
อินโดนีเซียกำลังขอรับการยกเว้นภาษีสำหรับการส่งออกน้ำมันปาล์มไปยังสหรัฐอเมริกา จากมาตรการภาษีใหม่ที่จัดเก็บภายใต้การสอบสวนตามมาตรา 301 (Section 301) กรณีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการใช้แรงงานบังคับ ตามการเปิดเผยของรัฐมนตรีประสานงานด้านเศรษฐกิจของอินโดนีเซีย
“เรากำลังขอให้น้ำมันปาล์มได้รับการยกเว้นภาษี ขณะนี้เรายังคงรอผล เนื่องจากกระบวนการสอบสวน [ในกรุงวอชิงตัน] ยังคงดำเนินอยู่” นายแอร์ลังกา ฮาร์ตาร์โต (Airlangga Hartarto) รัฐมนตรีประสานงานด้านเศรษฐกิจ กล่าวกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันจันทร์ พร้อมระบุว่า คำขอดังกล่าวของรัฐบาลอินโดนีเซียยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของทางการสหรัฐฯ
อินโดนีเซียเป็นผู้ผลิตและผู้ส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ (Crude Palm Oil: CPO) รายใหญ่ที่สุดของโลก
นายแอร์ลังกากล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลอินโดนีเซียได้ยื่นขออัตราภาษีร้อยละ 0 สำหรับสินค้าโภคภัณฑ์จากทรัพยากรธรรมชาติอื่น ๆ อีกหลายรายการ แต่ไม่ได้ระบุว่าสินค้าใดบ้าง
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ได้ประกาศใช้มาตรการภาษีใหม่ในอัตราร้อยละ 10–12.5 ภายใต้มาตรา 301 ของกฎหมายการค้าปี 1974 (Trade Act of 1974) ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่นำมาใช้ภายหลังจากศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยยกเลิกมาตรการภาษีตอบโต้แบบครอบคลุม (Reciprocal Tariffs) ที่ประกาศใช้ในปี 2025 เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
ผู้นำสหรัฐฯ ได้ประกาศใช้มาตรการภาษีล่าสุดเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่มาตรการภาษีชั่วคราวในอัตราร้อยละ 10 ที่ใช้บังคับทั่วโลกเป็นเวลา 150 วัน ภายใต้มาตรา 122 ของกฎหมายการค้าปี 1974 สิ้นสุดลง
นายแอร์ลังกากล่าวว่า สถานะของอินโดนีเซียในการสอบสวนด้านการค้าของสหรัฐฯ “อยู่ในเกณฑ์ที่ค่อนข้างเอื้ออำนวย” เมื่อเทียบกับประเทศคู่ค้าอื่น เนื่องจากอินโดนีเซียได้รับการประเมินว่าเป็นประเทศที่ปฏิบัติตามข้อกำหนดของสหรัฐฯ
ในฐานะ “ประเทศที่ปฏิบัติตามข้อกำหนด (Compliant Country)” อินโดนีเซียเป็นหนึ่งใน 17 ประเทศที่อยู่ภายใต้อัตราภาษีร้อยละ 10 ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่ขยายเพิ่มจากเดิมเพียง 6 ประเทศ และรวมถึงอินเดีย มาเลเซีย และไต้หวัน
ประเทศที่ไม่ได้ปฏิบัติตามข้อกำหนด (Noncompliant Countries) จะถูกจัดเก็บภาษีในอัตราร้อยละ 12.5
ตามเอกสารของสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ทั้ง 17 ประเทศที่ได้รับการจัดให้เป็นประเทศที่ปฏิบัติตามข้อกำหนด ล้วนมีนโยบายเพื่อป้องกันไม่ให้สินค้าที่ผลิตจากการใช้แรงงานบังคับเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของสหรัฐฯ
ส่วนประเทศที่ถูกจัดว่าไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนด ได้แก่ ออสเตรเลีย สิงคโปร์ และเกาหลีใต้ รวมถึงจีนและฮ่องกง ซึ่งสหรัฐฯ กล่าวหาว่าไม่สามารถป้องกันไม่ให้สินค้าที่ผลิตจากการใช้แรงงานบังคับเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ ได้
รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีทรัมป์ ยังอยู่ระหว่างการดำเนินการสอบสวนอีกคดีหนึ่งตามมาตรา 301 ต่ออินโดนีเซียและอีก 15 เขตเศรษฐกิจ ในประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกินในภาคการผลิต
นายแอร์ลังการะบุว่า รัฐบาลอินโดนีเซียได้ยื่นคำชี้แจงต่อทางการสหรัฐฯ เกี่ยวกับการสอบสวนดังกล่าวแล้ว แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม
สหรัฐอเมริกาเป็นหนึ่งในตลาดส่งออกที่สำคัญที่สุดของอินโดนีเซีย และเป็นตลาดที่สร้างดุลการค้าที่ไม่รวมสินค้า น้ำมันและก๊าซธรรมชาติสูงที่สุดให้กับอินโดนีเซีย จึงถือเป็นตลาดสำคัญสำหรับสินค้าส่งออกของประเทศ ตั้งแต่เครื่องนุ่งห่มไปจนถึงน้ำมันปาล์มและผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องจากน้ำมันปาล์ม
สำนักงานสถิติอินโดนีเซีย (BPS) เปิดเผยว่า ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 อินโดนีเซียเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ มูลค่าประมาณ 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
นายโจห์นี มาร์ธา (Johni Martha) อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงการค้าอินโดนีเซีย กล่าวเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคมว่า การกระจายตลาดส่งออกต้องใช้เวลา พร้อมเน้นย้ำว่ารัฐบาลอินโดนีเซียกำลังดำเนินการบริหารผลกระทบในภาพรวมของความตกลงว่าด้วยการค้าต่างตอบแทน (Agreement on Reciprocal Trade: ART) ที่ลงนามกับสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์
“ไม่มีสินค้าของอินโดนีเซียรายการใดที่แข่งขันโดยตรงกับสินค้าของสหรัฐฯ ดังนั้น ความตกลงนี้จะไม่สร้างภาระเพิ่มเติม และการเปิดตลาดให้สินค้าสหรัฐฯ เข้าถึงได้ง่ายขึ้นก็จะไม่ส่งผลให้เกิดการนำเข้าสินค้าจำนวนมหาศาลในทันที” นายโจห์นีกล่าว
“แต่ละกระทรวงมีภารกิจที่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม เมื่อเป็นเรื่องผลประโยชน์ของชาติ เราจำเป็นต้องสร้างความสมดุลที่เหมาะสม” เขากล่าวเสริม
ความเห็นจากสำนักงาน
อินโดนีเซียอยู่ระหว่างการเจรจากับสหรัฐฯ เพื่อขอให้ น้ำมันปาล์มและสินค้าโภคภัณฑ์จากทรัพยากรธรรมชาติได้รับการยกเว้นภาษีหรือใช้อัตราภาษี 0% ภายใต้มาตรการทางการค้าและการสอบสวนตาม Section 301 โดยปัจจุบันอินโดนีเซียถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่ “Compliant Country” และได้รับอัตราภาษี 10% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่เอื้ออำนวยเมื่อเทียบกับประเทศที่ถูกจัดเป็น Noncompliant ซึ่งต้องเผชิญอัตราภาษี 12.5% ทั้งนี้ น้ำมันปาล์มถือเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของอินโดนีเซีย โดยสหรัฐฯ เป็นหนึ่งในตลาดหลัก ขณะที่ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 อินโดนีเซียเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ ประมาณ 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จึงมีความพยายามอย่างมากในการรักษาความสามารถในการแข่งขันของสินค้าอินโดนีเซียในตลาดสหรัฐฯ ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวมีนัยสำคัญต่อการค้าไทย–อินโดนีเซีย โดยเฉพาะน้ำมันปาล์มและผลิตภัณฑ์ต่อเนื่อง เนื่องจากหากอินโดนีเซียสามารถผลักดันให้ CPO ได้รับการยกเว้นภาษีหรือได้รับอัตราภาษีต่ำ จะช่วยรักษาความสามารถในการแข่งขันของอินโดนีเซียในตลาดสหรัฐฯ และอาจทำให้เกิดแรงกดดันด้านราคาต่อผู้ผลิตและผู้ส่งออกปาล์มจากประเทศคู่แข่ง รวมถึงไทย อย่างไรก็ตาม หากสหรัฐฯ ยังคงใช้ประเด็น แรงงานบังคับและมาตรฐานห่วงโซ่อุปทาน เป็นเงื่อนไขทางการค้า จะเป็นโอกาสให้ไทยใช้จุดแข็งด้านมาตรฐานการผลิต การตรวจสอบย้อนกลับ และการพัฒนาสินค้าปาล์มที่มีมูลค่าเพิ่มในการสร้างความแตกต่าง จึงควรติดตามผลการเจรจา Section 301 และเงื่อนไขด้านแรงงานของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เนื่องจากผลการเจรจาอาจส่งผลต่อทิศทางราคาปาล์ม การแข่งขันด้านสินค้าเกษตร และโอกาสการส่งออกของไทยในตลาดสหรัฐฯ รวมถึงตลาดอินโดนีเซียในระยะต่อไป