
กระทรวงที่อยู่อาศัยและการพัฒนาเมืองของรัฐสุลตานโอมาน (Oman’s Ministry of Housing and Urban Development : MHUD) เปิดเผยว่า มูลค่าการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ในประเทศตั้งแต่เกิดสถานการณ์ความขัดแย้งกับอิหร่านช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นประมาณหนึ่งในสาม คิดเป็นมูลค่ารวม 550 ล้านเหรียญสหรัฐฯโดยมีปัจจัยสำคัญจากความสนใจที่เพิ่มขึ้นของนักลงทุนจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) และความต้องการที่อยู่อาศัยและสำนักงานที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้ค่าเช่าเฉลี่ยปรับตัวสูงขึ้นร้อยละ 8 โดยเฉพาะในเขตเมืองหลัก ซึ่งเป็นสัญญาณของตลาดที่มีความต้องการสูงและมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง
ข้อมูลของกระทรวงฯ ระบุว่า ในเดือนมีนาคม นักลงทุนจากยูเออีคิดเป็นประมาณหนึ่งในสามของจำนวนธุรกรรมทั้งหมด ขณะที่สถิติในปี 2568 แสดงให้เห็นว่านักลงทุนจากยูเออีมีสัดส่วนเฉลี่ยร้อยละ 12 ของยอดขายอสังหาริมทรัพย์รายเดือนในโอมาน นาย Mustafa Hussein ผู้อำนวยการบริษัท Property Shop เปิดเผยว่า นักลงทุนจากยูเออีส่วนใหญ่มาจากรัฐดูไบ และนิยมซื้ออพาร์ตเมนต์ขนาด 1–3 ห้องนอน โดยกรุงมัสกัตเป็นทำเลเป้าหมายหลัก รองลงมาคือเมือง Sohar ซึ่งตั้งอยู่ใกล้พรมแดนยูเออี ทั้งนี้ยังคงมีข้อเสนอจากนักลงทุนทั้งชาวเอมิเรตส์และชาวต่างชาติที่พำนักในยูเออีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
มีกลุ่มผู้ซื้อจำนวนหนึ่งให้เหตุผลว่า โอมานเป็นจุดหมายการลงทุนที่มีความปลอดภัยท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบ บางรายได้ขายทรัพย์สินในยูเออีเพื่อนำเงินมาซื้อบ้านหรืออพาร์ตเมนต์ในโอมานซึ่งมีราคาต่ำกว่า เช่น นาย Jason Bradford อดีตข้าราชการสหราชอาณาจักร ให้สัมภาษณ์กับ AGBI ว่าได้ขายอพาร์ตเมนต์ในดูไบก่อนที่สถานการณ์จะเลวร้าย เนื่องจากตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่นั่นกำลังชะลอตัว อีกทั้งราคาทรัพย์สินในโอมานยังถูกกว่ายูเออีอย่างน้อยร้อยละ 25
ด้านตลาดอสังหาริมทรัพย์ในยูเออีมียอดการซื้อขายลดลงเกือบร้อยละ 30 นับตั้งแต่เกิดความขัดแย้งโดยในช่วงสามสัปดาห์แรกของเดือนมีนาคมมีมูลค่าธุรกรรม 7.9 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นข้อตกลงกันไว้ก่อนสถานการณ์ตึงเครียด แต่ยังคงลดลงจาก 11.2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในช่วงเวลาเดียวกันของเดือนกุมภาพันธ์ นายImran Khan ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท Pixl Group และ Invespy ให้ความเห็นว่าหากสถานการณ์ยุติลง ตลาดอาจปรับตัวลงไปถึงจุดต่ำสุดก่อนที่จะเริ่มฟื้นตัวอีกครั้ง
นอกจากนี้ข้อมูลจากศูนย์สารสนเทศสถิติแห่งชาติ (National Center of Statistical Information : NCSI ระบุว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ของโอมานในปี 2568 มีการขยายตัวร้อยละ 16 โดยมีมูลค่าธุรกรรมรวม 3.3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจาก 2.8 พันล้านดอลลาห์ ของปีก่อนหน้า ธนาคารกลางโอมานได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยจำนอง (Mortgage) ในปี 2568 ลงร้อยยละ 0.25 เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงที่อยู่อาศัย ส่งผลให้จำนวนที่อยู่อาศัยที่ซื้อด้วยสินเชื่อจำนองเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 เป็นเกือบ 23,000 หน่วย
เพื่อใช้ประโยชน์จากกระแสการลงทุนที่เพิ่มขึ้น รัฐบาลโอมานมีมาตรการเชิงนโยบาย ได้แก่ การอำนวยความสะดวกด้านกฎระเบียบ ปรับปรุงขั้นตอนการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ให้รวดเร็วและโปร่งใส ขยายพื้นที่ Freehold สำหรับชาวต่างชาติ จัดตั้งศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ (One‑Stop Service) สำหรับนักลงทุน GCC
ส่วนมาตรการจูงใจด้านการเงิน เสนออัตราดอกเบี้ยจำนองพิเศษสำหรับนักลงทุนยูเออี ลดค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์สำหรับผู้ซื้อจากประเทศเพื่อนบ้าน และส่งเสริมสินเชื่อร่วมระหว่างธนาคารโอมานและธนาคารยูเออี
ความเห็นของ สคต.ดูไบ
นับตั้งแต่สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเริ่มปฏิบัติการโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา อิหร่านได้ยิงขีปนาวุธและโดรนหลายพันลูกเข้าสู่ประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคอ่าวอาหรับ โดยยูเออีได้รับผลกระทบมากที่สุด ขณะที่โอมานได้รับความเสียหายน้อยกว่าประเทศสมาชิกคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) อื่น ๆ
สถานการณ์สำคัญ
ความสำคัญของประเทศโอมานที่มีต่อยูเออีและซาอุดีอาระเบียในสภาวะวิกฤตการณ์นี้คือการทำหน้าที่เป็นประตูยุทธศาสตร์ทางทะเลสายใหม่ผ่านท่าเรือ Sohar ที่ตั้งอยู่ภายนอกจุดเสี่ยง พร้อมเป็นศูนย์กลางความมั่นคงด้านปัจจัยพื้นฐานโดยเฉพาะอาหารและยาสำหรับกลุ่มประเทศ GCC อีกทั้งยังเป็นจุดเชื่อมต่อเส้นทางขนส่งทางบกผ่านโครงการรถไฟ Hafeet มูลค่า 2.5 พันล้านดอลลาร์ ควบคู่ไปกับการสนับสนุนกลไกทางศุลกากรพิเศษด้วยระบบ Green Corridor ระหว่างโอมานและดูไบเพื่อความรวดเร็วในการขนส่ง และยังเป็นที่ตั้งของคลังสำรองอาหารระดับภูมิภาค เพื่อรับประกันความมั่นคงในกรณีที่เส้นทางเดินเรือถูกตัดขาดโดยสมบูรณ์
การค้ากับประเทศไทย
ปี 2569 มูลค่าการค้ารวมระหว่างไทยและโอมานระหว่างเดือนมกราคม – กุมภาพันธ์ มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 206.1 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 25.0 จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยไทยมีการส่งออกไปยังโอมานมาเป็นมูลค่า 77.83 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 23.9 สำหรับการนำเข้าสินค้าจากโอมานมายังประเทศไทยมีมูลค่า 128.3 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 25.5
สินค้าที่ไทยส่งออกไปโอมานที่สำคัญ ได้แก่ ยานพาหนะ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์ยาง ปลากระป๋อง สินค้ากสิกรรม (แป้งมัน ผักสด ผลไม้สด ข้าว) ผลไม้กระป๋องและแปรรูป เคมีภัณฑ์ ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ เครื่องสำอาง และ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เป็นต้น
สินค้าที่ไทยนำเข้าจากโอมานที่สำคัญ ได้แก่ เหล็ก และผลิตภัณฑ์ ก๊าซธรรมชาติ สัตว์น้ำสดแช่แข็ง และน้ำมันสำเร็จรูป เป็นต้น
ผลกระทบ/โอกาส
โอมานกำลังถูกมองเป็น “ตลาดปลอดภัย” ในอ่าวอาหรับ ทำให้บทบาททางเศรษฐกิจและโลจิสติกส์ของประเทศยิ่งเด่นขึ้น และสร้างโอกาสให้สินค้าไทยเข้าไปต่อยอดได้มากขึ้น โอกาสส่งออกไปโอมานเพิ่มขึ้น เพราะความต้องการในโอมานยังขยายตัว ทั้งด้านที่อยู่อาศัย โครงสร้างพื้นฐาน และสินค้าอุปโภคบริโภค ขณะเดียวกันรายงานระบุว่าการค้าไทย-โอมานช่วง ม.ค.-ก.พ. 2569 โตถึง 25.0% จากช่วงเดียวกันปีก่อน
สินค้าไทยกลุ่มอาหาร ยานพาหนะ เครื่องใช้ไฟฟ้า และวัสดุก่อสร้างมีแนวโน้มได้ประโยชน์ เพราะโอมานถูกวางบทบาทเป็นศูนย์กลางความมั่นคงด้านอาหารและยา รวมถึงเป็นจุดเชื่อมขนส่งใน GCC
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคยังต้องติดตาม หากความตึงเครียดยืดเยื้อ อาจกระทบเส้นทางเดินเรือและต้นทุนโลจิสติกส์ในอ่าวอาหรับ แม้โอมานจะเสียหายน้อยกว่าประเทศอื่นใน GCC ก็ตาม
ไทยสามารถส่งออกอาหารแปรรูปและสินค้าเกษตร เช่น ข้าว ผักผลไม้ อาหารกระป๋อง และน้ำมัน/อาหารสำเร็จรูปที่ไทยมีฐานผลิตแข็งแรง ขยายตลาดวัสดุก่อสร้างและสินค้าที่เกี่ยวกับที่อยู่อาศัย เพราะตลาดอสังหาฯ โอมานกำลังขยายตัว และมีแรงซื้อจากทั้งคนท้องถิ่นและนักลงทุนต่างชาติ
ใช้โอมานเป็นประตูสู่ GCC โดยเฉพาะผ่านท่าเรือ Sohar, Green Corridor และโครงการรถไฟ Hafeet ซึ่งช่วยให้ไทยวางสินค้าในเส้นทางกระจายสินค้าภูมิภาคได้
โอกาสด้านการลงทุน/ร่วมทุนโลจิสติกส์และคลังสินค้า สำหรับบริษัทไทยที่ต้องการลดความเสี่ยงจากเส้นทางผ่านจุดเสี่ยงในภูมิภาค ขณะนี้โอมานเป็นตลาดที่น่าจับตาในฐานะ “ประตูใหม่ของ GCC” และไทยควรเร่งขายสินค้าอุปโภคบริโภค อาหาร และวัสดุที่เกี่ยวข้องกับการขยายตัวของเมือง/อสังหาริมทรัพย์