
เมื่อวันจันทร์ที่ 1 มิถุนายน 2569 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ประเทศสหรัฐอเมริกา กระทรวงการคลังของอิสราเอลร่วมกับธนาคารเพื่อการพัฒนาอินเตอร์-อเมริกัน (IDB) ได้มีการลงนามใน หนังสือแสดงเจตจำนง (Letter of Intent) จัดตั้งกองทุน "Isaac Accords Fund" อย่างเป็นทางการ โดยเริ่มกลไกทางเทคนิคทันที โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญของกองทุนนี้ เพื่อระดมทุนจากภาครัฐและกองทุนสถาบันของอิสราเอล ไปใช้ในการขับเคลื่อนโครงการนวัตกรรมและโครงสร้างพื้นฐานในลาตินอเมริกา โดยมีเป้าหมายระยะแรกที่ประเทศในลาตินอเมิรกา ได้แก่ อาร์เจนติน่า อุรุกวัย ปานามา และคอสตาริกา (ประเทศลาตินอเมริกาอื่น เช่น บราชิล ชิลี เปรู ยังไม่เข้าร่วมเนื่องยังมีปัญหาด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในเรื่องภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายเกี่ยวกับปัญหาระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์)
กรอบความตกลงนี้ สืบเนื่องมาจากการเปิดตัวพันธมิตรยุทธศาสตร์ เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2569 ที่ผ่านระหว่างการเยือนอิสราเอลของประธานาธิบดีของอาร์เจนติน่า (นาย Javier Milei) ที่มาเยือนอิสราเอลในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นข้อตกลงใหม่ คู่ขนานไปกับข้อตกลงการค้าเสรี Israel-MERCOSUR FTA ที่มีอยู่เดิม โดยอิสราเอล มีเป้าหมายที่มุ่งขยายตลาดการส่งออก สินค้าเทคโนโลยีขั้นสูง ระบบความมั่นคง และระบบจัดการน้ำ แลกเปลี่ยนกับ การนำเข้าสินค้าสินค้าเกษตรและแร่ธาตุหายาก (ลิเธียม) จากกลุ่มประเทศลาตินอเมริกา เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารและซัพพลายเชน รวมถึงมีกำหนดการเปิดเส้นทางบินตรง (Tel Aviv - Buenos Aires) โดยสายการบิน El Al ในเดือนธันวาคม 2569 เพื่อเชื่อมโยงโลจิสติกส์ระหว่างกันให้มากขึ้น
การวิเคราะห์เปรียบเทียบข้อได้เปรียบ ด้านภาษีและโลจิสติกส์การขนส่งสินค้า ระหว่าง ไทย VS อาร์เจนติน่า (ตัวอย่าง)
ข้อตกลงดังกล่าวส่งผลให้กลุ่มประเทศลาตินอเมริกา โดยเฉพาะอาร์เจนตินา ได้เปรียบประเทศไทยในตลาดอิสราเอลอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในแง่ของภาษีนำเข้าและความเสถียรด้านการขนส่ง ดังนี้
ตารางเปรียบเทียบพิกัดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมสำคัญ
พิกัดศุลกากร (HS Code) | กลุ่มสินค้า | อัตราภาษีของไทย (MFN Rate) | อัตราภาษีของ อาร์เจนตินา | สถานการณ์การแข่งขันและผลกระทบต่อไทย |
HS 0201 - 0202 | เนื้อสัตว์และเนื้อสัตว์แปรรูป | สูงมาก | 0% | ไทยเสียเปรียบอย่างสิ้นเชิง |
HS 1006 | ข้าวและธัญพืช | 0% - 4% | 0% | ไทยยังคงแข่งขันได้ |
HS 1604 | อาหารทะเลแปรรูป / ทูน่ากระป๋อง | 12% | 0% | ไทยเผชิญความเสี่ยงปานกลาง |
HS 2008 - 2009 | ผลไม้แปรรูป และน้ำผลไม้ | 12% - 25% | 0% - 5% | ไทยเผชิญความเสี่ยงสูง |
HS 4011 | ผลิตภัณฑ์ยางพารา และยางยานยนต์ | ขึ้นอยู่กับประเภท | 0% | ไทยเผชิญความเสี่ยงต่ำถึงปานกลาง |
HS 85 | ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ / แผงวงจร (PCBs) | 0% | 0% | ไทยยังคงได้เปรียบ |
แบบจำลองเปรียบเทียบโลจิสติกส์มายังอิสราเอล (ตู้สินค้าทั่วไป 40ft มูลค่า $25,000)
รายการเปรียบเทียบ | ฝั่งประเทศไทย | ฝั่งประเทศอาร์เจนตินา | ความแตกต่างและวิเคราะห์ของ สคต. |
ระยะเวลาขนส่ง | 40 – 45 วัน | 28 – 32 วัน | อาร์เจนตินาเร็วกว่า 10-15 วัน |
ค่าระวางเรือ | $2,500 | $3,800 | ประเทศไทยถูกกว่า $1,300 USD |
*ค่าความเสี่ยงภัยสงคราม | $1,800 | $0 | ประเทศไทยเสียเปรียบ |
ต้นทุนภาษีนำเข้า | $3,000 | $0 | ประเทศไทยเสียเปรียบ $3,000 |
ต้นทุนสุทธิต่อตู้ | $7,300 | $3,800 | อาร์เจนตินาต้นทุนถูกกว่า 48% |
บทสรุปตามสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ในปัจจุบัน
หากวัดเฉพาะค่าระวางเรือในภาวะปกติ ไทยยังคงได้เปรียบอาร์เจนตินาอยู่ประมาณ $1,300 ต่อตู้ แต่เมื่อเกิดวิกฤตทางภูมิรัฐศาสตร์เช่นในปัจจุบัน ที่ต้องบวกค่าธรรมเนียมความเสี่ยงภัยสงครามและกำแพงภาษีนำเข้า ส่งผลให้อาร์เจนตินาสามารถส่งสินค้าถึงมือผู้นำเข้าอิสราเอลด้วย ต้นทุนรวมที่ถูกกว่าไทยประมาณ 3,500 ดอลลาร์สหรัฐต่อตู้ (ประหยัดกว่าราว 48%) และใช้เวลาขนส่งเร็วกว่าไทย 10-15 วัน
เส้นทางประเทศไทย (เผชิญวิกฤตทะเลแดง ต้องอ้อมแหลมกู๊ดโฮป):
ระยะเวลา: 40–45 วัน
ต้นทุนรวม: 7,300 ดอลลาร์สหรัฐ (รวมค่าระวางตู้แห้ง $2,500 + ค่าความเสี่ยงภัยสงคราม/อ้อมเรือ $1,800 + ภาษีนำเข้า MFN 12% อีก $3,000)
เส้นทางอาร์เจนตินา (ผ่านมหาสมุทรแอตแลนติกเข้าเมดิเตอร์เรเนียนโดยตรง):
ระยะเวลา: 28–32 วัน (เสถียรและปลอดภัยสูง ไม่ต้องผ่านพื้นที่ขัดแย้ง)
ต้นทุนรวม: 3,800 ดอลลาร์สหรัฐ (รวมค่าระวางตู้แห้ง $3,800 + ไม่ต้องจ่ายค่าเสี่ยงภัยสงคราม + ภาษีนำเข้า 0% จาก FTA)
ผลกระทบต่อการค้าของประเทศไทยตามมุมมองของ สคต.
กลุ่มสินค้าที่ได้รับผลกระทบในทางบวก (Opportunities) | กลุ่มสินค้าที่ได้รับผลกระทบในทางลบ (Threats) |
1. ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล (HDDs/PCBs) อานิสงส์จากกลุ่มบิ๊กเทคอิสราเอล (เช่น Tower Semiconductor ทำรายได้ไตรมาส 1/2569 ทะลุ 414 ล้านดอลลาร์) ที่เร่งขยายการลงทุน DATA CENTER และ AI ร่วมกับประเทศในละตินอเมริกา ส่งผลให้ความต้องการชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขั้นกลางจากไทยเติบโตตามซัพพลายเชนโลก โดยกลุ่มนี้ไทยไม่เสียเปรียบด้านภาษีเพราะอัตรา MFN ของอิสราเอลเป็น 0% อยู่แล้ว | 1. สินค้าเกษตรและอาหารแปรรูปพื้นฐาน ได้แก่ ข้าว อาหารกระป๋อง และธัญพืชของไทย เผชิญความเสี่ยงโดนทดแทนจากสินค้าเกษตรราคาถูกและปลอดภาษีของอาร์เจนตินาและอุรุกวัย
|
2. อุตสาหกรรมการบิน อะไหล่ และโลจิสติกส์ การเปิดเส้นทางบินตรงสายใหม่ (เทลอาวีฟ - บัวโนสไอเรส) ในเดือนธันวาคม 2569 นี้ จะช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการขนส่งสินค้าทางอากาศและขยายโอกาสในธุรกิจบริการเกี่ยวเนื่อง | 2. ผลิตภัณฑ์ยางพาราและยางยานยนต์ ซัพพลายเชนวัตถุดิบภายในกลุ่ม Isaac Accords อาจหันไปพึ่งพาเนื้อยางและการผลิตภายในภูมิภาคอเมริกาใต้ด้วยกันเอง |
3. เครื่องจักรอุตสาหกรรมและเคมีภัณฑ์ขั้นกลาง การขยายโครงสร้างพื้นฐานระบบน้ำและเกษตรอัจฉริยะ (Agri Tech) ของอิสราเอลในอเมริกาใต้ อาจช่วยเพิ่มโอกาสส่งออกปั๊มน้ำ วาล์ว และท่อขนส่งจากไทยในทางอ้อม | 3. กล้องวงจรปิดและฮาร์ดแวร์ความปลอดภัยขั้นพื้นฐาน ระบบ AI และ Smart City ขั้นสูงเกรดทหารของอิสราเอลจะเข้าไปทดแทนตลาดฮาร์ดแวร์ระบบปิด (Legacy Surveillance) ที่ไทยเคยส่งออกไปปานามาและคอสตาริกา |
ความเห็นของ สคต.
จากข่าวดังกล่าว สคต. เห็นว่า ผู้ส่งออกไทยควรหาทางรับมือเส้นทางการค้าใหม่ที่อาจเกิดขึ้นและส่งผลกระทบกับไทยในอีก 2-3 ปีข้างหน้านี้ ทั้งนี้ เพื่อรักษาผลประโยชน์และส่วนแบ่งการตลาดในสภาวะการแข่งขันใหม่ สคต. จึงขอเสนอแนะผู้ส่งออกไทยเตรียมรับมือ 3 ด้าน ดังนี้
กลยุทธ์ “Triangular Partnership” (พันธมิตรสามเส้า)
ผู้ประกอบการกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และฮาร์ดแวร์ของไทย ไม่ควรแข่งขันโดยตรง แต่ควรรุกเข้าหาบริษัทออกแบบ
ชิปของอิสราเอล (เช่น Innoviz, Vayyar, Hailo) เพื่อเสนอตัวเป็นผู้ผลิตและประกอบชิ้นส่วนสนับสนุน (OEM/EMS) ก่อนที่อิสราเอลจะส่งโครงสร้างระบบเหล่านั้นไปลงทุนและติดตั้งในละตินอเมริกาผ่านกองทุนเปิดใหม่
ชูจุดขายสินค้าพรีเมียม ความสม่ำเสมอ และ "Super Kosher"
หลีกเลี่ยงสงครามราคาสินค้าเกษตร โดยยกระดับสู่อาหารฟังก์ชัน (Functional Food) และอาหารแปรรูปที่ได้รับรองมาตรฐานโคเชอร์ขั้นสูง ควบคู่กับการชูจุดเด่นเรื่องความพร้อมของวัตถุดิบตลอดทั้งปี (All-year availability) แตกต่างจากอเมริกาใต้ที่ยังมีข้อจำกัดที่ผลผลิตมักขึ้นกับฤดูกาลของสินค้าบางชนิดอยู่
เน้นการขนส่งสินค้าแบบด้วยวิธีหนาแน่นสูง (High Density) และปรับเงื่อนไขในการทำการค้า
สำหรับสินค้าตู้แห้งทั่วไป ผู้ส่งออกควรเสนอการจัดตู้แบบเต็มน้ำหนักสูงสุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อหารเฉลี่ยค่าระวางเรือและค่าธรรมเนียมสงครามต่อหน่วยให้ต่ำที่สุด พร้อมทั้งเปลี่ยนจากเทอม FOB Bangkok/Lam Chabang มาเป็น CIF หรือ CFR ท่าเรืออิสราเอล โดยจับมือกับสายการเดินเรือเพื่อล็อกราคาค่าระวางระยะยาว ช่วยลดความกังวลด้านต้นทุนผันผวนให้แก่ผู้นำเข้าอิสราเอล
ผู้ส่งออกหรือนักธุรกิจที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมด้านการค้าและการลงทุนต่าง ๆ เกี่ยวประเทศอิสราเอล ท่านสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ E-mail: ของสำนักงานฯ ที่ thaicomt@zahav.net.il
ที่มา : https://www.gov.il/en