดของตลาดและคู่ค้า จำนวนดีลการค้าที่ได้รับการตอบกลับภายใน 30 วัน จำนวนสัญญาหรือคำสั่งซื้อที่เกิดขึ้นภายใน 3–6 เดือน และจำนวนกรณีที่เกี่ยวข้องกับ มาตรการสุขอนามัยพืชและสัตว์ (Sanitary and Phytosanitary Measures: SPS) และ อุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า (Technical Barriers to Trade: TBT) ที่ได้รับการแก้ไขจนเสร็จสิ้น ชุดตัวชี้วัดผลการดำเนินงานดังกล่าวสามารถนำไป ทดลองใช้กับกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีกิจกรรมส่งเสริมการค้าอย่างชัดเจนในปี 2569 ได้แก่ สินค้าประมง อาหารแปรรูป กาแฟ ไม้และเฟอร์นิเจอร์ สินค้าเกษตรแช่แข็ง อุตสาหกรรมสนับสนุน และ Smart Farm
ประการที่สอง จัดทำฐานข้อมูลตลาดเกาหลีใต้บนแพลตฟอร์มดิจิทัล โดยใช้โครงสร้างข้อมูลที่ครอบคลุมและขยายรายละเอียดมากขึ้น ซึ่งข้อมูลดังกล่าวไม่ควรจำกัดอยู่เพียงข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับตลาดเท่านั้น แต่ควรประกอบด้วย รายชื่อผู้นำเข้า ผู้ค้าปลีก สมาคมในแต่ละอุตสาหกรรม ข้อกำหนดด้านมาตรการสุขอนามัยพืชและสัตว์ และอุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า (SPS/TBT) ที่พบบ่อย รายการงานแสดงสินค้าที่มีความสำคัญและควรให้ความสำคัญเป็นลำดับแรก การแจ้งเตือนและประเมินความเสี่ยงในการทำธุรกรรม ข้อมูลผู้ประกอบการเวียดนามที่มีความพร้อมในการส่งออก ตลอดจนความคืบหน้าในการติดตามและการอัปเดตสถานะของลูกค้าเป้าหมาย (Lead) แต่ละราย ตลอดกระบวนการส่งเสริมการค้า สำหรับกิจกรรมที่มีอยู่ในระบบ การติดตาม ต้องกำหนด รหัสกิจกรรม (Event ID) และ รหัสผู้ประกอบการ (Company ID) ให้กับแต่ละรายการ เพื่อให้สามารถติดตามและวัดผลการเปลี่ยนแปลงจากกิจกรรมส่งเสริมการค้าไปสู่ การทำสัญญาหรือมูลค่าการซื้อขายที่เกิดขึ้นจริงภายในระยะเวลา 3–12 เดือน ได้อย่างเป็นระบบ
ประการที่สาม ในปี 2570 ควรมุ่งเน้นการจัดทำ 3 โครงการสำคัญที่สุด แทนการกระจายทรัพยากรไปยังกิจกรรมและโครงการจำนวนมาก ซึ่งอาจส่งผลต่อแต่ละโครงการได้รับการลงทุนและการดำเนินงานไม่ลึกเพียงพอ และส่งผลให้ประสิทธิผลโดยรวมไม่สูงเท่าที่ควร โดยประกอบด้วย (1) โครงการที่หนึ่ง “Vietnam Food & Seafood Korea Track” ครอบคลุมกิจกรรม Seoul Seafood กิจกรรม Seoul Food/COEX Food Week ตลอดจนการประสานความร่วมมือกับ กระทรวงความปลอดภัยอาหารและยาแห่งชาติเกาหลี (Ministry of Food and Drug Safety: MFDS) และผู้นำเข้ารายใหญ่ของเกาหลีใต้ (2) โครงการ ที่สอง “Vietnam Industrial Supply Korea Track” มุ่งเน้นไปที่ อุตสาหกรรมสนับสนุน (Supporting Industries) การผลิตชิ้นส่วนและงานเครื่องจักรที่มีความแม่นยำสูง ชิ้นส่วนไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนและอุปกรณ์สนับสนุนสำหรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ และ Smart Farm ตลอดจนโรงงานของบริษัทที่มีเงินลงทุนโดยตรงจากเกาหลีใต้ (FDI) ในเวียดนาม และ (3) โครงการที่สาม “Vietnam Retail & Brand Korea Track” มุ่งประสานความร่วมมือกับผู้ค้าปลีก อาทิ Lotte, GS เป็นต้น และแพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของเกาหลีใต้ เพื่อผลักดันสินค้าเวียดนามเข้าสู่ช่องทางค้าปลีกของเกาหลีใต้ พร้อมทั้งพัฒนาศักยภาพด้าน บรรจุภัณฑ์ การติดฉลาก การตรวจสอบย้อนกลับ และการสื่อสารเพื่อสร้างแบรนด์สินค้า
ประการที่สี่ ยกระดับกลุ่มงานสนับสนุนมาตรการสุขอนามัยพืชและสัตว์ และ อุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า (SPS/TBT) ให้เป็นหน่วยงานปฏิบัติงานเฉพาะด้าน เนื่องจากกรณีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ กระทรวงความปลอดภัยอาหารและยาแห่งเกาหลีใต้ (MFDS) การตรวจสอบ ณ สถานที่ประกอบกิจการ ปริมาณสารตกค้างจากสารป้องกันและกำจัดศัตรูพืช เอกสารเพิ่มเติมสำหรับสินค้านำเข้า ตลอดจนการแจ้งเตือนเกี่ยวกับอาหารที่ไม่เป็นไปตามข้อกำหนด ล้วนแสดงให้เห็นว่า ประเด็นดังกล่าวเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดความสามารถในการขยายส่วนแบ่งตลาดของสินค้าเวียดนามในเกาหลีใต้ได้ จึงเสนอให้ กรมส่งเสริมการค้าเวียดนาม (Viettrade) ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อจัดตั้ง กลไกแจ้งเตือนอย่างรวดเร็ว ไปยังสมาคมอุตสาหกรรมและหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ประกอบการจะได้รับข้อมูลภายใน 24–48 ชั่วโมง นับตั้งแต่สำนักงานส่งเสริมการค้าเวียดนามในเกาหลีใต้ตรวจพบหรือได้รับแจ้งข้อมูลจากฝ่ายเกาหลีใต้
ประการที่ห้า กำหนดมาตรฐานสำหรับแบบฟอร์มรายงานบนแพลตฟอร์มดิจิทัลของกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนาม โดยมุ่งลดการกรอกข้อมูลซ้ำซ้อน และเพิ่มช่องข้อมูลที่สามารถนำไปใช้ในการวิเคราะห์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับกิจกรรมแต่ละรายการ ควรกำหนดให้มีข้อมูลพื้นฐานที่จำเป็น ได้แก่ ข้อมูลเกี่ยวกับประเภทสินค้าและอุตสาหกรรม ข้อมูลผู้ประกอบการเวียดนาม ข้อมูลคู่ค้าหรือผู้ประกอบการเกาหลีใต้ สถานะก่อนและหลังการจัดกิจกรรม ความต้องการที่เฉพาะเจาะจงของคู่ค้า ผู้รับผิดชอบ ประเด็นอุปสรรคหรือข้อจำกัด ขั้นตอนการดำเนินงานถัดไป กำหนดเวลาสำหรับการติดตามข้อมูล และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นภายในระยะเวลา 3–12 เดือน
(จาก https://www.baochinhphu.vn/)
ข้อคิดเห็น สคต
จากข้อมูลสถิติของกรมศุลกากรเวียดนาม ในปี 2568 มูลค่าการค้าระหว่างเวียดนาม–เกาหลีใต้มีมูลค่า 89,488 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.6 เมื่อเทียบกับปี 2567 โดยมูลค่าการส่งออกจากเกาหลีใต้มายังเวียดนามอยู่ที่ 60,545 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.1 และมูลค่าการส่งออกจากเวียดนามไปยังเกาหลีใต้อยู่ที่ 28,942 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 12.7 ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 มูลค่าการค้าระหว่างเวียดนาม–เกาหลีใต้มีมูลค่า 58,181 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 37.9 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมูลค่าการส่งออกจากเกาหลีใต้มายังเวียดนามที่ 42,319 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 49 และมูลค่าการส่งออกจากเวียดนามไปยังเกาหลีใต้อยู่ที่ 15,862 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 15 เกาหลีใต้ยงคงเป็นนักลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) รายใหญ่ที่สุดในเวียดนาม โดยมีมูลค่าการลงทุนสะสมรวม 102,577 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 18.3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ดังนั้น การที่เวียดนามเสนอแนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพของกิจกรรมส่งเสริมการค้า ไม่เพียงสะท้อนถึงความสามารถของเวียดนามในการตอบสนองอย่างรวดเร็วและใช้ประโยชน์จากโอกาสทางการค้าท่ามกลางความผันผวนทางเศรษฐกิจในต่างประเทศเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความพยายามของรัฐบาลเวียดนามใน การผลักดันการส่งออกและสร้างความสมดุลให้กับดุลการค้าระหว่างเวียดนามกับเกาหลีใต้ด้วย
Disclaimer: ข้อมูลต่าง ๆ ที่ปรากฏเป็นข้อมูลที่ได้จากแหล่งข้อมูลที่หลากหลาย และการเผยแพร่ข้อมูลเป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลแก่ผู้สนใจเท่านั้นโดยสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ กรุงกรุงฮานอยจะไม่รับผิดชอบในความเสียหายใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากการที่มีบุคคลนำข้อมูลนี้ไปใช้ไม่ว่าในทางใด- สคต.กรุงฮานอย