
ตลาด ขนมข้าวญี่ปุ่น หรือ ข้าวเกรียบ (Rice Crackers) ในปีงบประมาณ 2568 ยังคงมีแนวโน้มเติบโตในระดับที่ดี แม้ว่าผู้ผลิตจะต้องเผชิญกับ ต้นทุนวัตถุดิบข้าวที่เพิ่มสูงขึ้น อย่างต่อเนื่อง ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ได้ปรับขึ้นราคาสินค้าเพื่อสะท้อนต้นทุน ส่งผลให้สามารถ รักษาระดับรายได้และผลกำไรได้ แม้ว่าปริมาณการจำหน่ายโดยรวมจะลดลงเล็กน้อยก็ตาม ด้านโครงสร้างสินค้า พบว่า ผู้บริโภคญี่ปุ่นมีแนวโน้มกลับไปเลือกซื้อ สินค้ามาตรฐานหรือสินค้าขายดีแบบดั้งเดิม (Standard Products) เพิ่มขึ้นมากขึ้น เนื่องจากช่วงที่ผ่านมาเกิดกระแสการปรับขึ้นราคาสินค้าหลายประเภท ส่งผลให้ผู้บริโภคมีความระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น อย่างไรก็ดี ข้าวเกรียบทอดหรือขนมข้าวประเภททอดที่รับประทานคู่กับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยังได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นราคาที่ผู้บริโภครู้สึกว่าจับต้องได้เมื่อเทียบกับขนมประเภทอื่น
รูปแบบบรรจุภัณฑ์ ความต้องการสินค้าแบบ ขนาดรับประทานต่อครั้ง(Single Portion) เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ไม่เพียงแต่ในสินค้าที่จำหน่ายในร้านสะดวกซื้อเท่านั้น แต่ยังรวมถึงสินค้าขนาดครอบครัว (family pack) ที่มีการแบ่งเป็นซองย่อยขนาดพอดีรับประทาน ซึ่งได้รับความนิยมมากขึ้นเช่นกัน
ต้นทุนวัตถุดิบข้าวพุ่งสูง ราคาข้าวที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตขนมข้าวซึ่งปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่สองปีก่อน ยังคงเป็นปัญหาสำคัญของอุตสาหกรรม ผู้ผลิตรายใหญ่หลายรายจึงเริ่ม ปรับเปลี่ยนสัดส่วนวัตถุดิบจากข้าวในประเทศไปใช้ข้าวนำเข้ามากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ในกรณีของ ข้าวเหนียว (Glutinous Rice) การใช้วัตถุดิบนำเข้ายังทำได้จำกัด ทำให้ผู้ผลิตยังคงต้องใช้ข้าวเหนียวภายในประเทศเป็นหลัก ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก
แนวโน้มตลาดในปี 2569 คาดว่าจำนวนรูปแบบหรือรสชาติใหม่ของสินค้ามาตรฐาน จะเพิ่มขึ้น ขณะที่ การเปิดตัวสินค้าใหม่ทั้งหมดจะมีจำนวนลดลง นอกจากนี้ สินค้าประเภทขนมข้าวแบบดั้งเดิมอาจมีจำนวนลดลง รูปแบบบรรจุภัณฑ์จะมีลักษณะคล้ายขนมขบเคี้ยวสมัยใหม่มากขึ้น(snack) มากขึ้น
จากต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น ผู้ผลิตบางรายอาจเปลี่ยนวัตถุดิบจากข้าวเหนียวไปใช้ข้าวเจ้า เพื่อลดต้นทุนในอนาคต
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย
ผู้ผลิตขนมข้าวในญี่ปุ่นหลายรายใช้ข้าวไทยเป็นวัตถุดิบ และยังมีสินค้าขนมข้าวที่ผลิตในประเทศไทยและส่งออกไปยังญี่ปุ่นด้วย ในปัจจุบัน ผู้บริโภคญี่ปุ่นสามารถยอมรับการปรับขึ้นราคาขนมข้าวได้ในระดับหนึ่ง กอปรกับราคาข้าวที่ผลิตในญี่ปุ่นปรับตัวสูงขึ้น ทำให้บริษัทญี่ปุ่นบางแห่งเริ่มเปลี่ยนมาใช้ข้าวนำเข้าแทนข้าวในประเทศมากขึ้น
แนวโน้มดังกล่าวอาจช่วยสนับสนุนการขยายตัวของการส่งออกข้าวไทยอย่างต่อเนื่อง และถือเป็นปัจจัยบวกสำหรับ เกษตรกรและผู้ส่งออกของไทย
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันญี่ปุ่นยังเผชิญกับความไม่แน่นอนด้านพลังงาน จากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลต่อเสถียรภาพในการนำเข้าน้ำมัน หากเกิดปัญหาการนำเข้าน้ำมัน อาจทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและการขนส่งสินค้าได้รับผลกระทบ ซึ่งอาจส่งผลต่อการนำเข้าและส่งออกสินค้าเกษตร รวมถึงข้าวและผลิตภัณฑ์ข้าวในระยะต่อไป
ข้อคิดเห็น / ข้อเสนอแนะของ สคต. (สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ)
การนำเข้าข้าวเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมแปรรูปของญี่ปุ่นโดยทั่วไปใช้ระบบ MA (Minimum Access) ซึ่งเป็นระบบที่ กระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงของญี่ปุ่นจัดซื้อข้าวจากต่างประเทศ แล้วจำหน่ายต่อให้ภาคเอกชน
ข้อสำคัญของระบบนี้คือ การนำเข้าผ่านระบบ MA จะไม่เสียภาษีนำเข้า แต่หากนำเข้าโดยไม่ผ่านระบบดังกล่าวจะต้องเสียภาษีสูงถึง 341 เยนต่อกิโลกรัม
ด้วยเหตุนี้ ข้าวราคาถูกที่ใช้ในอุตสาหกรรมแปรรูปเกือบทั้งหมดนำเข้าผ่านระบบ MA บริษัทญี่ปุ่นที่ต้องการใช้ข้าวนำเข้าสามารถ ระบุประเทศแหล่งผลิตที่ต้องการ และซื้อจากรัฐบาลได้ โดยกระทรวงเกษตรฯ จะเป็นผู้กำหนด ประเทศผู้ส่งออกและปริมาณการนำเข้า ตามความต้องการของภาคเอกชน ดังนั้น หากบริษัทญี่ปุ่นมีความต้องการใช้ ข้าวไทยเพื่อการแปรรูป ก็มีโอกาสที่จะมีการนำเข้าข้าวไทยเพิ่มขึ้น เพื่อเพิ่มความต้องการข้าวไทยในตลาดญี่ปุ่น ควรให้ความสำคัญกับ การควบคุม ความเสี่ยงด้านการปนเปื้อนของวัตถุดิบ (contamination) การรักษาคุณภาพที่เหมาะสมต่อการแปรรูป อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจะช่วยเสริมความเชื่อมั่นให้กับผู้ผลิตญี่ปุ่นและสนับสนุนการขยายตัวของการนำเข้าข้าวไทยในระยะยาว
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น
แปลและเรียบเรียงจาก
หนังสือพิมพ์ The Japan Food Journal วันที่ 2 มีนาคม 2569