fb
ตลาดชาสมุนไพรเติบโตต่อเนื่องในญี่ปุ่น
โดย
Pannee
ลงเมื่อ 28 ตุลาคม 2569 11:00
11

ตลาดชาสมุนไพรเติบโตต่อเนื่องในญี่ปุ่น

 

สตท. ณ เมืองฮิโรชิมา

        

         ชาเป็นเครื่องดื่มที่มีมาแต่ดั้งเดิมในญี่ปุ่น โดยเป็นประเภทชาเขียว (Green Tea) และ โฮจิฉะ Hojicha (Roasted green tea) ต่อมาในช่วงปลายสมัยเอโดะ ได้มีชาวฮอลแลนด์นำเข้าพืชสมุนไพรเช่น คาโมมายล์ (Chamomile) เข้าไปเผยแพร่ในญี่ปุ่น และในปี 1969 จึงได้เริ่มการนำเข้าชาสมุนไพรของบริษัทผู้ผลิตชาเก่าแก่ของเยอรมัน คือ บริษัท ปอมปาดูร์ (Pompadour)  จากนั้นมาชาสมุนไพรได้เริ่มหยั่งรากลึกในประเทศญี่ปุ่นโดยตลาดได้เกิดการขยายตัวซึ่งแบ่งได้เป็น 3 ระลอกใหญ่ กล่าวคือ

  1. ระลอกแรกเป็นยุคของ "กระแสความนิยมเครื่องหอม หรือ พ็อตพูรี (Potpourri Boom)" ในช่วงทศวรรษที่ 1980 ซึ่งได้เริ่มมีการนำสมุนไพรมาใช้ในชีวิตประจำวัน กระแสนิยมดังกล่าวเกิดขึ้นจากความชื่นชมต่อวิถีชีวิตที่หรูหราแบบตะวันตก จึงมีการใช้ "พ็อตพูรี" เพื่อดื่มด่ำกับกลิ่นหอมจากสมุนไพรแห้งและได้กลายเป็นกระแสที่ได้รับความนิยมอย่างมากโดยเฉพาะในกลุ่มผู้หญิง  จากวัฒนธรรมการชื่นชมกลิ่นหอมดังกล่าว ได้พัฒนาไปสู่การนำสมุนไพรแห้ง (เช่น ลาเวนเดอร์หรือคาโมมายล์) มาชงในน้ำร้อนเพื่อดื่ม ซึ่งกลายเป็นรสนิยมทันสมัยและเริ่มแพร่หลายเข้าไปในครัวเรือนทั่วไป

  2. การเปลี่ยนผ่านสู่ยุค "สุขภาพและผลิตภัณฑ์ออร์แกนิก" เกิดขึ้นในช่วงทศวรรษ 2000 จนถึงปัจจุบัน โดยบทบาทของชาสมุนไพรได้เปลี่ยนจากการเป็นเพียงเครื่องดื่มที่ทันสมัย ไปสู่การเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาวะที่มุ่งเน้นการดูแลทั้งร่างกายและจิตใจ ท่ามกลางสังคมที่เต็มไปด้วยความเครียดผู้คนต่างต้องการหาสิ่งทีช่วยผ่อนคลายความเครียด ประกอบกับกระแสความนิยมในการบริโภคผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติและออร์แกนิกที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้มีสินค้าเช่น ชาสมุนไพรแบบผสม (Blended herbal teas) ที่นำเสนอคุณประโยชน์เฉพาะด้าน เช่น "ช่วยให้ผิวพรรณงดงาม" "ช่วยให้นอนหลับสบาย" หรือ "ช่วยล้างสารพิษในร่างกาย" ฯลฯ 

  3. การเติบโตอย่างก้าวกระโดดที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 2020 โดยได้เกิดกระแสที่เรียกว่า " Caffeine Management” หรือ การจัดการปริมาณคาเฟอีน กล่าวคือ การควบคุมปริมาณคาเฟอีนที่ได้รับในแต่ละช่วงเวลาของวัน เพื่อช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้นและส่งเสริมสุขภาพโดยรวม เนื่องจากชาสมุนไพรส่วนใหญ่ไม่มีคาเฟอีนโดยธรรมชาติ จึงกลายเป็นทางเลือกยอดนิยมสำหรับการดื่มเพื่อเติมความชุ่มชื่นให้แก่ร่างกายในชีวิตประจำวัน แทนการดื่มกาแฟหรือชาเขียว 

     

ขนาดของตลาดชาสมุนไพรในญี่ปุ่นและแนวโน้ม

         ในปี 2024 ตลาดชาสมุนไพรในญี่ปุ่นคิดเป็นมูลค่าประมาณ 1.34 พันล้านเหรียญสหรัฐ คาดว่าจะขยาย ตัวเป็น ​​2.87 พันล้านเหรียญฯ ในปี 2033 โดยมีอัตราขยายตัวโดยเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ประมาณร้อยละ 8.76

         ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนการขยายตัวดังกล่าว คือ ความใส่ใจในสุขภาพของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น ทำให้มีความต้องการที่สูงขึ้นสำหรับเครื่องดื่มจากธรรมชาติที่ปราศจากคาเฟอีน รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่ช่วยส่งเสริมการผ่อนคลายและการนอนหลับที่ดีขึ้น

 

การพัฒนาของตลาดชาสมุนไพรในญี่ปุ่น

         ตลาดชาสมุนไพรในญี่ปุ่นกำลังพัฒนาในหลากหลายมิติ ได้แก่

  1. ความสนใจในอาหารออร์แกนิกและผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในหมู่ผู้บริโภคชาวญี่ปุ่น ผู้บริโภคที่มองหาทางเลือกด้านอาหารและเครื่องดื่มที่ปราศจากยาฆ่าแมลง ปุ๋ยเคมี และสารปรุงแต่งสังเคราะห์ ชาสมุนไพรจึงกลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีโอกาสทางการตลาดขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  ชาสมุนไพรระดับพรีเมียมที่ผลิตจากสมุนไพรออร์แกนิกหรือส่วนผสมจากธรรมชาติล้วน กำลังได้รับความนิยมในหมู่ผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ 

  2. จากกระแสความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มสูงขึ้น แบรนด์ต่างๆ จำนวนมากขึ้นจึงหันมาใช้บรรจุ-ภัณฑ์ที่ยั่งยืน เช่น วัสดุรีไซเคิลและถุงชาที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มมูลค่าแบรนด์และความสามารถในการแข่งขันในตลาดเท่านั้น แต่ยังสร้างโอกาสการเติบโตใหม่ๆ ในตลาดชาสมุนไพรของญี่ปุ่น

  3. เดิมผลิตภัณฑ์ชาสมุนไพรมักเน้นไปที่สารสกัดจากสมุนไพรแห้งเป็นส่วนใหญ่และการชงก็ต้องนำไปต้มในกาน้ำ แต่ในปัจจุบันผู้ผลิตได้พยายามพัฒนาผลิตภัณฑ์ชาสมุนไพรที่เตรียมง่ายและบริโภคได้สะดวกทั้งสำหรับดื่มในที่ทำงาน หรือระหว่างการเดินทางท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นชาแบบซอง แบบผง หรือชาบรรจุขวด รวมไปถึงชาสมุนไพรแบบสกัดเย็น (Cold-brew) และความหลากหลายเหล่านี้ได้ช่วยตอบโจทย์วิถีชีวิตของผู้บริโภคที่แตก ต่างกันไป และช่วยขยายฐานผู้บริโภคให้กว้างขึ้นอีกด้วย 

  4. ความหลากหลายของชาสมุนไพร นอกจากชาสมุนไพรซึ่งเป็นที่รู้จักและบริโภคกันแพร่หลายในญี่ปุ่น เช่น ชาคาโมมายล์และชาเปปเปอร์มินต์ (Peppermint) ยังมีชาตะไคร้ ชาขมิ้น ชากุหลาบป่า(rose hips) ชาขิง ชาลาเวนเดอร์ ชารอยบอส (Rooibos Tea) และยังได้เริ่มมีการแนะนำและจำหน่ายชาสมุนไพรใหม่ๆ เช่น ชาดอกอัญชัน ชามะตูม ชาจากรากของมาร์ชเมลโลว์ (Marshmallow root) ชาที่ผสมสมุนไพรหลายอย่างเข้าด้วยกัน (Blended herb tea) ฯลฯ                           

     

                                                                                                                                                                                              

    ข้อกำหนดพื้นฐานในการติดฉลากผลิตภัณฑ์

    ชาสมุนไพรจัดเป็นผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปสำหรับผู้บริโภคทั่วไป ซึ่งต้องมีข้อมูลต่อไปนี้ระบุบนฉลากผลิตภัณฑ์ 

    -ชื่อผลิตภัณฑ์: เช่น ชาสมุนไพร, ชาสมุนไพรผสม ฯลฯ

    -ส่วนประกอบ: รายการสมุนไพรหรือพืชที่ใช้ โดยเรียงลำดับตามน้ำหนักจากมากไปหาน้อย (ส่วนผสมเพิ่มเติมอื่นๆ ควรระบุแยกต่างหาก)

    -ประเทศต้นทางของวัตถุดิบ: ประเทศที่เป็นแหล่งกำเนิดของวัตถุดิบที่มีน้ำหนักมากที่สุด

    -ปริมาณสุทธิ: น้ำหนัก (หน่วยเป็นกรัม) หรือจำนวนซอง (เช่น 20 กรัม หรือ 1 กรัม × 20 ซอง)

    -วันที่ควรบริโภคก่อน (Best-Before Date): วันที่ผลิตภัณฑ์ยังคงรักษาคุณภาพไว้ได้ หากเก็บรักษาตามคำแนะนำที่ระบุไว้

    -คำแนะนำในการเก็บรักษา: แนวทางในการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์ เช่น หลีกเลี่ยงแสงแดดโดยตรง อุณหภูมิสูง และความชื้นสูง

    -ผู้จำหน่าย (หรือผู้ผลิต): ชื่อ (หรือชื่อบริษัท) และที่อยู่

     

     

    ทั้งนี้ มีข้อควรระวังสำหรับการติดฉลาก ได้แก่

    1. ข้อมูลโภชนาการ โดยหลักการ ผลิตภัณฑ์ประเภทชาได้รับการยกเว้นไม่ต้องแสดงข้อมูลโภชนาการ (เช่น ปริมาณพลังงานที่ได้รับจากการบริโภค ปริมาณโปรตีน ฯลฯ ) อย่างไรก็ตาม หากมีการระบุถึงสารอาหารบางชนิด หรือมีการกล่าวอ้าง เช่น "แคลอรีต่ำ" หรือ "ปราศจากน้ำตาล" ในกรณีเหล่านี้จะต้องแสดงข้อมูลโภชนาการด้วย

    2. ข้อห้ามในการกล่าวอ้างสรรพคุณทางยาหรือการรักษาโรค ภายใต้กฎหมายว่าด้วยเภสัชภัณฑ์และเครื่องมือแพทย์ (Pharmaceuticals and Medical Devices Act) และกฎหมายการแสดงฉลากอาหาร (Food Labeling Act) ห้ามมีการกล่าวอ้างสรรพคุณทางยาหรือการรักษาโรคบนบรรจุภัณฑ์ หรือเว็บไซต์หรือสื่อสังคมออนไลน์ เช่น การระบุว่า "มีประสิทธิภาพในการรักษาภาวะใดภาวะหนึ่งโดยเฉพาะ" หรือ "ช่วยรักษาโรค" หรือ "ช่วยแก้อาการนอนไม่หลับ เป็นต้น

    3. การแสดงข้อมูลสารก่อภูมิแพ้ หากผลิตภัณฑ์มีส่วนประกอบที่เป็นสารก่อภูมิแพ้ เช่น ส้ม แอปเปิ้ล หรือ "ส่วนประกอบที่ระบุไว้" อื่นๆตามที่กฎหมายกำหนด จะต้องระบุข้อมูลดังกล่าวไว้บนฉลากด้วย  

    4. ผลิตภัณฑ์ชาสมุนไพรจะต้องไม่มีส่วนประกอบที่ถูกห้ามใช้ ซึ่งได้แก่สารที่ถูกจัดประเภทเป็นส่วนประกอบทางยารวมอยู่ด้วย รวมทั้งส่วนประกอบที่ถูกกำหนดไว้ว่าจะต้องรายงานเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ อาทิ แบล็กโคฮอช (Black Cohosh)

     

    ข้อคิดเห็นสำหรับผู้ผลิตผู้ส่งออกไทย

           ตลาดชาสมุนไพรในญี่ปุ่นมีแนวโน้มที่จะขยายตัวต่อไป พร้อมกับความใส่ใจในสุขภาพและความต้องการผ่อนคลายร่างกายของผู้บริโภคในญี่ปุ่นที่เพิ่มมากขึ้นตามลำดับ ชาสมุนไพรใหม่ๆที่ไม่เคยเป็นที่รู้จักในญี่ปุ่นได้ถูกแนะนำเข้าสู่ตลาดและกระตุ้นกระแสความสนใจชาสมุนไพรให้มากขึ้น ไทยมีผลิตภัณฑ์ชาสมุนไพรหลายประเภทซึ่งมีศักยภาพในการนำเข้าสู่ตลาดญี่ปุ่น ทั้งนี้ พืชสมุนไพรที่ใช้จะต้องมีความปลอดภัย โดยเฉพาะการใช้สมุนไพรออร์กานิกจะเป็นจุดขายที่ดึงดูดผู้บริโภคได้ดี การผลิตต้องอยู่ภายใต้การควบคุมอย่างเข้มงวด มีคุณภาพมาตรฐานความปลอดภัยตามกฎระเบียบของญี่ปุ่น และประเด็นสำคัญที่ต้องระวังคือ นอกจากจะต้องมีข้อมูลที่กำหนดให้ระบุบนฉลากอย่างครบถ้วนแล้ว จะต้องไม่มีการระบุหรือกล่าวอ้างถึงสรรพคุณทางยา ไม่ว่าจะบนฉลากผลิตภัณฑ์หรือผ่านการโฆษณาทางสื่อต่างๆ  

                                                                                              ตุลาคม 2569

     

    ที่มาข้อมูล 

    (1) รายงานเรื่อง  “The herb tea market in Japan : Projected to grow to US$2.87 billion by 2033 / Driven by health-conscious trend” (日本ハーブティー市場:2033年に28億7,000万米ドル規模へ拡大予測|健康志向トレンドが牽引 ) โดย Report Ocean Co., Ltd (https://www.dreamnews.jp/press/0000343797) 

    (2) รายงานเรื่อง  “The factors driving growth in the herbal tea market and the emerging ways in which younger generations are engaging with caffeine” (ハーブティー市場が伸びる背景、若年層に広がるカフェインとの新しい付き合い方 ) โดย OKWAVE media  12 สค. 2026   (https://media.okwave.jp/c4003/p434023) 

    (3) เวปไซต์ O-cha.net ของ World Green Tea Association (公益財団法人世界緑茶協会 ) (https://www.o-cha.net/teacha/syurui/herbtea.html)

    (4) เวปไซต์ของ Japan Medical Herp Association (日本メディカルハーブ協会 ) (https://www.medicalherb.or.jp/ ) 

     

ตลาดชาสมุนไพรเติบโตต่อเนื่องในญี่ปุ่น.pdf
Share :
Instagram