
สหภาพยุโรปยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคจาก Greenwashing ภายใต้ Directive (EU) 2024/825 ซึ่งเป็นกฎหมายที่มุ่งให้ผู้บริโภคได้รับข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจนและน่าเชื่อถือมากขึ้น พร้อมเพิ่มการคุ้มครองจากแนวปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมในช่วงการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว โดยประเทศสมาชิกในสหภาพยุโรปต้องถ่ายทอดบทบัญญัติเข้าสู่กฎหมายภายในประเทศภายในวันที่ 27 มีนาคม 2569 และเริ่มนำมาตรการดังกล่าวมาใช้ตั้งแต่วันที่ 27 กันยายน 2569 ทั้งนี้ กฎใหม่นี้ได้เพิ่มข้อห้ามเกี่ยวกับคำกล่าวอ้างด้านสิ่งแวดล้อมและฉลากด้านความยั่งยืนบางประเภท เพื่อให้ข้อมูลที่ผู้บริโภคได้รับมีความชัดเจน ตรวจสอบได้ และไม่ทำให้เกิดความเข้าใจผิด
1. Greenwashing คืออะไร และเกี่ยวข้องกับผู้ส่งออกไทยอย่างไร
Environmental Claim หรือคำกล่าวอ้างด้านสิ่งแวดล้อม ตามกฎหมายสหภาพยุโรปครอบคลุมการสื่อสารในหลายรูปแบบ ทั้งข้อความ ภาพ กราฟิก สัญลักษณ์ ฉลาก ชื่อแบรนด์ ชื่อบริษัท หรือชื่อผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในการสื่อสารทางการค้าและทำให้ผู้บริโภคเข้าใจว่าสินค้า แบรนด์ หรือธุรกิจมีผลดีต่อสิ่งแวดล้อม ไม่มีผลกระทบ หรือมีผลกระทบน้อยกว่าสินค้าอื่น ดังนั้น คำกล่าวอ้างด้านสิ่งแวดล้อมไม่ได้ปรากฏเฉพาะบนฉลากสินค้าเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสื่อสารผ่านช่องทางอื่นที่ผู้บริโภคในสหภาพยุโรปได้รับ เช่น
• Packaging และฉลากสินค้า
• เว็บไซต์ของบริษัท ร้านค้าออนไลน์ Amazon และ Marketplace
• Catalogue, Brochure, โฆษณา และ Social Media
• รูปภาพ สัญลักษณ์ Sustainability Label ชื่อแบรนด์ และชื่อผลิตภัณฑ์
แม้ผู้ผลิตจะตั้งอยู่ในประเทศไทย แต่เมื่อสินค้าเข้าสู่การทำตลาดแบบ B2C ในสหภาพยุโรป การสื่อสารทางการตลาดที่เกี่ยวข้องต้องสอดคล้องกับกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคของสหภาพยุโรป และกฎหมายของประเทศสมาชิก ที่นำสินค้าไปจำหน่าย ผู้ส่งออกไทยจึงควรประสานกับ Importer/Distributor เพื่อตรวจสอบคำกล่าวอ้างด้านสิ่งแวดล้อมก่อนนำสินค้าออกสู่ตลาด
กลุ่มสินค้าไทยที่ควรตรวจเป็นพิเศษ ได้แก่ เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกาย อาหารและเครื่องดื่ม แฟชั่นและสิ่งทอ รองเท้าและเครื่องประดับ เฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน บรรจุภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์จากวัสดุธรรมชาติ ของใช้ในครัวเรือน และสินค้าไลฟ์สไตล์ โดยเฉพาะสินค้าที่ใช้ความเป็นธรรมชาติ ความยั่งยืน วัสดุรีไซเคิล หรือการลดคาร์บอนเป็นจุดขาย ทั้งนี้ คำว่า Green, Eco หรือ Climate-friendly ยังสามารถนำมาใช้ได้ในบางกรณี แต่ผู้ประกอบการต้องมีข้อมูลและหลักฐานที่เพียงพอรองรับความหมายของคำกล่าวอ้างนั้น และต้องไม่ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจเกินกว่าข้อเท็จจริงของสินค้า
2. จุดเสี่ยง 5 จุดที่ผู้ส่งออกไทยควรตรวจทันที
2.1 การใช้คำกล่าวอ้างด้านสิ่งแวดล้อมแบบกว้าง
สหภาพยุโรปเพิ่มข้อห้ามสำหรับ Generic Environmental Claim หรือคำกล่าวอ้างด้านสิ่งแวดล้อมแบบกว้าง ในกรณีที่ผู้ประกอบการไม่มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือรองรับว่าผลิตภัณฑ์มีผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมตามที่กล่าวอ้าง ตัวอย่างคำที่ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง ได้แก่ Environmentally friendly หรือเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม, Eco-friendly หรือเป็นมิตรต่อระบบนิเวศ, Green หรือสินค้าสีเขียว, Climate friendly หรือเป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศ, Carbon friendly หรือมีผลกระทบด้านคาร์บอนต่ำ, Energy efficient หรือประหยัดพลังงาน, Biodegradable หรือย่อยสลายได้ทางชีวภาพ และ Biobased หรือผลิตจากวัตถุดิบชีวภาพ รวมถึงข้อความอื่นที่ให้ความหมายในลักษณะใกล้เคียงกัน สำหรับคำว่า Sustainable, Conscious และ Responsible ควรใช้ด้วยความระมัดระวังมากขึ้น เนื่องจากคำดังกล่าวอาจไม่ได้สื่อถึงเฉพาะประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม แต่อาจครอบคลุมมิติด้านสังคม แรงงาน หรือความรับผิดชอบทางธุรกิจด้วย ดังนั้น การที่สินค้ามีคุณสมบัติด้านสิ่งแวดล้อมเพียงบางประการ อาจยังไม่เพียงพอที่จะรองรับการใช้คำดังกล่าวในความหมายอย่างกว้าง
2.2 ควรใช้คำกล่าวอ้างที่เฉพาะเจาะจงและสามารถตรวจสอบได้
สหภาพยุโรปให้ความสำคัญกับการสื่อสารข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมที่มีความชัดเจนและสามารถตรวจสอบได้ ผู้ประกอบการจึงควรหลีกเลี่ยงการใช้คำกล่าวอ้างที่มีความหมายกว้าง และระบุให้ชัดเจนว่าสินค้าหรือบรรจุภัณฑ์มีคุณสมบัติด้านสิ่งแวดล้อมในประเด็นใด ตัวอย่างเช่น Climate-friendly packaging หรือบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศ เป็นข้อความที่มีความหมายค่อนข้างกว้าง ขณะที่ข้อความ 100% of energy used to produce this packaging comes from renewable sources หรือพลังงานที่ใช้ในการผลิตบรรจุภัณฑ์นี้ร้อยละ 100 มาจากพลังงานหมุนเวียน มีความเฉพาะเจาะจงมากกว่า และช่วยให้ผู้บริโภคเข้าใจได้อย่างชัดเจนว่าคุณสมบัติด้านสิ่งแวดล้อมที่กล่าวถึงคืออะไร ทั้งนี้ แม้จะเป็นคำกล่าวอ้างที่มีความเฉพาะเจาะจง ผู้ประกอบการยังคงต้องมีข้อมูลหรือหลักฐานรองรับ และต้องไม่ใช้ข้อความในลักษณะที่อาจทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด
2.3 หากมีคุณสมบัติด้านสิ่งแวดล้อมเฉพาะบางส่วน ต้องระบุขอบเขตให้ชัดเจน
ในกรณีที่คุณสมบัติด้านสิ่งแวดล้อมมีเฉพาะบางองค์ประกอบของสินค้า เช่น บรรจุภัณฑ์ผลิตจากวัสดุรีไซเคิล ผู้ประกอบการไม่ควรใช้ข้อความที่อาจทำให้ผู้บริโภคเข้าใจว่าคุณสมบัติดังกล่าวครอบคลุมผลิตภัณฑ์ทั้งหมด ตัวอย่างเช่น หากหลักฐานรองรับเฉพาะบรรจุภัณฑ์ ควรระบุให้ชัดว่า Packaging made from recycled material หรือบรรจุภัณฑ์ผลิตจากวัสดุรีไซเคิล มากกว่าการใช้คำว่า Sustainable Product หรือผลิตภัณฑ์เพื่อความยั่งยืน ซึ่งอาจทำให้ผู้บริโภคเข้าใจว่าคุณสมบัติด้านความยั่งยืนครอบคลุมตัวผลิตภัณฑ์ในภาพรวม ดังนั้น หลักสำคัญที่ผู้ประกอบการควรยึดถือ คือ ขอบเขตของคำกล่าวอ้างควรสอดคล้องกับขอบเขตของหลักฐานที่สามารถพิสูจน์ได้
2.4 การใช้คำว่า Carbon Neutral ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ
สหภาพยุโรปกำหนดข้อห้ามเกี่ยวกับการกล่าวอ้างว่าผลิตภัณฑ์มีผลกระทบด้านก๊าซเรือนกระจกเป็นกลาง ลดลง หรือเป็นบวก กล่าวคือ ไม่อนุญาตให้ผู้ประกอบการกล่าวอ้างว่าสินค้าเป็น Carbon Neutral หรือมีผลกระทบด้านก๊าซเรือนกระจกลดลง หากข้อกล่าวอ้างดังกล่าวเกิดจากการนำ Carbon Credit หรือการชดเชยคาร์บอนจากโครงการอื่นมาใช้หักลบกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสินค้านั้น ตัวอย่างเช่น หากการผลิตสินค้า 1 ชิ้นยังคงมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่บริษัทซื้อ Carbon Credit จากโครงการปลูกป่าหรือโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่อื่น บริษัทไม่ควรนำการชดเชยดังกล่าวมาใช้เพื่อระบุว่าสินค้านั้นเป็น Carbon Neutral หรือ Climate Neutral
ตัวอย่างคำที่ควรระวัง ได้แก่ Climate neutral หรือเป็นกลางต่อสภาพภูมิอากาศ, Carbon neutral หรือเป็นกลางทางคาร์บอน, Carbon positive, Climate net zero และ Climate compensated รวมถึงข้อความอื่นที่อาจทำให้ผู้บริโภคเข้าใจว่าผลิตภัณฑ์มีผลกระทบด้านก๊าซเรือนกระจกลดลงอันเป็นผลจากการชดเชยคาร์บอน
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการยังสามารถลงทุนใน Carbon Credit หรือโครงการชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสามารถสื่อสารถึงกิจกรรมดังกล่าวได้ และสามารถสื่อสารว่าบริษัทได้ดำเนินกิจกรรมดังกล่าว แต่ต้องไม่ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจว่าการชดเชยดังกล่าวทำให้ตัวผลิตภัณฑ์เป็น Carbon Neutral
2.5 การใช้ Sustainability Label ต้องตรวจสอบเงื่อนไขของระบบรับรอง
ผู้ประกอบการควรตรวจสอบการใช้ Sustainability Label หรือฉลากและตราสัญลักษณ์ที่สื่อถึงการรับรองด้านสิ่งแวดล้อมหรือความยั่งยืนอย่างรอบคอบ เช่น ตรา Ecoเครื่องหมายสีเขียว รูปใบไม้ หรือสัญลักษณ์อื่นที่อาจทำให้ผู้บริโภคเข้าใจว่าสินค้าได้รับการรับรองจากหน่วยงานหรือระบบรับรองที่น่าเชื่อถือ โดยภายใต้กฎใหม่ของสหภาพยุโรป การใช้ Sustainability Label ต้องอ้างอิงกับ Certification Scheme หรือระบบการรับรองที่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด หรือเป็นฉลากที่จัดตั้งโดยหน่วยงานภาครัฐของสหภาพยุโรปตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
ประเด็นดังกล่าวมีความสำคัญสำหรับผู้ส่งออกไทย เนื่องจากตรารับรองที่ออกโดยหน่วยงานภาครัฐหรือองค์กรในประเทศไทย ไม่ได้หมายความว่าสามารถนำมาใช้เป็น Sustainability Label ในตลาดสหภาพยุโรปได้โดยอัตโนมัติ ผู้ประกอบการจึงควรตรวจสอบเพิ่มเติมว่าตราดังกล่าวมีระบบการรับรองและกระบวนการตรวจสอบที่สอดคล้องกับเงื่อนไขของสหภาพยุโรปหรือไม่ ก่อนนำไปใช้บนสินค้า บรรจุภัณฑ์ เว็บไซต์ หรือสื่อโฆษณา
2.6 ตัวอย่างการบังคับใช้ Green Claim ในอิตาลี
อิตาลีเริ่มมีการบังคับใช้เรื่อง Green Claim อย่างจริงจัง ผู้ประกอบการไทยที่ทำตลาดอิตาลีควรติดตามแนวทางของ Autorità Garante della Concorrenza e del Mercato หรือ AGCM ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านการแข่งขันและคุ้มครองผู้บริโภคของอิตาลี ในช่วงที่ผ่านมา AGCM ได้ตรวจสอบการใช้ Green Claim ในหลายกรณี และให้ความสำคัญกับทั้งข้อความบนสินค้า เว็บไซต์ และสื่อโฆษณา
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือกรณี SHEIN ซึ่งในเดือนสิงหาคม 2568 AGCM มีคำสั่งปรับบริษัท Infinite Styles Services Co. Ltd. ซึ่งดูแลเว็บไซต์จำหน่ายสินค้า SHEIN ในยุโรป เป็นเงิน 1 ล้านยูโร จากการใช้คำกล่าวอ้างด้านสิ่งแวดล้อมที่มีลักษณะคลุมเครือ ทำให้เข้าใจผิด หรือให้ข้อมูลไม่ครบถ้วน โดยประเด็นที่ถูกตรวจสอบครอบคลุมทั้งการกล่าวอ้างเรื่องระบบการผลิตแบบหมุนเวียน การใช้เส้นใย Green ความสามารถในการรีไซเคิลของสินค้า ตลอดจนเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของบริษัท ทั้งนี้ AGCM ระบุด้วยว่าเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกบางส่วนที่บริษัทสื่อสารไว้ไม่สอดคล้องกับข้อมูลการปล่อยจริงที่เพิ่มขึ้นในช่วงปี 2566–2567 นอกจากนี้ ในกรณีของ San Benedetto บริษัทได้ยกเลิกข้อความ CO2 Impatto Zero หรือผลกระทบด้าน CO2 เป็นศูนย์ ที่ใช้บนฉลาก บรรจุภัณฑ์ เว็บไซต์ และสื่อโฆษณา ภายหลังการตรวจสอบของ AGCM ซึ่งเห็นว่าข้อความดังกล่าวอาจทำให้ผู้บริโภคเข้าใจว่าผลิตภัณฑ์ไม่มีผลกระทบด้านคาร์บอน ทั้งที่การกล่าวอ้างดังกล่าวต้องมีข้อมูลและหลักฐานรองรับอย่างชัดเจน
กรณีเหล่านี้สะท้อนว่า การตรวจ Green Claim ในอิตาลีครอบคลุมทั้งข้อความบนสินค้า เว็บไซต์ และสื่อโฆษณา ผู้ส่งออกไทยจึงควรพิจารณาเรื่องนี้ตั้งแต่ก่อนนำสินค้าเข้าสู่ตลาด มากกว่ารอแก้ไขภายหลังเมื่อได้รับข้อทักท้วงจากผู้นำเข้าหรือหน่วยงานกำกับ
3. ผู้ประกอบการไทยควรดำเนินการอย่างไร
STEP 1 - ตรวจสอบคำกล่าวอ้างด้านสิ่งแวดล้อมที่ใช้อยู่ทั้งหมด
รวบรวมคำกล่าวอ้างด้านสิ่งแวดล้อมที่บริษัทใช้อยู่ในทุกช่องทาง เช่น บรรจุภัณฑ์ ฉลากสินค้า เว็บไซต์ Marketplace แคตตาล็อก โบรชัวร์ โฆษณา สื่อ Social Media และสื่อ ณ จุดขาย เพื่อให้เห็นภาพรวมว่าผู้บริโภคได้รับข้อมูลเกี่ยวกับแบรนด์และสินค้าอย่างไรในแต่ละช่องทาง
STEP 2 – จัดทำรายการคำกล่าวอ้างและหลักฐานที่เกี่ยวข้อง
ผู้ประกอบการควรจัดทำตารางเพื่อตรวจสอบว่าแต่ละคำกล่าวอ้างถูกใช้ที่ใด มีหลักฐานรองรับหรือไม่ และมีความเสี่ยงในระดับใด เช่น
คำกล่าวอ้างที่ใช้อยู่ | ใช้ที่ไหน | หลักฐานที่มี | สถานะเบื้องต้น |
Eco-friendly | Packaging | ยังไม่มีหลักฐานเฉพาะ | ควรตรวจสอบ |
50% Recycled Plastic Packaging | Label | เอกสารจาก Supplier | ตรวจสอบรายละเอียด |
Carbon Neutral | Website | Carbon Offset | ความเสี่ยงสูง |
Sustainable | Marketplace | ไม่มี | ความเสี่ยงสูง |
STEP 3 - ตรวจสอบว่าคำกล่าวอ้างสอดคล้องกับหลักฐานหรือไม่
ควรตรวจสอบว่าข้อความที่ใช้ในการสื่อสารมีขอบเขตตรงกับสิ่งที่สามารถพิสูจน์ได้หรือไม่ หากหลักฐานรองรับเฉพาะบรรจุภัณฑ์ ไม่ควรขยายคำกล่าวอ้างไปถึงตัวผลิตภัณฑ์ทั้งหมด หากหลักฐานรองรับเฉพาะวัสดุบางส่วน ควรระบุขอบเขตของข้อความให้ตรงกับข้อเท็จจริง และหากคุณสมบัติดังกล่าวมีเฉพาะผลิตภัณฑ์บางรุ่น ไม่ควรสื่อให้ผู้บริโภคเข้าใจว่าครอบคลุมสินค้าทั้งแบรนด์
STEP 4 - ตรวจสอบ Sustainability Label ก่อนนำมาใช้
ก่อนใช้เครื่องหมายหรือฉลากที่สื่อถึงความยั่งยืน ควรตรวจสอบว่าใครเป็นเจ้าของหรือผู้กำหนดตรา ใช้ระบบการรับรองใด มีหลักเกณฑ์และกระบวนการตรวจสอบอย่างไร และสามารถนำมาใช้กับการสื่อสารต่อผู้บริโภคในสหภาพยุโรปได้หรือไม่ โดยเฉพาะตราที่ออกจากประเทศนอกสหภาพยุโรป ไม่ควรสรุปว่าสามารถใช้ได้โดยอัตโนมัติเพียงเพราะเป็นตราของหน่วยงานภาครัฐ
STEP 5 - ตรวจ Final Artwork ก่อนผลิตจริง
ก่อนพิมพ์บรรจุภัณฑ์จำนวนมาก ผู้ประกอบการควรส่ง Final Artwork และคำกล่าวอ้างด้านสิ่งแวดล้อมให้ Importer/Distributor ในสหภาพยุโรป หรือผู้เชี่ยวชาญด้าน Consumer Law และ Product Compliance ตรวจสอบก่อน โดยเฉพาะกรณีที่มีการใช้คำ เช่น Green, Eco, Sustainable, Climate, Carbon, Recycled หรือ Biodegradable รวมถึงคำอื่นที่สื่อถึงคุณสมบัติด้านสิ่งแวดล้อม โดยการตรวจสอบก่อนเริ่มผลิตจริงจะช่วยลดความเสี่ยงจากการต้องแก้ไขฉลาก บรรจุภัณฑ์ หรือสื่อการตลาดภายหลัง ซึ่งอาจก่อให้เกิดต้นทุนเพิ่มเติมและกระทบต่อการนำสินค้าเข้าสู่ตลาด
หากพิมพ์ Packaging ไปแล้ว ต้องทิ้งทั้งหมดหรือไม่
แนวทางของ European Commission และหน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภคของสหภาพยุโรปสำหรับสินค้าที่มีอยู่เดิม หรือ Old Stock เปิดให้พิจารณามาตรการแก้ไขตามความเหมาะสมเป็นรายกรณี เช่น การปิดหรือแก้ไขข้อความด้วย Sticker การเพิ่มข้อมูล ณ จุดขาย หรือการปรับข้อความบนเว็บไซต์และช่องทาง Online ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงควรตรวจสอบว่าสินค้าคงเหลือมีคำกล่าวอ้างใดที่อาจไม่สอดคล้องกับข้อกำหนดใหม่ โดยผู้ประกอบการควรเร่งทบทวนข้อความที่ใช้อยู่และหารือกับ Importer/Distributor หรือผู้เชี่ยวชาญในประเทศสมาชิกที่นำสินค้าไปจำหน่าย เพื่อประเมินแนวทางแก้ไขที่เหมาะสมก่อนนำสินค้าออกสู่ตลาด
4. GREEN CLAIM CHECKLIST ก่อนส่งสินค้าเข้าสู่ตลาดสหภาพยุโรป
1) คำกล่าวอ้างที่ใช้ระบุชัดเจนหรือไม่ว่าเกี่ยวข้องกับตัวสินค้า บรรจุภัณฑ์ กระบวนการผลิต หรือบริษัท
2) ข้อความมีความชัดเจนเพียงพอหรือไม่ หรืออาจทำให้ผู้บริโภคเข้าใจเกินกว่าข้อเท็จจริง
3) บริษัทมีข้อมูลหรือหลักฐานที่สามารถตรวจสอบได้รองรับคำกล่าวอ้างดังกล่าวหรือไม่
4) หลักฐานที่มีครอบคลุมตัวสินค้าทั้งหมด หรือครอบคลุมเฉพาะบางส่วน
5) มีการใช้คำกว้าง เช่น Green, Eco หรือ Climate-friendly หรือคำที่มีความหมายใกล้เคียงกันหรือไม่
6) หากใช้คำว่า Sustainable, Conscious หรือ Responsible มีหลักฐานรองรับคุณสมบัติที่คำดังกล่าวอาจสื่อถึงครบถ้วนเพียงใด
7) มีการนำ Carbon Offset หรือการชดเชยคาร์บอนมาใช้เป็นฐานในการกล่าวอ้างเกี่ยวกับผลกระทบด้านก๊าซเรือนกระจกของผลิตภัณฑ์หรือไม่
8) Sustainability Label ที่ใช้เข้าหลัก Certification Scheme หรือระบบการรับรองที่เป็นไปตามเงื่อนไขของสหภาพยุโรปหรือไม่
9) หากกล่าวถึงเป้าหมายในอนาคต บริษัทมีเป้าหมายที่วัดผลได้ กรอบเวลา แผนดำเนินงาน และระบบติดตามตรวจสอบที่ชัดเจนหรือไม่
10) คำกล่าวอ้างที่ใช้บน Packaging, Website, Marketplace และ Advertising มีความสอดคล้องกันหรือไม่ และได้ผ่านการตรวจสอบโดย Importer/Distributor หรือผู้เชี่ยวชาญในสหภาพยุโรปแล้วหรือไม่
5. ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของ สคต. ณ เมืองมิลาน
5.1 ความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมจะมีผลต่อความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น แนวโน้มการกำกับ Greenwashing ของสหภาพยุโรปสะท้อนว่า การใช้ความยั่งยืนเป็นจุดขายจะต้องอาศัยข้อมูลที่ชัดเจนและตรวจสอบได้มากขึ้น คณะกรรมาธิการยุโรประบุว่า ร้อยละ 53 ของคำกล่าวอ้างด้านสิ่งแวดล้อมที่เคยสำรวจมีลักษณะคลุมเครือ ทำให้เข้าใจผิด หรือไม่มีมูลรองรับ และร้อยละ 40 ไม่มีหลักฐานสนับสนุน ขณะที่ประมาณครึ่งหนึ่งของฉลากสีเขียวมีระบบตรวจสอบที่อ่อนแอหรือไม่มีการตรวจสอบที่เพียงพอ สำหรับผู้ประกอบการไทย ประเด็นนี้มีผลในเชิงการแข่งขันโดยตรง เพราะผู้ซื้อและผู้นำเข้าในยุโรปมีแนวโน้มต้องตรวจสอบข้อมูลของสินค้าและคู่ค้ามากขึ้น ผู้ประกอบการที่สามารถจัดเตรียมหลักฐานได้ครบถ้วนและตอบคำถามได้รวดเร็ว จะลดภาระของผู้นำเข้าและสร้างความเชื่อมั่นในการทำธุรกิจระยะยาว
5.2 ควรจัดให้การอนุมัติ Green Claim เป็นกระบวนการหนึ่งภายในบริษัท ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในทางปฏิบัติ คือข้อความด้านสิ่งแวดล้อมมักถูกจัดทำโดยหลายฝ่าย ตั้งแต่ฝ่ายการตลาด ฝ่ายขาย ผู้ออกแบบบรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงตัวแทนจำหน่ายในต่างประเทศ หากแต่ละฝ่ายใช้ข้อความต่างกัน บริษัทอาจมี Claim บนฉลาก เว็บไซต์ และ Marketplace ที่ไม่สอดคล้องกันผู้ประกอบการจึงควรกำหนดผู้รับผิดชอบหรือขั้นตอนอนุมัติ Environmental Claim ให้ชัดเจน รวมทั้งจัดเก็บหลักฐานของแต่ละ Claim ไว้ในระบบเดียวกัน วิธีนี้จะช่วยลดความเสี่ยงจากการใช้ข้อความที่ฝ่ายการตลาดจัดทำขึ้นโดยไม่มีข้อมูลทางเทคนิคหรือหลักฐานรองรับ
5.3 การพัฒนาสินค้าสำหรับตลาดยุโรปควรเริ่มจากข้อมูลที่สามารถพิสูจน์ได้ หากต้องการใช้ประเด็นด้านความยั่งยืนเป็นจุดขาย ควรกำหนดตั้งแต่ขั้นตอนพัฒนาสินค้าว่าจะเก็บข้อมูลอะไรไว้รองรับ เช่น สัดส่วนวัสดุรีไซเคิล แหล่งพลังงาน ปริมาณการใช้วัตถุดิบ หรือข้อมูลการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เมื่อข้อมูลเหล่านี้ถูกจัดเก็บตั้งแต่ต้น บริษัทจะสามารถพัฒนาคำกล่าวอ้างที่มีความเฉพาะเจาะจงและน่าเชื่อถือได้ง่ายขึ้นซึ่งแนวทางนี้มีประโยชน์ต่อ SMEs ไทยเป็นพิเศษ เนื่องจากช่วยลดต้นทุนในการย้อนกลับไปหาหลักฐานหรือแก้บรรจุภัณฑ์หลังสินค้าเข้าสู่กระบวนการทำการตลาดแล้ว
5.4 ใช้ข้อมูลที่สร้างความแตกต่างให้สินค้า กฎใหม่อาจทำให้คำทั่วไป เช่น Green, Eco หรือ Sustainable มีน้ำหนักทางการตลาดลดลง หากไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนรองรับ ในทางกลับกัน ข้อมูลที่เฉพาะเจาะจง เช่น ใช้วัสดุรีไซเคิลร้อยละเท่าใด ใช้พลังงานหมุนเวียนในกระบวนการผลิตในสัดส่วนเท่าใด หรือสามารถลดการใช้ทรัพยากรได้เท่าใด อาจกลายเป็นจุดขายที่มีน้ำหนักมากกว่า ทั้งนี้ สำหรับสินค้าไทยที่มีจุดแข็งเรื่องวัตถุดิบธรรมชาติ งานหัตถกรรม วัสดุชีวภาพ หรือกระบวนการผลิตที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ควรแปลงจุดแข็งเหล่านี้ให้เป็นข้อมูลที่วัดผลและตรวจสอบได้ มากกว่าพึ่งคำโฆษณาเชิงภาพลักษณ์
5.5 ผู้ประกอบการรายเล็กควรจัดลำดับการปรับตัวตามความเสี่ยง สำหรับ SMEs ที่มีสินค้าหลายรายการ การตรวจแก้ทั้งหมดพร้อมกันอาจเพิ่มต้นทุนโดยไม่จำเป็น ลำดับแรกควรให้ความสำคัญกับสินค้าที่จำหน่ายในสหภาพยุโรปอยู่แล้ว สินค้าที่ใช้ความยั่งยืนเป็นจุดขาย และสินค้าที่กำลังจะผลิตบรรจุภัณฑ์ล็อตใหม่ จากนั้นจึงขยายการตรวจไปยังสินค้าและช่องทางอื่นตามลำดับ โดยวิธีนี้ช่วยให้ผู้ประกอบการลดความเสี่ยงในจุดที่มีผลทางธุรกิจก่อน และบริหารต้นทุนการปรับตัวได้เหมาะสมกับขนาดของกิจการ
5.6 การปรับตัวต่อกฎ Green Claim สามารถสร้างประโยชน์เชิงธุรกิจให้แก่ผู้ส่งออกไทย การเตรียมความพร้อมด้าน Green Claim ไม่ได้ช่วยเพียงลดความเสี่ยงด้านกฎหมายและการแก้ไขฉลากหรือบรรจุภัณฑ์ภายหลังเท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มความพร้อมในการทำตลาดและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้นำเข้าและผู้ซื้อในสหภาพยุโรป ผู้ประกอบการที่สามารถจัดเตรียมข้อมูลและหลักฐานรองรับคำกล่าวอ้างด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างชัดเจน จะช่วยลดภาระการตรวจสอบของคู่ค้า ทำให้กระบวนการพิจารณาสินค้าและการเจรจาธุรกิจมีความคล่องตัวมากขึ้น
ในขณะเดียวกัน กฎใหม่ยังเปิดโอกาสให้ผู้ส่งออกไทยนำจุดแข็งของสินค้า เช่น การใช้วัตถุดิบธรรมชาติ วัสดุชีวภาพ วัสดุรีไซเคิล การใช้พลังงานหมุนเวียน หรือกระบวนการผลิตที่ลดการใช้ทรัพยากร มาพัฒนาเป็นข้อมูลที่เฉพาะเจาะจงและตรวจสอบได้แทนการใช้คำโฆษณาแบบกว้าง ซึ่งจะช่วยสร้างความแตกต่างให้สินค้า เพิ่มความน่าเชื่อถือของแบรนด์ และเสริมความสามารถในการแข่งขันในตลาดยุโรปในระยะยาว ดังนั้น ผู้ประกอบการที่เริ่มจัดระบบข้อมูลและหลักฐานตั้งแต่ต้น จะมีความพร้อมมากกว่าในการตอบข้อซักถามของคู่ค้าและปรับตัวต่อข้อกำหนดด้านความยั่งยืนที่มีแนวโน้มเข้มงวดขึ้น