fb
เวียดนามยกระดับการควบคุมมาตรฐานอาหาร  บังคับผลิตภัณฑ์อาหารต้องประกาศมาตรฐานก่อนออกสู่ตลาด

เวียดนามยกระดับการควบคุมมาตรฐานอาหาร บังคับผลิตภัณฑ์อาหารต้องประกาศมาตรฐานก่อนออกสู่ตลาด

โดย
Tran
ลงเมื่อ 06 กุมภาพันธ์ 2569 17:01
สคต. ณ นครโฮจิมินห์ (เวียดนาม) (TTC, Ho Chi Minh City (Vietnam))
2

เนื้อข่าว 

รัฐบาลเวียดนามได้ออกมติเลขที่ 66.13/2026/NQ-CP (Resolution No. 66.13/2026/NQ-CP on the Announcement of Applicable Standards and the Registration of Declarations for Food Products) ลงวันที่ 27 มกราคม 2569 ว่าด้วยการประกาศมาตรฐานที่ใช้กับผลิตภัณฑ์อาหารและการจดทะเบียนการแสดงรายการข้อมูลผลิตภัณฑ์อาหาร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับระบบการกำกับดูแลด้านความปลอดภัยอาหาร และเสริมสร้างความโปร่งใสในกระบวนการควบคุมมาตรฐานสินค้าอาหารในตลาดเวียดนาม มติดังกล่าวครอบคลุมอาหารแปรรูปบรรจุสำเร็จ วัตถุเจือปนอาหาร สารช่วยในกระบวนการแปรรูปอาหาร รวมถึงบรรจุภัณฑ์และอุปกรณ์ที่สัมผัสอาหารโดยตรง ในกรณีที่ยังไม่มีมาตรฐานด้านคุณภาพหรือความปลอดภัยที่กำหนดไว้อย่างชัดเจน หรือยังไม่มีหน่วยงานที่รับรองความสอดคล้องกับมาตรฐานทางเทคนิคระดับชาติ (National Technical Standards)ตามที่กฎหมายกำหนด

image.png

 

นอกจากนี้ มติดังกล่าวยังครอบคลุมผลิตภัณฑ์ด้านโภชนาการและสุขภาพหลายประเภท ได้แก่ สารอาหารจำพวกวิตามินและแร่ธาตุ (Micronutrients) อาหารเพื่อสุขภาพ อาหารโภชนาการสำหรับผู้ป่วย อาหารสูตรเฉพาะสำหรับผู้ที่มีข้อจำกัดด้านอาหาร ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับเด็กเล็กอายุไม่เกิน 3 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่มีความอ่อนไหวต่อผู้บริโภคและจำเป็นต้องอยู่ภายใต้การควบคุมมาตรฐานอย่างเข้มงวด

ในส่วนของขั้นตอนการประกาศมาตรฐานที่ใช้กับผลิตภัณฑ์อาหาร มติได้กำหนดให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้าสินค้าที่นำสินค้าออกจำหน่ายในตลาดเวียดนาม ต้องแจ้งและประกาศมาตรฐานของผลิตภัณฑ์สำหรับ อาหารแปรรูป วัตถุเจือปนอาหาร สารช่วยในกระบวนการแปรรูปอาหาร และบรรจุภัณฑ์และอุปกรณ์ที่สัมผัสอาหารโดยตรง ในกรณีที่ยังไม่มีมาตรฐานทางเทคนิคหรือวิธีการประเมินความสอดคล้องรองรับ ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หรือวิตามินและแร่ธาตุที่ไม่มีการเผยแพร่คำเตือนด้านสุขภาพยังคงต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านการประกาศมาตรฐานเช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ดี มติได้กำหนดข้อยกเว้นสำหรับสินค้าบางประเภท ได้แก่ สินค้าและวัตถุดิบที่ใช้ เฉพาะในการผลิตเพื่อการส่งออก วัตถุดิบหรือสินค้ากึ่งสำเร็จรูปที่ใช้เฉพาะภายในองค์กรและไม่จำหน่ายในตลาดเวียดนาม สินค้านำเข้าที่ใช้เพื่อการให้ความช่วยเหลือ (Aid Purposes) สินค้าที่ใช้เพื่อการทดสอบก่อนวางจำหน่าย (Product Testing) และสินค้าที่ใช้เพื่อการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งสินค้าในกลุ่มดังกล่าวไม่อยู่ภายใต้ข้อกำหนดให้ยื่นประกาศมาตรฐาน

ในส่วนของขั้นตอนการยื่นเอกสารและการเปิดเผยข้อมูล องค์กรและบุคคลต้องยื่นเอกสารประกอบการประกาศมาตรฐาน (Standard Publication Dossier) ผ่านช่องทางที่กฎหมายกำหนด เช่น ระบบบริการสาธารณะแห่งชาติ (National Public Service Portal) ระบบศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จแห่งชาติ (National One-Stop Information Portal) หน่วยงานรัฐระดับกระทรวงหรือระดับจังหวัด และการยื่นเอกสารโดยตรงต่อหน่วยงานรัฐที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการประชาชนระดับจังหวัด โดยหากภายในระยะเวลา 15 วัน นับแต่วันที่รับคำขอ หน่วยงานรัฐมิได้แสดงความเห็นเป็นลายลักษณ์อักษรจะถือว่าเอกสารได้รับการรับรองและต้องดำเนินการเผยแพร่เอกสารการประกาศบนเว็บไซต์หรือระบบบริการสาธารณะออนไลน์ของหน่วยงาน ภายหลังจากเอกสารได้รับการเผยแพร่แล้ว ผู้ประกอบการสามารถแสดงข้อมูลมาตรฐานบนฉลากสินค้า บรรจุภัณฑ์เอกสารแนบ สื่อหรือเว็บไซต์ขององค์กร และสามารถเริ่มผลิตและจำหน่ายสินค้าได้ตามกฎหมาย ทั้งนี้ ผู้ประกอบการต้องรับผิดชอบต่อความถูกต้องของเอกสาร รวมถึงคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้า

สำหรับกรณีที่องค์กรมีโรงงานผลิตมากกว่าหนึ่งแห่งและผลิตสินค้าประเภทเดียวกัน ให้ยื่นเอกสารต่อหน่วยงานรัฐเพียงแห่งเดียว และต้องใช้หน่วยงานเดิมสำหรับการยื่นในครั้งถัดไป ขณะเดียวกัน เอกสารทั้งหมดต้องจัดทำเป็นภาษาเวียดนาม หากเอกสารต้นฉบับเป็นภาษาอังกฤษต้องแปลเป็นภาษาเวียดนาม และผู้ยื่นเอกสารต้องรับผิดชอบต่อความถูกต้องของคำแปล

ในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงชื่อสินค้า แหล่งกำเนิด หรือส่วนประกอบหลัก ผู้ประกอบการต้อง ยื่นประกาศมาตรฐานใหม่ ส่วนการเปลี่ยนแปลงในประเด็นอื่นสามารถแจ้งเป็นหนังสือต่อหน่วยงานรัฐ และ สามารถจำหน่ายสินค้าได้ทันทีหลังการแจ้ง นอกจากนี้ มติยังกำหนดให้ผู้ประกอบการที่จำหน่ายสินค้าอาหารผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ต้องเปิดเผยข้อมูลมาตรฐานของผลิตภัณฑ์อย่างชัดเจนต่อผู้บริโภคในเวียดนาม เพื่อเสริมสร้างความโปร่งใสในตลาดออนไลน์

ทั้งนี้ มติเลขที่ 66.13/2026/NQ-CP มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 27 มกราคม 2569 จนกว่าจะมี กฎหมายฉบับใหม่มาแทนที่กฎหมายว่าด้วยความปลอดภัยอาหาร(Law on Food Safety) ลงวันที่ 17 มิถุนายน 2553 แต่ไม่เกินวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570

 (แหล่งที่มา https://thesaigontimes.vn/ ฉบับวันที่ 29 มกราคม 2569)

วิเคราะห์ผลกระทบ

รัฐบาลเวียดนามได้ประกาศใช้มติเลขที่ 66.13/2026/NQ-CP ว่าด้วยการประกาศมาตรฐานที่ใช้กับผลิตภัณฑ์อาหารและการจดทะเบียนการแสดงรายการข้อมูลผลิตภัณฑ์อาหาร ซึ่งนับเป็นพัฒนาการสำคัญในการปรับปรุงกรอบกฎหมายด้านความปลอดภัยอาหารให้มีความทันสมัย โปร่งใส และสอดคล้องกับโครงสร้างตลาดที่มีความซับซ้อนมากขึ้นในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลและการขยายตัวของช่องทางการค้า โดยมาตรการดังกล่าวสะท้อนแนวทางเชิงนโยบายของรัฐในการเสริมสร้างธรรมาภิบาลด้านมาตรฐานสินค้าควบคู่กับการยกระดับความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและพันธมิตรทางการค้าในระดับนานาชาติ

ภายใต้มติดังกล่าว ขอบเขตการกำกับดูแลครอบคลุมผลิตภัณฑ์อาหารเกือบทุกกลุ่มที่มีการจำหน่ายในตลาดเวียดนาม ตั้งแต่อาหารแปรรูปบรรจุสำเร็จ วัตถุเจือปนอาหาร สารช่วยในกระบวนการแปรรูปอาหาร รวมถึงบรรจุภัณฑ์และอุปกรณ์ที่สัมผัสอาหารโดยตรง ในกรณีที่ยังไม่มีมาตรฐานทางเทคนิคหรือกลไกการประเมินความสอดคล้องที่ชัดเจน ตลอดจนผลิตภัณฑ์เฉพาะทางด้านโภชนาการและสุขภาพ เช่น วิตามินและแร่ธาตุ อาหารเพื่อสุขภาพ อาหารโภชนาการสำหรับผู้ป่วย อาหารสูตรเฉพาะสำหรับผู้ที่มีข้อจำกัดด้านอาหาร ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับเด็กเล็กอายุไม่เกิน 3 ปี การกำหนดขอบเขตที่ครอบคลุมเช่นนี้ช่วยลดช่องว่างทางกฎระเบียบและเสริมสร้างการคุ้มครองผู้บริโภคในด้านสุขภาพและความปลอดภัยอย่างมีประสิทธิภาพ

ในเชิงปฏิบัติ มติกำหนดให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้าที่นำสินค้าออกสู่ตลาดต้องรับผิดชอบต่อการประกาศมาตรฐานที่ใช้กับผลิตภัณฑ์อาหาร พร้อมจัดเตรียมเอกสารและผลการตรวจวิเคราะห์ที่ถูกต้อง เป็นปัจจุบัน และสะท้อนคุณภาพที่แท้จริงของสินค้า ซึ่งนับเป็นการยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลเมื่อเทียบกับกรอบกฎหมายเดิมที่ยังเปิดช่องให้ใช้ข้อมูลการทดสอบที่ล้าสมัย ส่งผลให้ระบบกำกับดูแลมีความโปร่งใสยิ่งขึ้น และช่วยเพิ่มความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทานอาหารตลอดจนสนับสนุนการแข่งขันที่เป็นธรรมในตลาด

อย่างไรก็ตาม ในระยะเริ่มต้นของการบังคับใช้มาตรการดังกล่าวอาจก่อให้เกิดภาระด้านต้นทุนการปฏิบัติตามกฎระเบียบ โดยเฉพาะต่อผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม รวมถึงผู้ส่งออกจากต่างประเทศที่ต้องปรับกระบวนการด้านเอกสาร การตรวจสอบคุณภาพ และการจัดทำข้อมูลเป็นภาษาเวียดนาม ภาระดังกล่าวอาจส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันและความรวดเร็วในการเข้าสู่ตลาดในช่วงเปลี่ยนผ่านของกฎระเบียบใหม่

เพื่อลดผลกระทบทางเศรษฐกิจและสนับสนุนการปรับตัวของภาคธุรกิจ รัฐบาลเวียดนามจึงได้ออกหนังสือเวียนเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อระงับการบังคับใช้บางข้อกำหนดเป็นการชั่วคราวจนถึงวันที่ 15 เมษายน 2569 และกำหนดให้เริ่มบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบตั้งแต่วันที่ 16 เมษายน 2569 เป็นต้นไป มาตรการผ่อนผันดังกล่าวสะท้อนแนวทางเชิงนโยบายที่คำนึงถึงความสมดุลระหว่างการคุ้มครองผู้บริโภค และ การรักษาเสถียรภาพของภาคธุรกิจในช่วงเปลี่ยนผ่านของกรอบการกำกับดูแลใหม่

ในภาพรวม แม้มติเลขที่ 66.13/2026/NQ-CP จะสร้างแรงกดดันต่อภาคเอกชนในระยะสั้น แต่ในระยะยาว การมีกรอบกฎหมายด้านมาตรฐานอาหารที่ชัดเจน ครอบคลุม และบังคับใช้อย่างเป็นระบบ จะช่วยยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมอาหารของเวียดนาม เสริมสร้างความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและคู่ค้าต่างประเทศ สนับสนุนการยกระดับคุณภาพสินค้าเพื่อการแข่งขันในตลาดโลก และวางรากฐานให้ตลาดอาหารเวียดนามเติบโตอย่างมั่นคง ยั่งยืน และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล

นำเสนอโอกาส/แนวทาง

การบังคับใช้มติเลขที่ 66.13/2026/NQ-CP ของรัฐบาลเวียดนาม ซึ่งกำหนดให้ผลิตภัณฑ์อาหารต้องประกาศมาตรฐานและขึ้นทะเบียนข้อมูลก่อนออกสู่ตลาด มีแนวโน้มส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการไทยที่ส่งออกสินค้าอาหารไปยังเวียดนาม โดยเฉพาะในกลุ่มอาหารแปรรูป ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และสินค้าโภชนาการเฉพาะทาง ผู้ส่งออกอาจเผชิญต้นทุนการปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งในด้านการตรวจสอบคุณภาพ การจัดเตรียมเอกสารทางเทคนิค การทดสอบมาตรฐาน และการแปลข้อมูลเป็นภาษาเวียดนาม ซึ่งอาจทำให้ระยะเวลาในการนำสินค้าเข้าสู่ตลาดยาวนานขึ้น และกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันในระยะสั้น

อย่างไรก็ดี การที่รัฐบาลเวียดนามมีมติระงับการบังคับใช้บางข้อกำหนดเป็นการชั่วคราวจนถึงวันที่ 15 เมษายน 2569 และกำหนดให้เริ่มบังคับใช้มติดังกล่าวอย่างเต็มรูปแบบตั้งแต่วันที่ 16 เมษายน 2569 เป็นต้นไป ถือเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยในการเร่งปรับปรุงระบบการบริหารคุณภาพ ตรวจทานเอกสารทางกฎหมาย และเตรียมความพร้อมด้านมาตรฐานสินค้าให้สอดคล้องกับข้อกำหนดใหม่ก่อนที่กฎระเบียบจะถูกบังคับใช้อย่างเข้มงวด ช่วงเวลาผ่อนผันดังกล่าวช่วยลดแรงกดดันในระยะสั้น และเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจสามารถวางแผนการปรับตัวได้อย่างเป็นระบบ

ในเชิงแนวทางการปรับตัว ผู้ประกอบการไทยควรเร่งยกระดับมาตรฐานการผลิต การทดสอบ และการตรวจรับรองให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์สากล พร้อมทั้งปรับปรุงระบบเอกสารกำกับสินค้าและการเปิดเผยข้อมูลให้มีความถูกต้อง โปร่งใส และตรวจสอบได้ นอกจากนี้ การพัฒนาความร่วมมือกับพันธมิตรท้องถิ่นในเวียดนามในด้านการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ การกระจายสินค้า และการปฏิบัติตามกฎหมายอาหาร จะช่วยลดความเสี่ยงด้านกฎระเบียบและเพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าถึงตลาด ควบคู่กับการใช้แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซและการสื่อสารข้อมูลมาตรฐานอย่างชัดเจนเพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นของผู้บริโภค

           กรอบกฎหมายที่เข้มงวดขึ้นของเวียดนามจะช่วยยกระดับคุณภาพสินค้าในตลาดและลดการแข่งขันจากสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพด้านความปลอดภัยอาหารและคุณภาพผลิตภัณฑ์สามารถขยายส่วนแบ่งตลาด เสริมสร้างภาพลักษณ์สินค้าไทยในฐานะผลิตภัณฑ์ที่มีมาตรฐานและความน่าเชื่อถือในระดับสากล และใช้เวียดนามเป็นเป็นฐานการพัฒนาและต่อยอดโอกาสทางการค้าในภูมิภาคอาเซียน

News 2 - 6 February 2026 - VN food safety standard-Edit.pdf
Share :
Instagram