
อุตสาหกรรมแปรรูปเนื้อสัตว์และสัตว์ปีกของสโลวาเกียกลับมาทำกำไรได้อย่างโดดเด่น โดยมีบริษัทชั้นนำถึง 5 แห่งที่สามารถทำรายได้สูงถึง 150 -200 ล้านยูโรต่อบริษัท หรือประมาณ 7,500 - 8,000 ล้านบาท ปัจจัยหนุนความสำเร็จดังกล่าวมาจากราคาสินค้าอาหารที่เพิ่มขึ้น ต้นทุนวัตถุดิบปศุสัตว์ที่ลดลง และตลาดส่งออกที่ขยายตัวมากขึ้น แม้ว่าอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์ของสโลวาเกียจะเคยประสบภาวะขาดทุนอย่างหนักเมื่อ 10 - 15 ปีก่อน แต่ในปัจจุบันกลับเป็นภาคธุรกิจที่ทำกำไรได้ดีในช่วงที่ผ่านมา โดยนอกจากบริษัท Mecom ซึ่งเคยเป็นผู้นำตลาดเนื้อสัตว์และสัตว์ปีกเพียงรายเดียวแล้ว ปัจจุบันยังมีผู้เล่นรายใหญ่อีก 4 บริษัทเข้ามามีบทบาทสำคัญ ได้แก่ บริษัท Tauris, Hyza, Domäsko และ EU Poultry สำหรับ EU Poultry ถือเป็นบริษัทที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด จนก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในด้านผลกำไรของอุตสาหกรรมนี้ โดยทำกำไรได้เกือบ 30 ล้านยูโรในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา บริษัทดังกล่าวมี Dmytro Borodavka ชาวยูเครนเป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์ Denník N รายงานว่าความสำเร็จของบริษัทเหล่านี้มาจากปัจจัยหลายประการรวมกัน ประการแรก คือการได้รับอานิสงส์จากราคาอาหารที่พุ่งสูงขึ้นในปี 2022 สืบเนื่องจากการที่รัสเซียรุกรานยูเครน ประการที่สอง คือราคาวัตถุดิบปศุสัตว์ปรับตัวลดลง โดยการที่จีนจำกัดการนำเข้าเนื้อสัตว์จากสหภาพยุโรปส่งผลให้มีเนื้อสัตว์ค้างอยู่ในกลุ่มประเทศสมาชิกจำนวนมาก ซึ่งกดดันให้ราคาลดต่ำลง อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องจับตาดูว่าสถานการณ์ภัยแล้งและต้นทุนอาหารสัตว์ที่เพิ่มสูงขึ้นในปีนี้จะส่งผลกระทบอย่างไร แต่ในขณะนี้ ปริมาณเนื้อสัตว์ส่วนเกินที่สะสมอยู่ยังคงส่งผลให้ราคาเนื้อสัตว์อยู่ในระดับต่ำ ประการที่สาม คือบริษัทรายใหญ่เหล่านี้สามารถแข่งขันได้สำเร็จแม้ในตลาดที่เข้มงวดที่สุดอย่างยุโรปตะวันตก โดย Mecom มีการส่งออกไปยังประเทศเยอรมนี ในขณะที่ EU Poultry ไม่เพียงแต่จัดจำหน่ายในประเทศเพื่อนบ้านเท่านั้น แต่ยังขยายตลาดไปยังกลุ่มประเทศบอลข่าน กลุ่มประเทศบอลติก กรีซ อิตาลี และสหราชอาณาจักรด้วย นอกจากนี้ บางบริษัทได้ดำเนินการกระจายความหลากหลายของธุรกิจและเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ ตัวอย่างเช่น EU Poultry นำเสนอผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมรับประทาน อาทิ นักเก็ตไก่และเนื้อไก่ชุบเกล็ดขนมปังทอด (Schnitzel) ในขณะที่ Domäsko ดำเนินธุรกิจฟาร์มสัตว์ปีกและมีร้านค้าปลีกของตนเองเกือบ 100 แห่ง ทำให้สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้โดยตรง
บริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์ของสโลวาเกีย มีผู้เล่นสำคัญ 5 บริษัท ซึ่งมีรายได้ต่อปีประมาณ 150–200 ล้านยูโร โดยมีรายละเอียดดังนี้
1. บริษัท Mecom เป็นผู้แปรรูปเนื้อสัตว์รายใหญ่ มีฐานการผลิตในสโลวาเกีย ฮังการี และสาธารณรัฐเช็ก ปัจจุบันอยู่ภายใต้ Smithfield Foods ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจเนื้อสัตว์รายใหญ่จากสหรัฐอเมริกาเป็นเจ้าของ รายได้ของ Mecom เติบโตจาก 137 ล้านยูโรในปี 2021 เป็น 188 ล้านยูโรในปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม โรงงานผลิตในเมือง Humenné ประเทศสโลวาเกีย มีสัดส่วนรายได้ครึ่งหนึ่งของยอดรวมดังกล่าว ส่วนที่เหลือมาจากโรงงาน 2 แห่งในประเทศฮังการี และโรงงานขนาดเล็กอีกแห่งในสาธารณรัฐเช็ก
2. บริษัท Tauris ผู้ผลิตและแปรรูปเนื้อสัตว์รายใหญ่ ซึ่งมีพนักงานกว่า 1,400 คน ถือเป็นนายจ้างรายใหญ่ที่สุดในภาคธุรกิจนี้ โดยมีรายได้เพิ่มขึ้นจาก 111 ล้านยูโรในปี 2021 เป็น 155 ล้านยูโรในปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม กำไรของบริษัทกลับปรับตัวลดลง ขณะที่บริษัทเคยทำกำไรได้มากกว่า 11 ล้านยูโรในปี 2011 แต่ในช่วงหลังจากนั้น กำไรต่อปีกลับอยู่ที่ระดับระหว่าง 3 - 4 ล้านยูโร ทั้งนี้ ตัวเลขรายได้ของ Tauris รวมถึงรายได้จากการแปรรูปปลาของบริษัทในเครืออย่าง Ryba Košice ด้วย
3. บริษัท Hyza ผู้ผลิตและแปรรูปสัตว์ปีก ตั้งอยู่ที่เมือง Topolčany มีรายได้เพิ่มขึ้นจาก 99 ล้านยูโรในปี 2021 เป็น 148 ล้านยูโรในปีที่ผ่านมา ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา บริษัทสามารถสร้างกำไรต่อปีได้อย่างมั่นคงที่ระดับประมาณ 4.5 ล้านยูโร และมีการจ้างงานพนักงานประมาณ 1,000 คน
4. บริษัท Domäsko มีรายได้เพิ่มขึ้นจาก 88 ล้านยูโร เป็น 165 ล้านยูโรในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา อีกทั้งยังสามารถทำกำไรได้หลายล้านยูโรในแต่ละปีตลอดช่วง 4 ปีที่ผ่านมา โดยมีกำไรรวมมากกว่า 25 ล้านยูโรในช่วงเวลาดังกล่าว
5. บริษัท EU Poultry เป็นผู้เล่นที่เติบโตอย่างรวดเร็วในอุตสาหกรรมนี้ โดยมีรายได้เพิ่มขึ้นจาก 49 ล้านยูโร เป็น 185 ล้านยูโรในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา บริษัทสามารถสร้างผลกำไรได้อย่างมั่นคงมาโดยตลอด โดยมีกำไรรวมกว่า 28 ล้านยูโรในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา
ข้อคิดเห็น/เสนอแนะของ สคต.
การที่ผู้ผลิตเนื้อสัตว์รายใหญ่ของสโลวาเกียสามารถเพิ่มรายได้และทำกำไรได้มากขึ้น แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของอุตสาหกรรมอาหารในระบบเศรษฐกิจประเทศ โดยเฉพาะการผลิตอาหารที่มีมูลค่าเพิ่มและการสร้างเครือข่ายการจำหน่ายข้ามพรมแดน นอกจากนี้ การที่บริษัทบางแห่งมีโรงงานในหลายประเทศยังสะท้อนว่า การแข่งขันในตลาดยุโรปไม่ได้จำกัดอยู่ภายในประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เกี่ยวข้องกับการจัดสรรวัตถุดิบ กำลังการผลิต และช่องทางจำหน่ายในระดับภูมิภาค บริษัททั้งห้ามีรายได้ระดับหลายร้อยล้านยูโรต่อปี ทำให้มีความได้เปรียบด้านกำลังการผลิต การจัดซื้อวัตถุดิบ การกระจายสินค้า และการเจรจากับผู้ค้าปลีก ซึ่งการขยายตัวของอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์สร้างความต้องการสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่วัตถุดิบและส่วนผสมสำหรับอาหารสัตว์ เครื่องจักรแปรรูป บรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงระบบควบคุมคุณภาพ และการรักษาความปลอดภัยของอาหาร รวมถึงสินค้าที่ไทยมีความแตกต่างด้านรสชาติ เทคโนโลยีการผลิต หรือความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน สินค้ากลุ่มนี้เป็นช่องทางที่ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของยุโรปได้โดยไม่จำเป็นต้องแข่งขันกับผู้ผลิตเนื้อสัตว์รายใหญ่โดยตรง