
การประชุมสุดยอด NATO ที่จัดขึ้น ณ กรุงอังการา เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ได้แสดงให้เห็นอีกครั้งถึงความก้าวหน้าอันน่าทึ่งที่ตุรกีประสบความสำเร็จในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ โดยหลังจากได้รับคำชมเชยอย่างกว้างขวางจากบรรดาผู้นำชาติพันธมิตรสำหรับโครงการป้องกันประเทศที่พัฒนาขึ้นเองภายในประเทศ สำนักงานอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ (SSB) ก็ได้เปิดตัวแผนที่นำทางเชิงยุทธศาสตร์สำหรับขั้นตอนการพัฒนาในระยะถัดไป หัวใจสำคัญของวิสัยทัศน์นี้คือการสร้างห่วงโซ่อุปทานและระบบนิเวศการผลิตที่แข็งแกร่งและครอบคลุมทั่วประเทศ ซึ่งสามารถผลิตเทคโนโลยีป้องกันประเทศที่สำคัญได้ด้วยศักยภาพภายในประเทศทั้งหมด
ภายใต้ยุทธศาสตร์สำคัญ "การพัฒนาเทคโนโลยีและศักยภาพที่จะกำหนดทิศทางแห่งอนาคตด้วยทรัพยากรภายในประเทศ" ปัจจุบัน SSB กำกับดูแลโครงการป้องกันประเทศมากกว่า 1,100 โครงการ วัตถุประสงค์ดังกล่าวขยายขอบเขตไปไกลกว่าแค่การพัฒนายุทโธปกรณ์ที่ตอบสนองความต้องการด้านการปฏิบัติการในปัจจุบัน แต่ยังมุ่งหวังที่จะสร้างความมั่นใจว่าตุรกีจะสามารถออกแบบและผลิตเทคโนโลยีขั้นสูงที่คาดว่าจะกลายเป็นปัจจัยกำหนดในสนามรบแห่งอนาคตได้ด้วยตนเองอย่างเป็นอิสระ ส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์นี้คือการมุ่งลดการพึ่งพาต่างชาติในส่วนที่สำคัญ ตั้งแต่ระบบขับเคลื่อนและเทคโนโลยีสารกึ่งตัวนำ (เซมิคอนดักเตอร์) ไปจนถึงระบบเรดาร์และเครือข่ายป้องกันภัยทางอากาศแบบบูรณาการ
หนึ่งในเสาหลักที่สำคัญที่สุดของยุทธศาสตร์ใหม่นี้คือการสร้างความแน่ใจว่า อุตสาหกรรมป้องกันประเทศจะไม่ได้กระจุกตัวอยู่เพียงแค่ในบริษัทใหญ่ไม่กี่แห่งอีกต่อไป เพื่อบรรลุเป้าหมายนี้ SSB มีแผนที่จะจัดตั้งระบบนิเวศการจัดส่งระดับชาติแบบครบวงจร ซึ่งจะรวมเอาผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) สถาบันการศึกษา และเขตเทคโนโลยีในทั้ง 81 เมืองของตุรกี เข้ามาร่วมในการพัฒนาและการผลิตเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ข้อคิดริเริ่มนี้คาดว่าจะช่วยขยายขีดความสามารถการผลิตภายในประเทศอย่างมีนัยสำคัญ เร่งกระบวนการผลิตให้เร็วขึ้น และเสริมสร้างความยืดหยุ่นของภาคการป้องกันประเทศต่อการหยุดชะงักและวิกฤตการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ในอนาคต จากการตระหนักว่าระเบียบโลกสากลที่จัดตั้งขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สองกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างลึกซึ้ง ตุรกีจึงได้ลงทุนอย่างมหาศาลในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของตนตลอดทศวรรษที่ผ่านมา และขณะนี้กำลังวางตำแหน่งตัวเองเข้าสู่ยุคเชิงยุทธศาสตร์ใหม่ ภายใต้วิสัยทัศน์นี้ ฐานอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของประเทศจะไม่ถูกจำกัดอยู่เพียงแค่บริษัทหรือศูนย์กลางการผลิตจำนวนน้อยอีกต่อไป แต่จะวิวัฒนาการไปสู่เครือข่ายนวัตกรรมและการผลิตทั่วประเทศ
หลังจากที่ได้ประกาศตนเองเป็นผู้นำระดับโลกในด้านระบบอากาศยานไร้คนขับผ่านความสำเร็จของโดรนติดติดอาวุธเรียบร้อยไปแล้ว ปัจจุบันตุรกีมุ่งหวังที่จะขยายความได้เปรียบในการแข่งขันนั้นไปสู่เทคโนโลยีป้องกันประเทศยุคใหม่ รวมถึงปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระบบอัตโนมัติแบบฝูงบิน/ฝูงรบ เทคโนโลยีควอนตัม อาวุธพลังงานพุ่งเป้าซึ่งรวมถึงระบบเลเซอร์ และศักยภาพการป้องกันประเทศจากอวกาศ และแทนที่จะมุ่งเน้นเพียงแค่การไล่ตามคู่แข่งในเทคโนโลยีที่เติบโตเต็มที่แล้ว ยุทธศาสตร์นี้ให้ความสำคัญกับการลงทุนในวิชาการและสาขาใหม่ๆ ที่ยังไม่มีประเทศใดบรรลุการครอบครองเทคโนโลยีได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ด้วยแนวทางนี้ ตุรกีมุ่งหวังที่จะเสริมสร้างความได้เปรียบเชิงแบบไม่สมมาตร (asymmetric advantages) ในภาคการป้องกันประเทศให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น พร้อมทั้งวางตำแหน่งตัวเองให้อยู่ในแนวหน้าของนวัตกรรมทางการทหารแห่งอนาคต
อีกหนึ่งประเด็นที่สำคัญคือ การสร้างความมั่นใจในความยั่งยืนระยะยาวของระบบป้องกันประเทศตลอดการใช้งานทั้งหมด ดังนั้น จะต้องผลักดันให้การดำเนินการบำรุงรักษา การซ่อมแซม การปรับปรุงให้ทันสมัย และการสนับสนุนการใช้งานตลอดอายุการใช้งานของยุทโธปกรณ์ที่พัฒนาขึ้นภายในประเทศให้เกิดขึ้นภายในตุรกีทั้งหมด มีจุดมุ่งหมายเพื่อเสริมสร้างความเป็นอิสระส่งกำลังบำรุง ในขณะเดียวกันก็เพื่อรักษาเม็ดเงินค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันประเทศมูลค่าหลายพันล้านเหรียญสหรัฐฯ ให้อยู่ภายในระบบเศรษฐกิจของชาติ ผู้กำหนดนโยบายคาดหวังว่า ยุทธศาสตร์นี้ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการป้องปรามของตุรกีภายใน NATO เท่านั้น แต่ยังจะช่วยเร่งการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ทำให้ตำแหน่งของประเทศในฐานะหนึ่งในมหาอำนาจในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศชั้นนำของพันธมิตรมั่นคงยิ่งขึ้น
นอกจากผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของประเทศแล้ว ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจก็เป็นอีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญ มูลค่าการส่งออกในภาคอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและอวกาศของตุรกีเพิ่มขึ้นร้อยละ 14.4 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาสู่ระดับ 11.2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในเดือนกรกฎาคม 2026 หลังจากที่แตะระดับสถิติสูงสุดที่ 10.5 พันล้านเหรียญสหรัฐในปีก่อน ซึ่งเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 48 จากปีก่อนหน้า โดยภาคอุตสาหกรรมนี้ได้ขยายการปรากฏตัวในระดับนานาชาติผ่านการส่งออกอากาศยานไร้คนขับ ยานเกราะ ยุทโธปกรณ์ทางเรือ ระบบอาวุธ กระสุนปืน ขีปนาวุธ เรดาร์ และเทคโนโลยีสงครามอิเล็กทรอนิกส์ ตุรกียังได้พยายามลดการพึ่งพาผู้จัดหาจากต่างประเทศด้วยการพัฒนายุทโธปกรณ์ที่ออกแบบเองภายในประเทศ และขยายการผลิตในท้องถิ่นตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทานด้านการป้องกันประเทศและอวกาศ และยังคงเดินหน้าเสริมสร้างขีดความสามารถทางวิศวกรรม กำลังการผลิต และความสามารถในการแข่งขันในระดับโลก
ข้อคิดเห็นจากสำนักงานฯ
ยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมป้องกันประเทศของตุรกีสะท้อนถึงการก้าวข้ามจากการเป็นเพียงผู้ซื้อหรือผู้ใช้งาน ไปสู่การเป็นผู้ผลิตและผู้ส่งออกชั้นนำ ในระดับภูมิภาคและพันธมิตร NATO อย่างเต็มตัว โดยประเด็นวิเคราะห์ที่น่าสนใจคือ การดึง SMEs สถาบันการศึกษา และเขตเทคโนโลยีในทั้ง 81 เมือง เข้ามาร่วมห่วงโซ่อุปทาน ไม่เพียงแต่ช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกแทรกแซงหรือถูกปิดล้อมทางเศรษฐกิจ แต่ยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการจ้างงานงานวิจัยขั้นสูงทั่วประเทศ
การเบนเข็มจากการไล่ตามเทคโนโลยีเดิม ไปเน้นลงทุนในสาขาแห่งอนาคตที่ยังไม่มีผู้ครองตลาดชัดเจน เช่น ระบบฝูงรบโดรน AI ควอนตัม และอาวุธเลเซอร์ ช่วยให้ตุรกีสร้างความได้เปรียบได้ด้วยงบประมาณที่คุ้มค่า ในขณะที่ตัวเลขส่งออกที่โตต่อเนื่องจนทะลุหมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ และการขยายวงกว้างขึ้นของสินค้าส่งออก ตั้งแต่โดรนไปจนถึงเรดาร์และยานเกราะ ยืนยันว่ายุทธศาสตร์การพึ่งพาตนเองนี้ไม่ได้เป็นเพียงนโยบายขายฝัน แต่สร้างรายได้และความมั่นคงทางเศรษฐกิจกลับเข้าประเทศอย่างแท้จริง และนี่นับเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจมากสำหรับประเทศกำลังพัฒนาในการสร้างความมั่นคงทางการทหารควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนนวัตกรรมและเศรษฐกิจในชาติอย่างยั่งยืน