fb
เวียดนามพลิกแนวทางกระตุ้นกำลังซื้อในนครโฮจิมินห์ ลดบทบาทสงครามราคา  สร้างจุดขายด้านประสบการณ์และไลฟ์สไตล์

เวียดนามพลิกแนวทางกระตุ้นกำลังซื้อในนครโฮจิมินห์ ลดบทบาทสงครามราคา สร้างจุดขายด้านประสบการณ์และไลฟ์สไตล์

โดย
Tran
ลงเมื่อ 26 มิถุนายน 2569 17:28
สคต. ณ นครโฮจิมินห์ (เวียดนาม) (TTC, Ho Chi Minh City (Vietnam))

เนื้อข่าว 

นครโฮจิมินห์กำลังเดินหน้าปรับยุทธศาสตร์กระตุ้นการบริโภค โดยเปลี่ยนจากการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายที่มุ่งเน้นการลดราคา ไปสู่การพัฒนาระบบนิเวศการบริโภคเชิงประสบการณ์ที่บูรณาการภาคการค้า การท่องเที่ยว และบริการเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีที่มาจากพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความสะดวกสบาย ความบันเทิง และประสบการณ์เฉพาะบุคคลมากขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการในนครโฮจิมินห์ทยอยปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจจากการแข่งขันด้านราคาไปสู่การสร้างคุณค่าและประสบการณ์ที่แตกต่างแก่ผู้บริโภค

image.png

ภาคธุรกิจค้าปลีกและการผลิตจึงเร่งปรับรูปแบบการนำเสนอสินค้าและบริการให้ตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคในมิติที่กว้างขึ้น โดยบริษัท Nguyen Kim ผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ได้ปรับเปลี่ยนจากการลดราคาสินค้าเป็นรายรายการไปสู่การจัดจำหน่ายสินค้าแบบชุดรวม (Bundled Offers) และโครงการจำหน่ายสินค้าแบบคอมโบ (Combo Sales Programmes) ที่มอบสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้นตามจำนวนสินค้าที่ลูกค้าเลือกซื้อ อาทิ การมอบเครื่องฟอกอากาศหรือพัดลมเป็นของแถมสำหรับผู้ซื้อเครื่องปรับอากาศ รวมถึงการให้ส่วนลดเพิ่มเติมสำหรับการซื้อสินค้ารายการที่สอง ขณะเดียวกัน บริษัท Orion Vina Food Co., Ltd. ได้มุ่งเน้นการพัฒนานวัตกรรมด้านการสื่อสารข้อมูลผลิตภัณฑ์ผ่านการออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่ของผลิตภัณฑ์ ChocoPie โดยแสดงข้อมูลสำคัญ เช่น จำนวนชิ้นและน้ำหนักสุทธิของสินค้าให้มีความโดดเด่นมากขึ้น พร้อมเน้นสารที่สื่อถึงคุณค่าของผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถรับรู้ เปรียบเทียบ และตัดสินใจซื้อสินค้าได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้น อันเป็นการเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของลูกค้าและเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสารคุณค่าของสินค้า

ในทำนองเดียวกัน ศูนย์การค้าในนครโฮจิมินห์กำลังพัฒนาแนวคิดการค้าปลีกเชิงประสบการณ์ (Experiential Retail Model) เพื่อยกระดับศูนย์การค้าให้เป็นพื้นที่แห่งการใช้ชีวิต (Lifestyle Destination) มากกว่าการเป็นสถานที่จับจ่ายซื้อสินค้าเพียงอย่างเดียว โดยศูนย์การค้า Estella Place ได้ดำเนินโครงการนำร่องด้านนโยบายศูนย์การค้าที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยงควบคู่ไปกับการจัดกิจกรรมด้านความบันเทิงและกิจกรรมสำหรับครอบครัว ซึ่งได้รับการตอบรับในเชิงบวกจากผู้บริโภค ส่งผลให้จำนวนผู้เข้าใช้บริการเพิ่มขึ้น ระยะเวลาการใช้บริการภายในศูนย์การค้านานขึ้น และผู้ประกอบการร้านค้าภายในศูนย์การค้ามีผลประกอบการที่ดีขึ้น

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวยังมีอิทธิพลต่อการกำหนดทิศทางการกระตุ้นอุปสงค์ของนครโฮจิมินห์ โดยสำนักงานอุตสาหกรรมและการค้านครโฮจิมินห์ (Ho Chi Minh City Department of Industry and Trade) ได้ปรับเปลี่ยนแนวทางจากการดำเนินโครงการส่งเสริมการขายแบบแยกส่วน (Isolated Promotion Programmes)ไปสู่การพัฒนาระบบนิเวศการบริโภคแบบบูรณาการ (Integrated Consumption Ecosystem) ที่เชื่อมโยงภาคการค้า การท่องเที่ยว ความบันเทิง เศรษฐกิจยามค่ำคืน (Night-time Economy) และกิจกรรมเชิงประสบการณ์ (Experiential Activities) เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ โดยมีเป้าหมายให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังนครโฮจิมินห์สามารถเข้าถึงกิจกรรมที่หลากหลาย ทั้งการท่องเที่ยว การจับจ่ายซื้อสินค้า การเข้าร่วมกิจกรรมทางวัฒนธรรม และการใช้บริการด้านความบันเทิงภายในจุดหมายปลายทางเดียว

ภายใต้แนวทางดังกล่าว นครโฮจิมินห์กำลังประสานความร่วมมือกับสายการบิน ผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว ผู้ให้บริการด้านความบันเทิง และผู้ประกอบการค้าปลีก เพื่อพัฒนาแพ็กเกจส่งเสริมการขายแบบบูรณาการ (Integrated Promotional Packages) ที่มุ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ควบคู่ไปกับการส่งเสริมให้เกิดการพำนักที่ยาวนานขึ้นและเพิ่มมูลค่าการใช้จ่ายต่อคน โดยมีแผนจัดกิจกรรมส่งเสริมการจับจ่ายซื้อสินค้าขนาดใหญ่ประจำปี จำนวน 2 โครงการ ได้แก่ โครงการ Vibrant Summer Shopping Season ซึ่งจะเริ่มในวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 และเชื่อมโยงกับวันส่งเสริมการขายสำคัญต่าง ๆ เช่น วันที่ 8 สิงหาคม 2569 และวันที่ 9 กันยายน 2569 และโครงการ Vibrant Spring Shopping Season จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11 พฤศจิกายน 2569 ถึงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2570 ตลอดจนเตรียมจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายสำหรับสินค้าแบรนด์หรู (Luxury Brand Promotions) และกิจกรรมตามธีมต่าง ๆ เพื่อเพิ่มความน่าสนใจให้แก่ตลาดค้าปลีกของนครโฮจิมินห์

ในมุมมองของภาคเอกชนและนักลงทุน การเพิ่มระดับการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวมีความสำคัญมากกว่าการเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว โดยบริษัท Imex Pan Pacific Group (IPPG) เสนอให้นครโฮจิมินห์พัฒนาศูนย์ Outlet ขนาดใหญ่ตามรูปแบบสากล โดยให้เป็นจุดหมายปลายทางแบบครบวงจรที่ผสมผสานการจับจ่ายซื้อสินค้า ความบันเทิง และกิจกรรมพักผ่อนสำหรับครอบครัวและนักท่องเที่ยว พร้อมทั้งเสนอให้พัฒนารูปแบบค้าปลีกแบบบูรณาการ (Integrated Retail Models) ที่เชื่อมโยงการค้ากับกิจกรรมทางวัฒนธรรม นิทรรศการ และการนำเสนอสินค้าและอัตลักษณ์ของภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศ ทั้งนี้ หากสามารถพัฒนาได้อย่างเป็นระบบและสอดประสานกัน จะช่วยยกระดับนครโฮจิมินห์ให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการช้อปปิ้ง (Shopping Hub) ของเวียดนามและภูมิภาค พร้อมทั้งสร้างแรงขับเคลื่อนใหม่ให้แก่ภาคการค้าและบริการ และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของเมืองในระยะยาวอย่างยั่งยืน

(แหล่งที่มา https://vietnamnews.vn/ ฉบับวันที่ 22 มิถุนายน 2569)

วิเคราะห์ผลกระทบ

การที่นครโฮจิมินห์ปรับเปลี่ยนแนวทางกระตุ้นการบริโภคจากการพึ่งพาการลดราคาและกิจกรรมส่งเสริมการขายแบบดั้งเดิม ไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจเชิงประสบการณ์ที่มุ่งสร้างประสบการณ์ของผู้บริโภค การเพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้าและบริการ และการบูรณาการกิจกรรมทางการค้าเข้ากับภาคการท่องเที่ยว วัฒนธรรม และความบันเทิง สะท้อนถึงความพยายามในการยกระดับโครงสร้างอุปสงค์ภายในประเทศให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ ประสบการณ์ และความคุ้มค่ามากกว่าปัจจัยด้านราคาเพียงอย่างเดียว แนวทางดังกล่าวจึงมิได้เป็นเพียงการปรับกลยุทธ์ทางการตลาดของภาคธุรกิจ แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจเมืองที่มุ่งเสริมสร้างแรงขับเคลื่อนการเติบโตจากการบริโภคภายในประเทศและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของนครโฮจิมินห์ในระยะยาว

ผลสัมฤทธิ์ของแนวทางดังกล่าวปรากฏอย่างชัดเจนจากผลการดำเนินงานในปี 2568 โดยนครโฮจิมินห์มีมูลค่าการขายปลีกสินค้าและบริการรวมประมาณ 2 ล้านล้านเวียดนามด่ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 15.5 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่มูลค่าการขายปลีกสินค้าอยู่ที่เกือบ 1 ล้านล้านเวียดนามด่ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 15.8 ซึ่งเป็นอัตราการขยายตัวสูงสุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ การเติบโตดังกล่าวเป็นผลจากการดำเนินมาตรการกระตุ้นการบริโภคอย่างต่อเนื่องและมีเป้าหมายชัดเจน โดยทางการนครโฮจิมินห์ได้ดำเนินนโยบายที่ครอบคลุมผู้บริโภคทุกกลุ่ม ทั้งโครงการส่งเสริมการจำหน่ายสินค้าแบรนด์ชั้นนำสำหรับกลุ่มผู้มีกำลังซื้อสูง โครงการจำหน่ายสินค้าเคลื่อนที่ และโครงการรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเพื่อรองรับกลุ่มผู้มีรายได้น้อย แรงงาน และประชาชนทั่วไป ควบคู่ไปกับการจัดงานแสดงสินค้า นิทรรศการ และกิจกรรมส่งเสริมการค้ากว่า 300 รายการตลอดทั้งปี ส่งผลให้กำลังซื้อภายในประเทศขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยในขณะเดียวกัน ดัชนีราคาผู้บริโภค (Consumer Price Index: CPI) ของเมืองยังอยู่ที่ร้อยละ 3.92 ซึ่งต่ำกว่ากรอบเป้าหมายที่กำหนดไว้ สะท้อนถึงความสามารถในการรักษาสมดุลระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจกับการรักษาเสถียรภาพด้านราคา

การเปลี่ยนผ่านจากการแข่งขันด้านราคาไปสู่การแข่งขันบนพื้นฐานของประสบการณ์และคุณค่า ยังส่งผลให้ภาคธุรกิจเร่งปรับโครงสร้างการดำเนินงานและยกระดับศักยภาพในการแข่งขัน ผู้ประกอบการค้าปลีก ศูนย์การค้า และภาคการผลิตหันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม การออกแบบประสบการณ์ของลูกค้า (Customer Experience) และการสร้างความแตกต่างของสินค้าและบริการผ่านนวัตกรรมมากขึ้น แนวโน้มดังกล่าวจะช่วยลดการพึ่งพาสงครามราคา ซึ่งมักส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรและความยั่งยืนทางธุรกิจ พร้อมทั้งสนับสนุนให้ภาคธุรกิจเวียดนามสามารถพัฒนารูปแบบการแข่งขันที่ขับเคลื่อนด้วยคุณภาพ ประสิทธิภาพการให้บริการ และการสร้างมูลค่าเพิ่ม อันเป็นปัจจัยสำคัญต่อการยกระดับภาคการค้าปลีกและบริการของประเทศในระยะยาว

ในอีกด้านหนึ่ง การเชื่อมโยงกิจกรรมส่งเสริมการค้ากับภาคการท่องเที่ยว วัฒนธรรม และเศรษฐกิจกลางคืน (Night-time Economy) มีแนวโน้มก่อให้เกิดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในวงกว้างมากกว่าการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายแบบดั้งเดิม เนื่องจากสามารถเพิ่มระยะเวลาการพำนักและมูลค่าการใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนของนักท่องเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้รายได้มิได้กระจุกตัวอยู่เฉพาะภาคค้าปลีก แต่ขยายผลไปสู่ธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร การขนส่ง โลจิสติกส์ และธุรกิจบริการที่เกี่ยวเนื่อง เกิดการเชื่อมโยงห่วงโซ่มูลค่าภายในประเทศ และเพิ่มการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจภายในเมืองในระดับที่สูงขึ้น ทั้งยังสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมบริการและการท่องเที่ยวให้มีความหลากหลายและมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น

แม้เศรษฐกิจโลกยังเผชิญความไม่แน่นอน แต่นครโฮจิมินห์ยังคงมีศักยภาพในการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือนเมษายน 2569 มูลค่าการขายปลีกสินค้าและบริการอยู่ที่ประมาณ 161,296 ล้านเวียดนามด่ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.4 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 มีมูลค่ารวมกว่า 639,349 ล้านเวียดนามด่ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 13.2 ด้วยเหตุนี้ ทางการนครโฮจิมินห์จึงเดินหน้าสานต่อยุทธศาสตร์ดังกล่าวผ่านการดำเนินโครงการส่งเสริมการค้าจำนวน 74 โครงการ ภายใต้งบประมาณรวมมากกว่า 200,000 ล้านเวียดนามด่ง พร้อมทั้งส่งเสริมการเชื่อมโยงระหว่างการค้า การท่องเที่ยว และกิจกรรมทางวัฒนธรรม ตลอดจนผลักดันกิจกรรมด้านการส่งออก การพัฒนาโลจิสติกส์ และการเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานที่ปลอดภัย และยืดหยุ่น (Safe and Resilient Supply Chains) ทั้งนี้ การปรับยุทธศาสตร์กระตุ้นการบริโภคของนครโฮจิมินห์จึงถือเป็นการเปลี่ยนผ่านจากมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายระยะสั้นไปสู่การสร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจแบบบูรณาการที่เชื่อมโยงการค้า การท่องเที่ยว วัฒนธรรม และความบันเทิงเข้าด้วยกันอย่างครบวงจร ซึ่งไม่เพียงช่วยกระตุ้นกำลังซื้อและรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่และอาจกลายเป็นต้นแบบสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจเมืองในเวียดนามในอนาคตอีกด้วย

นำเสนอโอกาส/แนวทาง

การปรับยุทธศาสตร์กระตุ้นการบริโภคของนครโฮจิมินห์จากการแข่งขันด้านราคาไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจเชิงประสบการณ์และระบบนิเวศการบริโภคแบบบูรณาการ มีแนวโน้มยกระดับมาตรฐานการแข่งขันในตลาดเวียดนามจากการเน้นต้นทุนต่ำไปสู่การแข่งขันบนพื้นฐานของคุณค่า นวัตกรรม และประสบการณ์ของผู้บริโภคมากขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยที่ดำเนินธุรกิจในเวียดนาม โดยเฉพาะกลุ่มค้าปลีก อาหารและเครื่องดื่ม สินค้าอุปโภคบริโภค การท่องเที่ยว และบริการไลฟ์สไตล์ จำเป็นต้องปรับกลยุทธ์จากการใช้โปรโมชั่นด้านราคาเพียงอย่างเดียวไปสู่การพัฒนาสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม การออกแบบประสบการณ์ของลูกค้า และการนำเสนอสินค้าในรูปแบบครบวงจรที่สามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคเวียดนามรุ่นใหม่ซึ่งมีกำลังซื้อและความคาดหวังสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ในเชิงโอกาสทางการค้า แนวโน้มการเชื่อมโยงการค้า การท่องเที่ยว วัฒนธรรม และเศรษฐกิจกลางคืนของนครโฮจิมินห์ เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยทั้งในประเทศไทยและในเวียดนามสามารถขยายธุรกิจเข้าสู่กิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการบริโภคเชิงประสบการณ์ อาทิ สินค้าอาหารและเครื่องดื่มระดับพรีเมียม ธุรกิจร้านอาหารและบริการด้านสุขภาพและความงาม ธุรกิจบันเทิงและไลฟ์สไตล์ การจัดกิจกรรมเชิงวัฒนธรรม ตลอดจนการพัฒนาโครงการค้าปลีกแบบผสมผสาน และความร่วมมือกับศูนย์การค้า ผู้ประกอบการท่องเที่ยว และแพลตฟอร์มค้าปลีกในเวียดนาม ทั้งนี้ การเพิ่มระยะเวลาพำนักและมูลค่าการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวจะช่วยสร้างอุปสงค์ใหม่แก่สินค้าและบริการของไทย และเอื้อต่อการขยายช่องทางจำหน่ายสินค้าไทยในตลาดเวียดนามมากยิ่งขึ้น

      ผู้ประกอบการไทยควรติดตามทิศทางนโยบายเศรษฐกิจเมืองของนครโฮจิมินห์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากการดำเนินโครงการส่งเสริมการค้าขนาดใหญ่ การพัฒนาเศรษฐกิจกลางคืน การขยายศูนย์การค้าและศูนย์ Outlet แบบครบวงจร รวมถึงการส่งเสริมห่วงโซ่อุปทานที่ปลอดภัยและยืดหยุ่นจะก่อให้เกิดโอกาสในการลงทุน การสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานระหว่างไทยกับเวียดนามเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน แนวโน้มดังกล่าวยังอาจทำให้นครโฮจิมินห์ก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการบริโภคและการช้อปปิ้งระดับภูมิภาค ซึ่งจะส่งผลให้การแข่งขันในตลาดเวียดนามมีความเข้มข้นมากขึ้น และทำให้การปรับตัวด้านนวัตกรรม การสร้างแบรนด์ และการพัฒนาประสบการณ์ผู้บริโภค กลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อการรักษาและขยายส่วนแบ่งตลาดของผู้ประกอบการไทยในอนาคต

News 22 - 26 June 2026 - HCM City shifts consumer stimulus strategy-Edit.pdf
Share :
Instagram