fb
ทิศทางการค้าของอิหร่านในภาวะสงครามและระยะเปลี่ยนผ่าน

ทิศทางการค้าของอิหร่านในภาวะสงครามและระยะเปลี่ยนผ่าน

โดย
Viriya
ลงเมื่อ 23 เมษายน 2569 09:29
สคต. ณ กรุงเตหะราน (อิหร่าน) (TTC, Tehran (Iran))
6

เศรษฐกิจของอิหร่านกำลังเผชิญกับความท้าทายอย่างหนักจากสงครามที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะการหยุดชะงักของช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการส่งออกน้ำมันและสินค้าอุปโภคบริโภคในระดับโลก ซึ่งธนาคารกลางของอิหร่านคาดการณ์ว่าอาจต้องใช้เวลามากกว่า 10 ปีในการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังสงครามครั้งนี้

การประเมินสถานการณ์การค้าของอิหร่านในปัจจุบันชี้ให้เห็นว่า ในแต่ละปีมีมูลค่าการนำเข้าประมาณ 15,000 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ (คิดเป็นราวร้อยละ 20.5 ของการนำเข้าทั้งหมด) ที่เป็นสินค้าจำเป็น เช่น สินค้าประเภทโปรตีน (เนื้อแดง ไก่ และไข่) ข้าว น้ำตาล น้ำมัน และพืชตระกูลถั่ว ระดับการพึ่งพาสินค้านำเข้าที่จำเป็นดังกล่าวยิ่งมีความจำเป็นในการกำหนดยุทธศาสตร์ทางเลือกเพื่อให้สามารถจัดหาสินค้าได้อย่างต่อเนื่องได้ในภาวะสงคราม

มาตรการสำคัญระยะสั้นประการหนึ่งคือ การปรับเส้นทางการนำเข้าให้สอดคล้องกับข้อจำกัดด้านโลจิสติกส์ที่เกิดจากสงคราม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำเข้าข้าวซึ่งมีปริมาณประมาณหนึ่งล้านตันต่อปี และส่วนใหญ่เป็นการนำเข้ามาจากอินเดียและปากีสถาน การหยุดชะงักของท่าเรือทางตอนใต้ของประเทศ โดยเฉพาะท่าเรือหลัก ทำให้จำเป็นต้องใช้เส้นทางทางบกและเส้นทางผสมเป็นทางเลือก

โดยในส่วนของการนำเข้าสินค้าจากปากีสถานผ่านพรมแดนทางบกสามารถนำมาใช้เป็นเส้นทางเร่งด่วนที่ปฏิบัติได้จริง ขณะที่การนำเข้าสินค้าจากอินเดียสามารถปรับรูปแบบโดยผ่านการขนส่งต่อเนื่องผ่านปากีสถาน หรือใช้ศักยภาพของท่าเรือทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ เช่น ชาบาฮาร์ เป็นต้น

สำหรับสินค้าจำเป็นอื่น ๆ เช่น เนื้อแดงและพืชตระกูลถั่ว การใช้ศักยภาพของประเทศในเอเชียกลาง เช่น อุซเบกิสถานและคีร์กีซสถาน ควบคู่กับประเทศอย่างตุรกี สามารถเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพในภาวะสงคราม แนวทางดังกล่าวไม่เพียงช่วยลดการพึ่งพาเส้นทางทางทะเล แต่ยังช่วยกระจายความเสี่ยงด้านแหล่งนำเข้าในเชิงภูมิศาสตร์อีกด้วย ในส่วนของการนำเข้าน้ำมันพืช โดยเฉพาะน้ำมันดอกทานตะวัน การมุ่งเน้นไปที่ศักยภาพของประเทศทางตอนเหนือ โดยเฉพาะรัสเซีย และการใช้ท่าเรือทางตอนเหนือในทะเลแคสเปียน มีความสำคัญอย่างยิ่ง ท่าเรือเหล่านี้มีศักยภาพในการรองรับสินค้าหลายล้านตัน ทั้งในแง่ของผู้ประกอบการและพื้นที่รองรับสินค้า แต่การใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพจำเป็นต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งทั้งทางทะเลและทางรางควบคู่กัน รวมถึงการพัฒนากองเรือขนส่งในทะเลแคสเปียน และการกระตุ้นรวมถึงยกระดับเส้นทางรถไฟที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเส้นทางอินเชห์บอรูนและซารัคส์ ควรถูกกำหนดเป็นวาระเร่งด่วนด้วย

อย่างไรก็ตาม อิหร่านจำเป็นต้องปรับทิศทางเชิงโครงสร้างของการค้าต่างประเทศ เดิมทีการค้าส่วนใหญ่พึ่งพาเส้นทางทางตอนใต้ โดยมีประเทศตัวกลางอย่างสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นศูนย์กลาง อย่างไรก็ตาม ท่าทีของประเทศในสงครามปัจจุบันเน้นย้ำถึงความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนจากการค้าทางทะเลแบบเดิมที่พึ่งพาเส้นทางทางใต้ไปสู่รูปแบบการค้าใหม่ ซึ่งจำเป็นต้องพัฒนาเส้นทางทางเลือก เช่น ระเบียงการขนส่งระหว่างประเทศเหนือ–ใต้ และเส้นทางผ่านอาเซอร์ไบจาน รัสเซีย อิรัก และตุรกี ควบคู่กับการส่งเสริมการค้าทางบก โดยเน้นสินค้าอาหาร วัสดุก่อสร้าง และสินค้าอุตสาหกรรมเบา การดำเนินการดังกล่าวต้องอาศัยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานชายแดน การปรับปรุงกระบวนการศุลกากร และการลดอุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษี

ด้านนโยบาย ความตกลงทางการค้าทวิภาคีและพหุภาคีเป็นเครื่องมือสำคัญในการปรับโครงสร้างการค้า โดยเฉพาะการเร่งพัฒนาและยกระดับความตกลงกับตุรกีไปสู่การค้าเสรี และการผลักดันความตกลงการค้าเสรีกับปากีสถาน

ในด้านการเงินและการธนาคาร จำเป็นต้องสร้างช่องทางใหม่ทดแทนบทบาทเดิมของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ในการอำนวยความสะดวกด้านการโอนเงินสำหรับการค้าของอิหร่าน โดยอาจใช้ธนาคารในประเทศพันธมิตร เช่น VTB Bank ของรัสเซีย แม้กลไกดังกล่าวจะมีการวางแผนไว้ตั้งแต่ปี 2023 แต่ยังไม่ได้ถูกนำมาใช้ในวงกว้าง และแพร่หลาย จึงควรเร่งผลักดันให้เกิดการใช้งานจริง

ในเชิงปฏิบัติ การอำนวยความสะดวกด้านศุลกากรมีความสำคัญอย่างมาก โดยอิหร่านได้ออกมาตรการเร่งด่วน 11 ประการเพื่อเร่งการปล่อยสินค้า ควรดำเนินมาตรการเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งผ่อนปรนข้อจำกัดด้านเงินตรา และเปิดทางให้สินค้าจำเป็นสามารถนำเข้าได้เต็มจำนวน

ในระยะยาว หลังสงคราม อิหร่านจำเป็นต้องฟื้นฟูและปรับโครงสร้างการค้าต่างประเทศ โดยเน้นการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ และการเชื่อมโยงกับห่วงโซ่มูลค่าโลก เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและลดความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก

จากสถานการณ์สงครามในปัจจุบันและท่าทีของประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค มีแนวโน้มว่าประเทศสมาชิกส่วนใหญ่ของคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ คูเวต โอมาน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และบาห์เรน จะมีบทบาทลดลง หรืออาจถูกตัดออกจากการเป็นทั้งแหล่งนำเข้าและตลาดส่งออกหลักของอิหร่าน ทั้งในช่วงสงครามและระยะหลังสงคราม

Share :
Instagram