เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2026 ที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์หลายฉบับของอิสราเอล (Globe และ Ynet) ได้ลงข่าววิเคราะห์ตลาดหุ้นอิสราเอล ที่ปรับตัวลดลงสวนทางกับตลาดหุ้นทั่วโลก อย่างสิ้นเชิง หลังจากสหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุร่างบันทึกความเข้าใจ (MOU) ข้อตกลงสันติภาพ 14 ข้อเพื่อยุติความขัดแย้งและเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์เทลอาวีฟ (TASE) ประเมินว่าข้อตกลงนี้ จะทำให้อิสราเอลเสียเปรียบทางยุทธศาสตร์ในระยะยาว ทำไมถึงผู้เชี่ยวชาญจึงมองแบบนั้น
1. ความขัดแย้งระหว่างตลาดโลกกับตลาดอิสราเอล (The Market Divergence)
ขณะที่ตลาดโลกขานรับเชิงบวก ทั้งตลาดหุ้นใน สหรัฐฯ ยุโรป และเอเชีย ต่างพุ่งทะยานรับข่าวนี้ เนื่องจากมองว่า จะช่วยปลดล็อกซัพพลายเชนของพลังงานโลก ขณะที่ ราคาน้ำมันดิบ Brent ดิ่งลงกว่า 5% ไปแตะระดับต่ำสุดในรอบ 3 เดือน (ราว 82 USD ต่อบาร์เรล) เนื่องจากคลายความกังวลเรื่องการปิดช่องแคบฮอร์มุซ แต่กลับกันตลาดอิสราเอลร่วงลงอย่างแรง โดยดัชนีหลักอย่าง TA-35 ปรับตัวลดลงทันที -2.01% และดัชนี TA-125 ลดลง -2.34% ตั้งแต่วันแรกที่มีข่าวเรื่องนี้ ทั้งนี้ เนื่องจากนักลงทุนมองว่าข้อตกลงนี้ปล่อยให้อิหร่านยังคงสถานะที่เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของอิสราเอลต่อไป และเป็นการเพิ่มความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ (Risk Premium) ให้กับสินทรัพย์ของอิสราเอล
2. กลุ่มอุตสาหกรรมในอิสราเอลที่ได้รับผลกระทบ
จากรายงานของสำนักข่าวเศรษฐกิจ Ynet News และ Globes พบว่า แรงเทขายกระจายไปในหลายกลุ่ม ได้แก่
2.1. กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานและพลังงาน (Infrastructure & Energy) ดิ่งลงหนักที่สุดถึง -6.04% เนื่องจากแผนสันติภาพเปิดทางให้สหรัฐฯ ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรและอนุญาตให้อิหร่านกลับมาส่งออกน้ำมันและปิโตรเคมีได้ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อขีดความสามารถการแข่งขันและมูลค่าของบริษัทพลังงานในอิสราเอลกลุ่มเทคโนโลยีสะอาด (Cleantech) ที่ปรับตัวลดลง -5.31% 2.2. กลุ่มธนาคาร (Banking) ดัชนีกลุ่มธนาคารภาพรวมร่วงลงไปแล้วกว่า -7.7% นับตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา
2.3. กลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ดัชนีหุ้นกลุ่มความมั่นคง (เช่น หุ้น Elbit Systems) ปรับตัวลดลงรวมแล้วกว่า -7.2% ในสัปดาห์นี้ หลังจากมีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดการลดระดับการเผชิญหน้าทางทหารลง
3. กลุ่มหุ้นที่ยังคงแข็งแกร่ง (The Resilient Sectors)
แม้ภาพรวมตลาดจะติดลบ แต่กลุ่มหุ้นเซมิคอนดักเตอร์และชิปข้ามชาติในอิสราเอล เช่น Tower Semiconductor, Nova และ Camtek ไม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากหุ้นกลุ่มนี้อิงกับกระแสการเติบโตของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในตลาดโลกเป็นหลัก จึงช่วยพยุงไม่ให้ดัชนีภาพรวมของตลาดหุ้นอิสราเอลทรุดตัวรุนแรงไปมากกว่านี้
ทำไมข้อตกลงนี้ถึงทำให้ผู้ลงทุนในอิสราเอล "กังวล"?
นักวิเคราะห์ในตลาดทุนอิสราเอลระบุว่า แผนสันติภาพของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ในครั้งนี้ มีเงื่อนไขบางประการที่สร้างความกังวลอย่างมาก เช่น การยอมรับสิทธิ์ในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม เนื่องจากมีกระแสข่าวว่า ข้อตกลงเบื้องต้นอาจยอมผ่อนปรนในจุดนี้ ซึ่งขัดกับจุดยืนของ นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ที่ต้องการให้อิหร่านยุติโครงการนิวเคลียร์โดยสิ้นเชิง หรือ แพ็กเกจการเงินฟื้นฟูเศรษฐกิจที่มีกระแสข่าวว่า ข้อตกลงระบุถึงการตั้งกองทุนร่วมทุนมูลค่าสูงถึง 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจอิหร่าน ซึ่งนักลงทุนมองว่า เม็ดเงินมหาศาลนี้ อาจทำให้โครงสร้างอำนาจทางเศรษฐกิจและการทหารของอิหร่านในภูมิภาคตะวันออกกลางกลับมาแข็งแกร่งและเป็นภัยต่ออิสราเอลได้ในอนาคต
เกิดอะไรขึ้นกับ ตลาดการเงินของอิสราเอล และท่าทีของรัฐบาลอิสราเอลต่อข้อตกลงนี้
ค่าเงินเชเกลเผชิญกับความผันผวนอย่างรุนแรง เนื่องจากข่าวดีเรื่องการยุติสงครามปะทะกับข่าวร้ายทางยุทธศาสตร์ ทำให้ค่าเงินเชเกลที่ทะยานแตะจุดสูงสุดในรอบ 33 ปี ก่อนหน้านี้ มาอยู่ที่ระดับ 2.80 NIS ต่อ 1 USD เมื่อช่วงเดือนพฤษภาคมจนถึงต้นเดือนมิถุนายน 2569 ซึ่งเป็นระดับที่แข็งค่าที่สุดนับตั้งแต่ปี 1993 ได้เริ่มชะลอตัวอ่อนค่าลงหลังเห็นเงื่อนไข MOU แม้ว่าข่าวการบรรลุข้อตกลงอย่างเป็นทางการเมื่อช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาจะช่วยหนุนความเชื่อมั่นบางส่วน แต่หลังจากตลาดเห็นเงื่อนไขที่สหรัฐฯ ยอมผ่อนปรนให้อิหร่านอย่างมาก ค่าเงินเชเกลจึงเริ่มอ่อนค่าลงบ้าง โดยปัจจุบัน (18 มิ.ย. 2569) อัตราแลกเปลี่ยนเคลื่อนไหวอยู่ที่ประมาณ 2.91 - 2.94 เชเกลต่อดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากนักลงทุนเริ่มระมัดระวังความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงผลกระทบในระยะยาวผู้ส่งออกได้รับผลกระทบหนัก เพราะการที่เงินเชเกลยังทรงตัวในระดับที่แข็งค่ามากเกินไปดังกล่าว (แข็งค่าขึ้นกว่า 9% นับตั้งแต่ต้นปี 2026) กำลังสร้างความยากลำบากอย่างสาหัสให้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยี (Tech Sector) ของอิสราเอลที่รายได้หลักเป็นเงินดอลลาร์ แต่ค่าใช้จ่ายในการจ้างงานในประเทศเป็นเงินเชเกล
ในด้านภาคการนั้น จากการเปิดเผยของ สำนักงานสถิติแห่งชาติอิสราเอล (CBS) ว่า ดัชนีเงินเฟ้อในเดือน พ.ค. 2569 ที่ผ่านมา ต่ำกว่าคาด โดยรายงานว่าดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ประจำเดือน พ.ค. 2569 ปรับลดลง -0.3% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ซึ่งลดลงมากกว่าที่ตลาดคาดไว้ ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อรายปีทรงตัวอยู่ที่ +1.9% ซึ่งอยู่ในกรอบเป้าหมาย 1%–3% ของธนาคารกลางอิสราเอลเป็นเดือนที่ 10 ติดต่อกัน ซึ่งมีการมองว่า เงินเฟ้อที่ต่ำนี้ ทำให้นักวิเคราะห์และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอิสราเอล ออกมาผลักดันให้ ธนาคารกลางอิสราเอล (Bank of Israel) อาจพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีกในการประชุมวันที่ 5 กรกฎาคมนี้ (ปัจจุบันอยู่ที่ 3.75%) นอกจากนั้น มีการเปิดเผยว่า มีแนวโน้มที่อัตราดอกเบี้ยกู้ชื้อบ้านมีแนวโน้มลดลง ซึ่งเป็นผลจากการร่วงลงอย่างรุนแรงของผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอิสราเอล ที่เริ่มส่งผลดีต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ โดยธนาคารยักษ์ใหญ่ในอิสราเอลอย่าง Mizrahi Tefahot Bank และ Bank Leumi เตรียมประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัย (Mortgage) ลงประมาณ 0.2% - 0.3% ในเดือนนี้
รัฐบาลภายใต้การนำของ นายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู และคณะรัฐมนตรีสายอนุรักษ์นิยม แสดงท่าทีคัดค้านและไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อแผนการของรัฐบาล โดนัลด์ ทรัมป์ ในครั้งนี้ โดยมีประเด็นสำคัญๆ คือ
ประเด็นที่ 1 การปฏิเสธไม่ผูกพันตามข้อตกลง MOU ดังกล่าวโดยแหล่งข่าวระดับสูงในรัฐบาลอิสราเอลระบุว่า อิสราเอลไม่ได้เป็นผู้ร่วมลงนามใน MOU ฉบับนี้ ดังนั้น อิสราเอลจึงมีสิทธิ์ชอบธรรมอย่างเต็มที่ ในการปฏิบัติการทางทหารหรือการข่าวกรองเพื่อป้องกันตนเอง หากพบว่า อิหร่านละเมิดข้อตกลงหรือแอบพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ในอนาคต
ประเด็นที่ 2 รัฐบาลอิสราเอลเตรียมส่งคณะผู้แทนไปยังกรุงวอชิงตันเพื่อพบปะกับสมาชิกสภาคองเกรสทั้งฝั่งรีพับลิกันและเดโมแครต เพื่อชี้ให้เห็นถึง "ช่องโหว่" ของข้อตกลง MOU นี้ โดยเฉพาะในประเด็นการจัดตั้งกองทุนฟื้นฟูมูลค่า 3 แสนล้านดอลลาร์ ที่อาจช่วยให้อิหร่านเบนเข็มสู่ความมั่นคงภายในประเทศได้มากขึ้นในอนาคตด้วย
ประเด็นที่ 3 รัฐบาลอิสราเอล กลับเคลื่อนไหวสวนทางข้อตกลง MOU ดังกล่าว ที่ต้องการให้หยุดการกระทำที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งและสงครามในทุกที่ (รวมถึงอิสราเอล เวสต์แบงค์ เลบานอน) จนอาจนำไปซึ่งปัญหาในอนาคตได้ โดยรัฐมนตรีคลัง Bezalel Smotrich ได้เร่งผลักดันแผนการอนุมัติงบประมาณกว่า 1,000 ล้านเชเกล (ราว 340 ล้านดอลลาร์) เพื่อจัดตั้งและขยายชุมชนชาวยิว (Settlements) ในเวสต์แบงก์ ซึ่งถูกนักวิเคราะห์มองว่า เป็นมาตรการเชิงยุทธศาสตร์เพื่อสร้างหลักประกันความมั่นคงทางพื้นที่เพิ่มเติมในระหว่างที่ความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ กำลังตึงเครียดจากดีลอิหร่าน
ความเห็นของ สคต.
สคต. มีความเห็นว่า การที่ค่าเงินเชเกลยังมีความผันผวนนั้น ผู้ประกอบไทยควรหาโอกาสและเตรียมตัวรับมือ ดังนี้
เงินเชเกลแข็งค่า ทำสินค้าไทยถูกลง - การที่ค่าเงินเชเกลแข็งค่าทุบสถิติ มีผลให้ผู้นำเข้าอิสราเอลมีอำนาจซื้อสูงขึ้น สั่งของจากไทยได้ถูกลง
ตลาดผู้บริโภคฟื้นตัว - หลังมีข่าวหยุดยิง คนอิสราเอลกลับมาจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น จะเห็นได้จากการใช้จ่ายในร้านอาหารและห้างร้านต่างเป็นไปอย่างคึกคัก
ค่าขนส่งถูกลง - ราคาน้ำมันโลกและค่าระวางเรือทยอยปรับลดลง ช่วยลดต้นทุนการส่งออก ทำให้การส่งสินค้าจากไทยมาอิสราเอลสะดวกมากขึ้น เพราะไม่ต้องอ้อมทวีปแอฟริกาเหมือนช่วงที่ผ่านมาแล้ว
ทั้งนี้ ผู้ส่งออกไทยที่มีกลุ่มสินค้าที่น่าสนใจในการขยายตลาดในอิสราเอลจากเหตุการณ์นี้ มีดังนี้
กลุ่มสินค้าอาหารแปรรูป – จังหวะช่วงเวลานี้ดีที่สุดที่ผู้ส่งออกไทยจะรีบเสนอขาย อาหารกระป๋อง อาหารแห้ง และซอสปรุงรส เพราะผู้นำเข้ากำลังเร่งสต็อกของ
กลุ่มสินค้าที่เน้นสุขภาพและมังสวิรัติ (VEGAN) - ตลาดอิสราเอลโตไวมาก จะเห็นได้จากสินค้าในกลุ่มอาหาร Plant-based และอาหารสุขภาพ ที่มีการเติบโตสูงมากในข่วง 1-3 ปีที่ผ่านมา โดยความต้องการลดการกินเนื้อสัตว์ จากรายงานของสถาบัน Good Food Institute (GFI) Israel ร่วมกับ Kantar พบว่าประชากรชาวอิสราเอลถึง 40% พยายามลดการบริโภคเนื้อสัตว์ลง ส่งผลให้สินค้าประเภทอาหารพร้อมทาน (RTE) นมจากพืช และเนื้อสัตว์จากพืช มีการวางจำหน่ายในซูเปอร์มาร์เก็ตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนั้น ตลาดผู้บริโภคในประเทศกำลังเปลี่ยนผ่านจากกลุ่มวีแกนแท้ ไปสู่กลุ่ม Flexitarian (ผู้บริโภคที่กินมังสวิรัติเป็นบางมื้อ) ทำให้อัตราขยายตัวของสินค้าอาหารสุขภาพที่มีการผสมผสานโปรตีนพืชเข้าไปเพื่อลดสัดส่วนเนื้อสัตว์จริง เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว (9-14%) โดยผู้ส่งออกที่ต้องการเปิดตลาดในอิสราเอล ควรเตรียมการให้สินค้าได้ใบรับรองมาตรฐาน Kosher ให้พร้อมก่อนเจรจาการค้า เพื่อสร้างโอกาสให้เข้าห้างสรรพสินค้าใหญ่ของอิสราเอลได้ง่ายขึ้น
กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม/ก่อสร้าง/วัสดุก่อสร้างและเฟอร์นิเจอร์ – รัฐบาลอิสราเอล น่าจะมีนโยบายเร่งขยายชุมชนและโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้ความต้องการสินค้ากลุ่มนี้จะเพิ่มขึ้น
กลุ่มสินค้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ - กลุ่มบริษัทไฮเทคในอิสราเอลยังมีเงินทุนหมุนเวียนสูง ยอดสั่งซื้อชิ้นส่วนไอทียังเติบโตต่อเนื่อง
ผู้ส่งออกไทย ควรป้องกันความเสี่ยงทางการเงิน ด้วยการตกลงซื้อขายด้วยเงินดอลลาร์ (USD) เท่านั้น หลีกเลี่ยงการทำสัญญาชื้อขายเป็นเงินสกุลเชเกลโดยตรง เพื่อป้องกันความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน นอกจากนั้น ควรพิจารณาการจัดทำประกันการส่งออกเพิ่มเติมด้วย เพราะแม้เศรษฐกิจจะมีแนวโน้มดีขึ้นและมีความสมดุลมากขึ้นแล้ว แต่ตลาดทุนอิสราเอลยังผันผวนอยู่ โดยควรพิจารณาดูความเป็นไปได้ในการทำประกันการชำระเงินกับ EXIM Bank ทุกครั้ง
ผู้ส่งออกหรือนักธุรกิจที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมด้านการค้าและการลงทุนต่าง ๆ เกี่ยวประเทศอิสราเอล ท่านสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ E-mail: ของสำนักงานฯ ที่ thaicomt@zahav.net.il
ที่มา : 1. สำนักข่าว Globes - https://en.globes.co.il/en/
2. สำนักข่าว Ynet - https://www.ynetnews.com/business