fb
สหรัฐฯ จ่อเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากอียู 30%: ผลกระทบต่อเศรษฐกิจอิตาลีและโอกาสสำหรับไทย

สหรัฐฯ จ่อเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากอียู 30%: ผลกระทบต่อเศรษฐกิจอิตาลีและโอกาสสำหรับไทย

โดย
Suparat
ลงเมื่อ 18 กรกฎาคม 2568 05:00
สคต. ณ เมืองมิลาน (อิตาลี) (TTC, Milan (Italy))
100

เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2568 นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประกาศมาตรการภาษีนำเข้าแบบตอบโต้ (reciprocal tariff) ต่อสินค้าจากสหภาพยุโรปที่อัตรา 30% โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป การตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากสหรัฐฯ ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงทางการค้ากับสหภาพยุโรปได้ โดยทรัมป์ให้เหตุผลว่าเกิดจากความไม่สมดุลทางการค้าอย่างต่อเนื่องระหว่างสองฝ่าย โดยในปี 2567 มูลค่าการค้าระหว่างสหรัฐฯ และสหภาพยุโรปอยู่ที่ 1.68 ล้านล้านยูโร โดยสหภาพยุโรปได้ดุลการค้าสินค้ากว่า 198 พันล้านยูโร ขณะที่ขาดดุลในภาคบริการ 148 พันล้านยูโร ส่งผลให้โดยรวมแล้ว สหภาพยุโรปยังได้เปรียบดุลการค้าอยู่ที่ 50 พันล้านยูโร นอกจากนี้ สถาบันการเงิน Goldman Sachs วิเคราะห์ว่าอาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อเศรษฐกิจยูโรโซน โดยมีแนวโน้มทำให้ GDP หดตัวลงถึง 1.2%

Capture.JPG

อย่างไรก็ตาม ตัวแทนสหภาพยุโรปได้มีการเจรจากับตัวแทนสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง โดยได้ยื่นข้อเสนอหลากหลายเพื่อพยายามหลีกเลี่ยงสงครามการค้าเต็มรูปแบบ ตั้งแต่การจำกัดภาษีไว้ไม่เกิน 10% การลดหย่อนภาษีในบางภาคส่วน โดยตั้งเป้าหมายให้ได้ข้อสรุปภายในต้นเดือนสิงหาคม 2568 อย่างไรก็ตาม หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ มาตรการภาษีโต้กลับระลอกแรกมูลค่า 21,000 ล้านยูโร ที่มีอัตราภาษีระหว่าง 10 ถึง 25% จะถูกบังคับใช้ในวันที่ 6 สิงหาคม เพื่อตอบโต้ภาษีของสหรัฐฯ ต่อสินค้าเหล็กและอะลูมิเนียม นอกจากนี้ ยังมีชุดภาษีโต้กลับระลอกที่สองมูลค่า 72,000 ล้านยูโร ที่อยู่ในการพิจารณาของทั้ง 27 ประเทศสมาชิก พร้อมโจมตีภาคอุตสาหกรรมและเกษตรอาหารของสหรัฐฯ รวมถึงอาหารแปรรูป เครื่องยนต์ รถ SUV ฯลฯ  

นอกจากนี้ สหภาพยุโรปพร้อมเสนอโมเดลข้อตกลง “ดีลล็อบสเตอร์” (Lobster Deal) ที่เคยประสบผลสำเร็จในปี 2563 เมื่อสหภาพยุโรปยกเลิกภาษีล็อบสเตอร์สหรัฐฯ แลกกับการลดภาษีสินค้าหลายรายการของยุโรป ขณะเดียวกันยังเสนอเพิ่มการจัดซื้ออาวุธและพลังงานจากสหรัฐฯ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากข้อตกลงระยะยาวระหว่างบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ของอิตาลี Eni กับบริษัทพลังงานสหรัฐฯ Venture Global ในการนำเข้าก๊าซ LNG จากรัฐลุยเซียนาจำนวน ล้านตัน/ปี เป็นเวลา 20 ปี โดยเริ่มส่งมอบช่วงปลายทศวรรษนี้ ทั้งนี้ หากข้อเสนอเหล่านี้ไม่บรรลุผล ผู้นำยุโรปอย่างฝรั่งเศสยังเสนอให้ดำเนินมาตรการภาษีกับบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ (Big Tech) และนำกลไกต่อต้านการบีบบังคับมาใช้ (Anti-Coercion Instrument) เพื่อแช่แข็งการลงทุนของสหรัฐฯ ในยุโรป

ผลกระทบของอัตราภาษีนำเข้า 30% ต่อเศรษฐกิจอิตาลี

นาย Giancarlo Giorgetti รัฐมนตรีเศรษฐกิจของอิตาลี มองว่า อัตราภาษีเกิน 10% เป็นระดับที่สหภาพยุโรปไม่สามารถแบกรับได้ ด้านสมาพันธ์อุตสาหกรรมอิตาลี (Confindustria) ประเมินว่า หากอัตราภาษีเพิ่มขึ้นเป็น 30% อิตาลีอาจสูญเสียการส่งออกไปยังสหรัฐฯ มูลค่าสูงถึง 38 พันล้านยูโร จากยอดการส่งออกปัจจุบันที่ 65 พันล้านยูโร นอกจากนี้ ค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนตัวลงราว 13% ตั้งแต่ต้นปี 2568 ทำให้ต้นทุนในการส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ เพิ่มสูงขึ้น โดยคาดว่าภาษีในระดับ 10% จะทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นถึง 23% เมื่อเทียบกับปี 2566 ซึ่งอาจส่งผลให้สูญเสียการส่งออกประมาณ 20 พันล้านยูโร 

ภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือลอมบาร์เดีย (Lombardia) เอมีเลีย-โรมาญญา (Emilia Romagna) และทอสคานา (Toscana) ซึ่งมีภาคการผลิตที่เข้มแข็ง โดย 99% ของสินค้าที่ได้รับผลกระทบในภูมิภาคเหล่านี้เป็นสินค้าอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องจักรกล นอกจากนี้ ผู้ประกอบการบางรายเริ่มชะลอหรือระงับการลงทุนที่เคยวางแผนไว้ ขณะที่ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจเพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน โดยระดับความไม่แน่นอนโดยรวมในขณะนี้สูงกว่าช่วงวิกฤตโควิด-19 และครัวเรือนมีแนวโน้มออมเงินมากขึ้น 

อิตาลีนั้นมีดุลการค้าเกินดุลกับสหรัฐฯ อยู่ที่ 44,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งหากการเจรจาไม่บรรลุผล ภาคเกษตรและอาหารของอิตาลีจะเป็นภาคที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ตามการวิเคราะห์ของสมาพันธ์เกษตรกรอิตาลี (Cia-Agricoltori Italiani) ระบุว่าสินค้าที่อาจได้รับผลกระทบมากที่สุดได้แก่ ไวน์ Chianti และ Amarone, Barbera, Friulano และ Ribolla ชีส Pecorino Romano และไวน์ Prosecco นอกจากนี้ สหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกไวน์ที่ใหญ่ที่สุดของอิตาลี โดยในปี 2567 มีรายได้จากการส่งออกประมาณ 1.9 พันล้านยูโร ไวน์หลากหลายประเภทยังต้องพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ เช่น ไวน์ขาวจากแคว้น Trentino-Alto Adige และ Friuli-Venezia Giulia ซึ่งส่งออกไปยังสหรัฐฯ คิดเป็น 48% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด

ตามการประเมินของ Coldiretti สมาพันธ์เกษตรกรรายย่อยแห่งชาติของอิตาลี อีกปัญหาที่น่ากังวลคือการลอกเลียนแบบสินค้าอิตาเลียน ซึ่งปัจจุบันสหรัฐฯ เป็นผู้ผลิตอาหารปลอม Made in Italy รายใหญ่ที่สุดของโลก (มูลค่าตลาดกว่า 40 พันล้านยูโร) การหายไปของผลิตภัณฑ์จริงจากตลาดจะยิ่งส่งเสริมอุตสาหกรรมปลอมแปลงมากยิ่งขึ้น การขึ้นภาษีใหม่นี้อาจส่งผลให้สินค้าหลักของ Made in Italy ถูกเก็บภาษีที่ 45% สำหรับชีส 35% สำหรับไวน์ 42% สำหรับมะเขือเทศแปรรูป 36% สำหรับพาสต้าที่มีสอดไส้ และ 42% สำหรับแยมและผลิตภัณฑ์แปรรูปผลไม้ 

ธนาคารกลางอิตาลีได้รายงานว่า 43% ของสินค้าที่ส่งออกไปสหรัฐฯ เป็นสินค้าระดับพรีเมียม และอีก 49% เป็นระดับกลาง ซึ่งหมายถึงกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูง อย่างไรก็ตาม บริษัทต่างๆ ในอิตาลี ก็ยังพอมีเงินกำไรที่ช่วยรับภาระได้บ้าง เนื่องจากยอดขายสินค้าที่ส่งไปสหรัฐฯ คิดเป็น 5.5% ของรายได้รวมของบริษัท และบริษัทมีกำไรเฉลี่ยประมาณ 10% จากยอดขายทั้งหมด

ทั้งนี้ จากข้อมูลของ Global Trade Atlas ปี 2568 (ม.ค.-พ.ค.) อิตาลีส่งออกไปยังสหรัฐฯ มูลค่าทั้งหมด 3.14 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ (ขยายตัว 7.15%) ในขณะที่อิตาลีนำเข้าจากสหรัฐฯ มูลค่าทั้งหมด 1.28 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ (ขยายตัว 9.09%) ซึ่งทำให้อิตาลีได้ดุลการค้าจากสหรัฐฯ 1.86 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ

สำหรับสินค้าที่อิตาลีส่งออกไปยังสหรัฐฯ มากที่สุด 5 อันดับแรก ในปี 2568 (ม.ค.-พ.ค.) ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ทางเภสัชกรรม (มูลค่าการส่งออก 7.30 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัว 80.77%) เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ บอยเลอร์ เครื่องจักร เครื่องใช้กล และส่วนประกอบของเครื่องดังกล่าว (มูลค่าการส่งออก 5.73 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หดตัว -8.16%) ยานบกนอกจากรถที่เดินบนรางรถไฟหรือรางรถรางฯ (มูลค่าการส่งออก 1.73 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หดตัว -29.91%) เครื่องจักรไฟฟ้าและเครื่องอุปกรณ์ไฟฟ้า (มูลค่าการส่งออก 1.63 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัว 5.89%) และเรือและสิ่งก่อสร้างลอยน้ำ (มูลค่าการส่งออก 1.54 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัว 17.84%)

ในขณะเดียวกัน สินค้าที่อิตาลีนำเข้าจากสหรัฐฯ มากที่สุด 5 อันดับแรก ในปี 2568 (ม.ค.-พ.ค.) ได้แก่ เคมีภัณฑ์อินทรีย์ (มูลค่าการนำเข้า 3.39 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัว 21.98%) เชื้อเพลิงที่ได้จากแร่ น้ำมันแร่ และผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นสิ่งดังกล่าว สารบิทูมินัส ไขที่ได้จากแร่ (มูลค่าการนำเข้า 2.60 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัว 0.82%) เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ บอยเลอร์ เครื่องจักร เครื่องใช้กล และส่วนประกอบของเครื่องดังกล่าว (มูลค่าการนำเข้า 1.42 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัว 11.83%) ไข่มุกธรรมชาติหรือไข่มุกเลี้ยง รัตนชาติหรือกึ่งรัตนชาติ โลหะมีค่า โลหะที่หุ้มติดด้วยโลหะมีค่า และของที่ทำด้วยของดังกล่าว เครื่องเพชรพลอยและรูปพรรณที่เป็นของเทียม เหรียญกษาปณ์ (มูลค่าการนำเข้า 782 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัว 21.08%) และ ผลิตภัณฑ์ทางเภสัชกรรม (มูลค่าการนำเข้า 693 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัว 4.61%)

ความคิดเห็นของสคต. ณ เมืองมิลาน

1. นโยบายของสหรัฐฯ ที่ตั้งกำแพงภาษีในระดับสูงต่อสินค้านำเข้าจากสหภาพยุโรป กำลังผลักดันให้บริษัทอิตาเลียนจำนวนมากพิจารณานำเข้าสินค้าจากประเทศทางเลือก เพื่อชดเชยรายได้จากการส่งออกไปยังสหรัฐฯ ที่ได้รับผลกระทบ แม้มาตรการภาษีของสหรัฐฯ จะไม่กระทบการส่งออกจากสหรัฐฯ ไปยังอิตาลีโดยตรง แต่หากสหภาพยุโรปใช้มาตรการตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ (counter-tariffs) ก็จะทำให้ราคาสินค้าอเมริกันในตลาดยุโรปพุ่งสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลลบต่อการส่งออกของสหรัฐฯ ไปยังสหภาพยุโรปรวมถึงอิตาลีเช่นกัน 

2. หากสหภาพยุโรปตัดสินใจตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ บริษัทและผู้ประกอบการในอิตาลีจำนวนมากอาจหันไปพึ่งพาการนำเข้าสินค้าจากภูมิภาคอื่น เช่น เอเชีย หรือมองหา supplier จากประเทศใหม่ๆ เพื่อลดต้นทุนและหลีกเลี่ยงความไม่แน่นอนสถานการณ์นี้เปิดโอกาสให้ผู้ส่งออกไทยเข้ามาเติมเต็มช่องว่างในตลาดอิตาลี/ยุโรป โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่อาจได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษี เช่น ผลิตภัณฑ์เภสัชกรรม เครื่องประดับและอัญมณี ตลอดจนเครื่องจักรอุตสาหกรรม หากสินค้าจากไทยสามารถแข่งขันได้ทั้งด้านคุณภาพและราคา ไทยก็มีศักยภาพที่จะกลายเป็นหนึ่งในทางเลือกหลักของผู้นำเข้าในยุโรป

3. ในปี 2568 (ม.ค.-พ.ค.) สินค้าที่ไทยส่งออกไปยังอิตาลีมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ (มูลค่าการส่งออก 136.32 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หดตัว -5.45%) อัญมณีและเครื่องประดับ (มูลค่าการส่งออก 129.70 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัว 3.56%) รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ (มูลค่าการส่งออก 103.26 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัว 0.21%) อาหารสัตว์เลี้ยง (มูลค่าการส่งออก 77.12 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัว 10.20%) และผลิตภัณฑ์ยาง (มูลค่าการส่งออก 50.61 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัว 7.10%) 

4. ไทยอยู่ระหว่างการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับสหภาพยุโรป ซึ่งตั้งเป้าว่าจะเร่งเจรจาให้จบภายในปีนี้ ซึ่งหากสำเร็จ คาดว่าสหภาพยุโรป/อิตาลี จะเป็นตลาดศักยภาพสำคัญของไทย ซึ่งจะมีมูลค่าการค้าระหว่างกันเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะอิตาลี ซึ่งปัจจุบันเป็นตลาดส่งออกของไทยอันดับที่ 3 ในสหภาพยุโรป (รองจากเนเธอร์แลนด์ และเยอรมนี)

 

ที่มา: 1. https://www.consilium.europa.eu/en/infographics/eu-us-trade/

 

2. https://tg24.sky.it/mondo/2025/07/16/dazi-trump-usa-ue-ultime-notizie 

 

3. https://www.ilsole24ore.com/art/trump-l-ue-potremmo-raggiungere-accordo-AHyTzOlB

 

4https://tg24.sky.it/economia/2025/07/15/dazi-trump-tariffe-usa-ue-italia?card=3

 

5. Global Trade Atlas

 

6. Photo by Caroline Roose on Unsplash

 

7. ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือกับกรมศุลกากร

 

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองมิลาน 

  1. 18 กรกฎาคม 2568

ข่าวเด่นประจำเดือนกรกฎาคม 68 (ข่าวที่ 2).pdf
Share :
Instagram