fb
เทรนด์อาหารปี 2026 และพฤติกรรมการบริโภคที่กำลังเปลี่ยนแปลงของกลุ่ม Gen Z และ Millennials

เทรนด์อาหารปี 2026 และพฤติกรรมการบริโภคที่กำลังเปลี่ยนแปลงของกลุ่ม Gen Z และ Millennials

โดย
Pisetsak
ลงเมื่อ 08 กันยายน 2568 17:30
สคต. ณ นครชิคาโก (สหรัฐอเมริกา) (TTC, Chicago (USA))
3377

จากบทความ “2026 Food Trends and How Gen Z & Millennials Are Reshaping What We Eat” ในวารสาร Brainz Magazine  โดย Ms. Caroline Sciberras ผู้สร้างสรรค์พัฒนาสูตรอาหารกว่า 300 สูตร และเป็นผู้อยู่เบื้องหลังแบรนด์  Wellbeing Barista และเป็นผู้สนับสนุนการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมโดยการทำให้การกินอาหารเพื่อสุขภาพเป็นเรื่องง่ายและน่าสนุก ด้วยปรัชญา อาหารควรเป็นความสุข ไม่ใช่ความเครียด 

โดยเทรนด์อาหารหลักในปี 2026 เป็นเรื่องของสุขภาพจิตใจ ความยั่งยืน และการเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมโลก   โดยผู้บริโภคกลุ่ม Gen Z และ Millennials จะเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงวิถีการกิน ซึ่งจะเป็นอาหารเสริมสุขภาพแบบสร้างสรรค์ อาหารโปรตีนที่เข้าถึงง่าย อาหารที่มีรสชาติ Swicy (หวาน-เผ็ด) อาหารแช่แข็งที่มีรสชาติระดับมิชลินสตาร์ อาหารที่มีความยั่งยืน อาหารที่เน้นความคุ้มค่า แต่ราคาย่อมเยาและไม่ลดทอนคุณภาพ รวมทั้งเทรนด์การทำ            อาหารเองที่บ้าน เน้นเมนู สะดวกรวดเร็ว มีคุณภาพเสมือนเชฟมืออาชีพ      

  1. อาหารเพื่อสุขภาพ (Functional Foods) กลายเป็นของจำเป็นสำหรับสายรักสุขภาพในยุคใหม่ อาหารไม่ได้แค่ให้พลังงาน แต่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ต้องช่วยดูแลสุขภาพ และตอบโจทย์อารมณ์ไปพร้อมกัน และมีรสชาติอร่อยน่ารับประทาน เช่น  โปรไบโอติก และกาแฟผสมอะชวากันธา (ashwagandha)  ผู้บริโภคต้องการอาหารที่ไม่ใช่แค่เติมเต็มความหิว แต่ช่วยดูแลสุขภาพจิต และร่างกายด้วย 

         สำหรับ Gen Z และ Millennials “อาหารเพื่อสุขภาพ”  ไม่ใช่แค่ข้าวแผ่น หรือโยเกิร์ตรสจืดอีกต่อไป ขนมขบเคี้ยวในยุคนี้ต้องทำงานได้สองอย่างในหนึ่งเดียว เช่น เลือกเป็นชิปสาหร่ายที่เพิ่มไอโอดีน หรือผักเหลือใช้ที่ถูกนำไปแปรรูปเป็นขนมขบเคี้ยว หรือกาแฟฟังก์ชันนัลที่ใส่เห็ด lion’s mane เพื่อช่วยเพิ่มพลังและโฟกัส                       บาร์ช็อกโกแลตที่มีโปรไบโอติกช่วยดูแลลำไส้ หรือใส่อแดปโตเจน (สารช่วยต้านความเครียด) เพื่อบรรเทาความเครียด เยลลี่เสริมสมอง (nootropic)  หรือครีเอเทนในกาแฟ 

  1. นวัตกรรมโปรตีนใหม่ โปรตีนจะได้รับความสำคัญเพิ่มมากขึ้น ไม่จำกัดเฉพาะในกลุ่มนักกีฬา หรือผู้ออกกำลังกาย แต่สำหรับทุกคนที่ต้องการพลังงาน และเพื่อสุขภาพที่ดี และเป็นโปรตีนที่เข้าถึงง่าย มีการพัฒนาในรูปโปรตีนใหม่ที่หลากหลาย เช่น โปรตีนจากแมลง หรือโปรตีนเพาะเลี้ยง

  2. รสชาติ Swicy (หวาน + เผ็ด) รสชาติผสมหวานและเผ็ด ให้ความรู้สึกตื่นเต้น กระตุ้นสมอง ซึ่งเป็นที่นิยมและกำลังมาแรงงแบบไวรัล โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ชอบอาหารที่มีความตื่นเต้นทางรสชาติ โดยกลุ่ม Gen Z กับวัฒนธรรม กินแล้วต้องถ่ายรูปลง IG” จาก Tiktok สู่วงการร้านอาหารทั่วสหรัฐฯ  จากรายงานของบริษัท Datassential ระบุว่า ปัจจุบัน เมนูในร้านอาหารสหรัฐฯ ราวร้อยละ 10 มีอาหารสไตล์รสชาติ Swicy เพิ่มมากขึ้น เกือบร้อยละ 2 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า 

  3. อาหารแช่แข็งระดับพรีเมียม (Gourmet Frozen Meal) อาหารแช่แข็งคุณภาพสูง มีรสชาติเสมือนร้านอาหารระดับมิชลินสตาร์ ทำได้ง่าย สะดวกและรวดเร็วสำหรับการรับประทานที่บ้าน เสมือนได้รับประทานอาหารที่มีรสชาติจากทั่วโลกเข้าไปอยู่ในครัวบ้าน โดยกลุ่ม Gen Z เป็นกลุ่มที่ช่วยผลักดันให้ อาหารอินเตอร์กลายเป็นของธรรมดาในชีวิตประจำวัน จากราเม็งมิโซะ ถึงทิกก้ามาซาล่า  พิซซ่าฟิวชันด้วยแป้ง naan หน้า bulgogi ขอบโรยด้วย za’atar หรือซอสเกาหลี gochujang, harissa และ za’atar เริ่มปรากฎอยูในอาหารชุด meal kit เป็นต้น
     

  4. การกินอย่างยั่งยืน (Sustainable Eating)  คำว่า “ความยั่งยืน”  ไม่ใช่แค่คำฮิต หรือเป็นแฟชั่นสำหรับคนกลุ่มเล็ก หรือพวกสายกรีน  แต่กลายเป็นเทรนด์หลักของผู้บริโภคที่สนใจอาหารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น การใส่ใจสิ่งแวดล้อมได้กลายเป็นเรื่องปกติของคนส่วนใหญ่ จากผลการศึกษาของ McKinsey-NielsenIQ  ในปี 2023 พบว่า สินค้าที่มีการอ้างอิงถึงแนวทาง ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล) มียอดขายเพิ่มขึ้น ร้อยละ 28 ในช่วงปี 2560–2565 ในขณะที่สินค้าที่ไม่มีแนวคิด ESG โตเพียงร้อยละ 20 บางหมวดหมู่ของสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เติบโตเร็วกว่าสองเท่าเมื่อเทียบกับสินค้าทั่วไป

  5. นวัตกรรมย้อนยุค  (Retro-innovationเทรนด์อาหารสไตล์เมนูโบราณที่ปรับปรุงใหม่ให้เข้ากับยุคสมัย ทั้งมีรสชาติ ความอร่อย และมีประโยชน์ เทรนด์นี้คือการ “หยิบอดีตมาเล่าใหม่” โดยไม่ละทิ้งความรู้สึกอบอุ่นและความทรงจำดีๆ ที่คนมีต่ออาหาร แต่เพิ่มมิติของนวัตกรรมเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นการปรับสูตรให้ดีต่อสุขภาพมากขึ้น การลดปริมาณน้ำตาล ลดไขมัน การใช้วัตถุดิบออร์แกนิก หรือเพิ่มส่วนผสมที่มีคุณสมบัติทางสุขภาพ 

  6. เทรนด์การทำอาหารเหมือนมีเชฟที่บ้าน (The Rise of the "Chef-You” ด้วยเมนูสะดวก รวดเร็ว และมคุณภาพ การทำอาหารที่บ้านกลายเป็นศูนย์กลางสุขภาพ และเป็นพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับผู้บริโภค 

  7. การใช้จ่ายแบบคุ้มค่า (Budget Bougie Hacksผู้บริโภครุ่นใหม่เน้นความคุ้มค่าแบบชาญฉลาด คือการใช้งบประมาณไม่มาก แต่ได้ความรู้สึกหรูหรา ด้วยอาหารราคาย่อมเยา แต่ดูดีและไม่ลดทอนคุณภาพ

พลังที่ช่วยขับเคลื่อนเทรนด์อาหารในปี 2026 ได้แก่ 

  • การใช้วัตถุดิบที่ทนต่อสภาพอากาศ การใช้วัตถุดิบอย่างธัญพืช สาหร่าย และกระบองเพชร เพื่อความยั่งยืน

  • การพัฒนาอาหารบำรุงสมอง (Neuro-Nutrition) อาหารที่ช่วยเสริมการทำงานของสมอง เช่น เห็ดหลินจือ (lion's mane) แอล-ธีอะนีน (L-theanine) และแมกนีเซียม. 

  • แบรนด์ที่เน้นอารมณ์ การสร้างผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองต่อสภาพอารมณ์ที่แตกต่างกัน.

  • การฟื้นฟูรสชาติท้องถิ่น การนำรสชาติท้องถิ่นมาผสมผสานกับรสชาติสากล 

  • รสชาติด้วยเทคโนโลยี: การใช้เทคโนโลยีอย่างการหมักแบบแม่นยำ (precision fermentation), แบบจำลองรสชาติด้วย AI (AI flavor modeling) และอาหาร 3D พิมพ์

ข้อคิดเห็น

  •  เทรนด์อาหารในปี 2026 ต้องตอบโจทย์สุขภาพ และไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ เน้นความสะดวกและคุณภาพต้องควบคู่ไปด้วยกัน ผู้บริโภคหันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อม และความยั่งยืน และเทรนด์นวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ยังเป็นกุญแจสำคัญ

  •  ไทยมีความโดดเด่นในกลุ่มอาหารแนว Functional และ Future Food ซึ่งตอบโจทย์กลุ่มผู้บริโภคกระแสสุขภาพในตลาดสหรัฐฯ

  •  กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมรับประทาน (Ready To-Eat Meals) ของไทยให้ความสะดวก ด้วยรสชาติอร่อย สินค้ามีคุณภาพ เหมาะกับวีถีชีวิตของผู้บริโภคชาวอเมริกัน 

  •  ผู้ประกอบการไทยควรเน้นการนำเสนอสินค้าฟังก์ชัน พร้อมการออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้ทันสมัย และมีความยั่งยืน การใช้บรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลาย เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และปลอดสารพิษ

 

 

Weekly News-เทรนด์อาหารปี 2026 และพฤติกรรมการบริโภคที่กำลังเปลี่ยนแปลงของกลุ่มเจน Z และ Millennials.docx
Share :
Instagram