fb
นายกฯ แคนาดาเร่งกระชับความสัมพันธ์ยุโรป มุ่งสร้างพันธมิตรแห่งอนาคต

นายกฯ แคนาดาเร่งกระชับความสัมพันธ์ยุโรป มุ่งสร้างพันธมิตรแห่งอนาคต

โดย
Petra
ลงเมื่อ 21 กันยายน 2569 14:00
สคต. ณ นครแวนคูเวอร์ (แคนาดา) (TTC, Vancouver (Canada))
2

นายมาร์ค คาร์นีย์นายกรัฐมนตรีแคนาดา เดินหน้ากระชับความสัมพันธ์กับสหภาพยุโรป (EU) อย่างต่อเนื่อง โดยเสนอแนวคิดการจัดตั้ง “Alliance for the Future” หรือ “พันธมิตรแห่งอนาคต” ระหว่างแคนาดาและสหภาพยุโรป เพื่อยกระดับความร่วมมือให้ครอบคลุมมากกว่าความสัมพันธ์ทางการค้าภายใต้ความตกลงการค้าเสรี Canada-European Union Comprehensive Economic and Trade Agreement (CETA) ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์เศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะความตึงเครียดทางการค้าระหว่างแคนาดาและสหรัฐฯ 

นายคาร์นีย์ กล่าวระหว่างการเยือนเมือง Strasbourg ประเทศฝรั่งเศส และการกล่าวสุนทรพจน์ต่อรัฐสภายุโรป เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 ว่า แคนาดาต้องการสร้างความร่วมมือกับประเทศพันธมิตรที่ช่วยเสริมสร้างอธิปไตยและความสามารถในการรับมือกับความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลก พร้อมเน้นว่าแคนาดาและยุโรปเป็นพันธมิตรที่มีความสัมพันธ์ระยะยาว โดยความร่วมมือดังกล่าวจะตั้งอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์และค่านิยมร่วมกัน มากกว่าการแข่งขั นในลักษณะที่ฝ่ายหนึ่งได้ประโยชน์จากความเสียหายของอีกฝ่ายหนึ่ง

ท่าทีดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ วิพากษ์วิจารณ์แนวคิดที่แคนาดาจะสร้างความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ EU และขู่ใช้มาตรการภาษีเพิ่มเติม หากเห็นว่าความตกลงดังกล่าวส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม นายคาร์นีย์ ยืนยันว่า การแสวงหาความร่วมมือกับยุโรปไม่ได้เป็นการลดทอนสถานะความเป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ แต่จะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งและความเป็นอิสระทางเศรษฐกิจของแคนาดา

นางอัวร์ซูลา ฟ็อน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรปได้เสนอแนวคิดเปิดทางให้แคนาดาเป็น “associate member” ของ EU ซึ่งหากเกิดขึ้นจะถือเป็นรูปแบบความสัมพันธ์ใหม่ที่ยังไม่เคยมีมาก่อน อย่างไรก็ตาม นายคาร์นีย์ ระบุว่า แคนาดาไม่ได้ต้องการเข้าเป็นสมาชิก EU อย่างเต็มรูปแบบ และเห็นว่า ความร่วมมือมีความสำคัญมากกว่าชื่อเรียกหรือสถานะทางกฎหมาย โดยรายละเอียดของกรอบความร่วมมือยังต้องมีการกำหนดร่วมกันต่อไป

รัฐบาลแคนาดามองว่า ความร่วมมือในอนาคตควรขยายไปยังอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีเชิงยุทธศาสตร์ ได้แก่ แร่ธาตุสำคัญ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ พลังงาน ปัญญาประดิษฐ์ และโครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผล เทคโนโลยีอวกาศ ตลอดจนบริการทางการเงินและระบบการชำระเงิน นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังหารือถึงการพัฒนาไปสู่การค้าดิจิทัลที่มีความคล่องตัวมากขึ้นสำหรับสินค้านอกภาคเกษตรและบริการหลายประเภท ซึ่งทั้งแคนาดาและ EU มีศักยภาพที่สามารถเสริมซึ่งกันและกัน โดย EU มีจุดแข็งด้านขนาดตลาด การวิจัย เทคโนโลยี การผลิตขั้นสูง และการกำหนดมาตรฐานสากล ขณะที่แคนาดามีความได้เปรียบด้านพลังงาน แร่ธาตุสำคัญ เทคโนโลยีอวกาศ AI ควอนตัม และระบบการเงินที่มีความแข็งแกร่ง

ปัจจุบัน EU ถือเป็นคู่ค้าสินค้าและบริการรายใหญ่อันดับ 2 ของแคนาดารองจากสหรัฐฯ โดยในปี 2568 การค้าสินค้าและบริการระหว่างแคนาดาและ EU มีมูลค่ารวมประมาณ 178.6 พันล้านดอลลาร์แคนาดา นอกจากนี้ EU ยังเป็นแหล่งการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่สำคัญของแคนาดา ขณะที่ความตกลง CETA ซึ่งมีผลบังคับใช้ชั่วคราวตั้งแต่ปี 2560 ได้ช่วยลดอุปสรรคทางการค้าและสนับสนุนการขยายตัวของธุรกิจระหว่างสองภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง

 

ข้อคิดเห็น สคต. การเร่งกระชับความสัมพันธ์ระหว่างแคนาดาและ EU สะท้อนให้เห็นถึงทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของแคนาดาที่ให้ความสำคัญมากขึ้นกับการกระจายตลาดและห่วงโซ่อุปทาน เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดส่งออกและคู่ค้าหลักของประเทศ แนวโน้มดังกล่าวอาจส่งผลให้แคนาดาเปิดกว้างต่อการสร้างความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนกับประเทศและภูมิภาคอื่นมากขึ้นในระยะต่อไป แม้การยกระดับความสัมพันธ์กับ EU อาจทำให้สินค้าและบริการจากยุโรปสามารถเข้าถึงตลาดแคนาดาได้สะดวกขึ้น และเพิ่มการแข่งขันกับสินค้าจากประเทศที่สาม รวมถึงไทย แต่ในอีกด้านหนึ่ง นโยบายกระจายความเสี่ยงของแคนาดาก็อาจสร้างโอกาสให้ผู้ส่งออกไทย ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยควรเตรียมความพร้อมด้านมาตรฐาน ความปลอดภัย การตรวจสอบย้อนกลับ และความยั่งยืนของสินค้า เพื่อให้สามารถแข่งขันและเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของตลาดแคนาดา ควบคู่กับการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

Share :
Instagram