
เนื้อหาสาระข่าว และบทวิเคราะห์: องค์การอาหารและยาของสหรัฐฯ (U.S. Food and Drug Administration: US FDA) ได้ออกประกาศเป้าหมายเร่งด่วนของโครงการอาหารสำหรับมนุษย์ (Human Foods Program 2026 Priority Deliverables) ซึ่งมีเนื้อหาสาระสำคัญในการกำหนดเป้าหมายและแนวทางการดำเนินงานของ US FDA ในปีนี้ซึ่งจะดำเนินการต่อยอดจากความริเริ่มในปีที่ผ่านมา ในการพัฒนากระบวนการและความเข้มงวดในการตรวจสอบความปลอดภัยและคุณค่าทางโภชนาของอาหารสำหรับชาวอเมริกัน โดยหนึ่งในเป้าหมายเหล่านั้นคือการเน้นความสำคัญกับสินค้าอาหารทะเลนำเข้า ซึ่งเจาะจงเฉพาะสินค้ากุ้งที่นำเข้ามายังตลาดสหรัฐฯ เป็นสำคัญ
ในประกาศฯ ดังกล่าว US FDA ชี้แจงว่าเป้าหมายที่ปรากฎเหล่านั้นมีไว้เพื่อจัดลำดับความสำคัญของแต่ละเป้าหมาย ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์และพันธกิจของหน่วยงาน และแผนการดำเนินงานของนาย Robert F. Kennedy Jr. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสุขภาพและบริการมนุษย์สหรัฐฯ (U.S. Department of Health and Human Services) ในการผลักดันวาระการสร้างสหรัฐฯให้กลับมามีสุขภาพที่ดีอีกครั้ง (Make America Healthy Again) ด้วยการทำให้ระบบห่วงโซ่อาหารของสหรัฐปลอดภัยมากขึ้น เพื่อสุขภาพที่ดีขึ้นของชาวอเมริกัน
โดยเป้าหมายเร่งด่วนทั้งหมดประกอบด้วย 3 เป้าหมายใหญ่ และ 30 เป้าหมายย่อย ดังนี้
1. ความปลอดภัยของสารเคมีในอาหาร (Food Chemical Safety)
1.1 การปฏิรูประบบ “วัตถุเจือปนอาหารที่ใช้ได้อย่างปลอดภัยเป็นการทั่วไป” (Generally Recognized as Safe: GRAS Reform)
1.2 การตรวจสอบความปลอดภัยหลังการวางจำหน่ายของสารเคมีที่ใช้ในอาหารที่วางจำหน่ายในท้องตลาด (Post-market Safety Reviews of Marketed Food Chemicals)
1.3 การควบคุมไมโครพลาสติก (Microplastics) ในอาหาร
1.4 การควบคุมปริมาณ สารหนู ตะกั่ว แคดเมียม และปรอท ที่มีอยู่ในสิ่งแวดล้อมและสามารถปนเปื้อนเข้าสู่อาหารได้ (Closer to Zero)
1.5 การนำสารเติมแต่งสีจากธรรมชาติมาใช้ (Adoption of Natural Color Additives)
1.6 การป้องกันการเจือปนสารปนเปื้อนในอาหารของผู้บริโภค (Consumer Exposure to Contaminants in Food)
1.7 การควบคุมส่วนผสมอาหารใหม่ (Regulation of New Dietary Ingredients)
1.8 การปรับปรุงระบบการกำกับดูแลผลิตภัณฑ์อาหารเสริมให้ทันสมัย (Dietary Supplement Oversight Modernization)
1.9 กำหนดแนวทางการติดฉลากปริมาณคาเฟอีน (Guidelines for Caffeine Labeling)
1.10 กำหนดแนวทางการติดฉลากสารก่อภูมิแพ้ (Allergen Labeling)
2. ลดความเสี่ยงโรคเรื้อรังด้วยโภชนาการที่ดีขึ้น (Reducing Chronic Disease Through Better Nutrition)
2.1 การควบคุมความเสี่ยงจากอาหารแปรรูปพิเศษ (Ultra-processed Foods)
2.2 ความปลอดภัยของนมผงสำหรับทารก (ปฏิบัติการ Stork Speed) (Infant Formula Safety (Operation Stork Speed)
2.3 พัฒนาโครงการวิทยาศาสตร์ด้านกฎระเบียบโภชนาการของ สถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐฯ (National Institutes of Health: NIH) และ US FDA (NIH-FDA Nutrition Regulatory Science Program)
2.4 กำหนดแนวทางการติดฉลากข้อมูลโภชนาการบนด้านหน้าบรรจุภัณฑ์ (Front-of-Package (FOP) Nutrition Labeling)
2.5 การบังคับใช้ฉลาก “อาหารสุขภาพดี” (“Healthy” Claim Implementation)
2.6 มาตรฐานการกำหนดคุณลักษณะของอาหาร (Food Standards of Identity)
2.7 การลดปริมาณน้ำตาลในอาหาร (Added Sugar Reduction)
2.8 การลดปริมาณโซเดียมในอาหาร (Sodium Reduction)
2.9 กำหนดแนวทางการติดฉลากอาหารสำหรับการซื้อออนไลน์ (Food Labeling for Online Grocery Shopping)
2.10 แนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการทำการตลาดโดยตรงของอาหารบางประเภทแก่เด็ก (Guidelines on Direct Marketing of Certain Foods to Children)
3. ความปลอดภัยด้านจุลชีววิทยาของอาหาร (Microbiological Food Safety)
3.1 ยกระดับการตรวจสอบความปลอดภัยด้านอาหารโดยหน่วยงานระดับมลรัฐ (Food Inspection Coverage by Leveraging State Capacity)
3.2 พัฒนาระบบการฝึกอบรมด้านกฎระเบียบและห้องปฏิบัติการระดับชาติ (National Regulatory and Laboratory Training System)
3.3 การกำกับดูแลและความปลอดภัยของอาหารนำเข้า (Oversight and Safety of Imported Food)
*3.4 การควบคุมความปลอดภัยของอาหารทะเลนำเข้า (Imported Seafood Safety)
3.5 การควบคุมความปลอดภัยของผลิตผลทางการเกษตรทั้งแบบสดและแบบแปรรูป (Fresh and Processed Produce Safety)
3.6 การควบคุมความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์นมและไข่ (Dairy and Egg Safety)
3.7 พัฒนากระบวนการเรียกคืนสินค้า (Recall Process Modernization)
3.8 พัฒนาระบบการตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของอาหาร (Food Traceability)
3.9 กำหนดหลักเกณฑ์ด้านความปลอดภัยของอาหารและมาตรฐานสำหรับสถานประกอบการค้าปลีก: (Food Code and Retail Program Standards)
3.10 การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในระบบการบริหารความเสี่ยง (Tech-enabled Advances in Risk Management)
ทั้งนี้ สามารถศึกษาเป้าหมายทั้งหมดฉบับเต็มได้ ที่นี่
โดยสำหรับเป้าหมายในการจัดการกับสินค้ากุ้งนำเข้า ปรากฎอยู่ในข้อ 3.4 การควบคุมความปลอดภัยของอาหารทะเลนำเข้า (Imported Seafood Safety) ซึ่งแม้หัวข้อจะเขียนกว้าง ๆ ว่าอาหารทะเลนำเข้า แต่ในเนื้อความนั้นให้น้ำหนักกับสินค้ากุ้งนำเข้ามาเป็นพิเศษ โดย US FDA ระบุว่าสินค้ากุ้งนำเข้าจำเป็นต้องได้รับการเพ่งเล็งมากเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นสินค้าที่มีปริมาณความต้องการการบริโภคของชาวอเมริกันที่สูงมาก โดยจะมีมาตรการเกี่ยวกับการควบคุมความปลอดภัยของสินค้ากุ้งนำเข้า ดังนี้
1) การส่งเสริมความร่วมมือด้านกฎระเบียบกับประเทศผู้ส่งออกกุ้งรายใหญ่ (อินเดียและเอกวาดอร์) โดยคำนึงถึงความเสี่ยงและระบบการกำกับดูแลของแต่ละประเทศ
2) การให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่องกับการสุ่มตัวอย่างเพื่อการเฝ้าระวังและการปฏิบัติตามข้อกำหนดสำหรับห่วงโซ่อุปทานสินค้ากุ้ง
และ 3) การสร้างขีดความสามารถในการจัดลำดับจีโนม (Genome) ทั้งหมด และการแบ่งปันข้อมูลสำหรับห่วงโซ่อุปทานสินค้ากุ้งทั้งหมด
นอกจากนี้ในรายของสินค้าอาหารทะเลนำเข้าในภาพรวม ภายใต้โครงการอาหารสำหรับมนุษย์จะมีการพัฒนาระบบการตรวจจับอาหารทะเลปลอมแปลง (Seafood Fraud Program) ตลอดจนการผลักดันร่างกฎหมายในการให้อำนาจ US FDA ในการทำลายสินค้าอาหารนำเข้ารวมถึงอาหารทะเลนำเข้าทั้งหมดที่ถูกปฏิเสธการนำเข้ามายังสหรัฐฯ เป็นไปตามมาตรฐานของ US FDA ไม่มีการส่งกลับ เพื่อเป็นการป้องกันความพยายามลักลอบการนำเข้าซ้ำ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อระบบความปลอดภัยอาหารของสหรัฐฯ
คุณ Blake Price รองผู้อำนวยการกลุ่มพันธมิตรผู้ประกอบการกุ้งภาคใต้ของสหรัฐฯ (Southern Shrimp Alliance) พันธมิตรทางธุรกิจกุ้งในสหรัฐฯ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเป็นกระบอกเสียงให้กับบรรดาผู้ประกอบการธุรกิจกุ้งในประเทศ ได้ออกมายกย่องนโยบายข้างต้นของ US FDA ในการจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นจากสินค้ากุ้งนำเข้า พร้อมกับการตั้งข้อสังเกตถึงความมีประสิทธิภาพในมาตรการเหล่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นการส่งเสริมความร่วมมือด้านกฎระเบียบกับประเทศผู้ส่งออกกุ้ง เนื่องจากที่ผ่านมาก็มีกรณีสินค้ากุ้งนำเข้าจากประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งถูกตรวจพบการเจือปนสาร Cs-137 นำไปสู่การถูกเรียกคืนสินค้าทั้งหมดในเวลาต่อมา แต่ก็ได้กลายเป็นปัญหาในอุตสาหกรรมกุ้งในตลาดสหรัฐฯ
กรณีการเรียกคืนสินค้ากุ้งนำเข้าจากประเทศอินโดนีเซียอาจถือว่าเป็นชนวนสำคัญในการปรับปรุงความเข้มข้มในการควบคุมสินค้ากุ้งนำเข้ามายังสหรัฐฯ ให้หลังไม่นานจากการประกาศเรียกคืนสินค้ากุ้งนำเข้าดังกล่าว รัฐมนตรี Kennedy ถึงกับออกมาแถลงความจำเป็นในการยกระดับความเข้มงวดในการควบคุมการตรวจสอบสารเคมีเจือปนของสินค้ากุ้งนำเข้าทั้งหมด โดยระบุถึงประเทศในเอเชียใต้ที่ได้ส่งออกกุ้งมายังสหรัฐฯเป็นจำนวนมาก ซึ่งกุ้งเหล่านั้นผ่านระบบเลี้ยงที่เจือปนสารเคมีหลายชนิด ซึ่งไม่เป็นที่ยอมรับในยุโรป แต่กลับมาทุ่มตลาดสหรัฐฯ
ข้อเสนอแนะ: แม้ว่ามาตรการจะไม่มีการระบุถึงประเทศไทยในฐานะประเทศผู้ส่งออกกุ้งรายสำคัญมายังสหรัฐฯ แต่ในข้อเท็จจริงนั้นประเทศไทยถือว่าเป็นผู้ส่งออกกุ้งมายังสหรัฐฯเป็นลำดับต้น ๆ โดยในปีที่ผ่านมาประเทศไทยส่งออกกุ้งมายังสหรัฐฯเป็นลำดับที่ 7 ให้หลังประเทศอินเดีย เอกวาดอร์ อินโดนีเซีย เวียดนาม อาร์เจนตินา และเม็กซิโกตามลำดับ ทำให้มีความเป็นไปได้สูงว่าหลังจากนี้สินค้ากุ้งนำเข้าจากประเทศไทยจะได้รับการตรวจสอบความปลอดภัยทางอาหารในด้านการเจือปนของสารเคมีเข้มงวดมากขึ้น ซึ่งผู้ประกอบการไทยที่ส่งออกสินค้ากุ้งมายังสหรัฐฯ ควรที่จะศึกษารายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับสินค้ากุ้งนำเข้ามายังสหรัฐฯ ต่อไป
ที่สำคัญมากไปกว่านั้น ดังที่ปรากฎในรายการเป้าหมายและแนวทางการดำเนินงานของ US FDA ทั้งหมดในข้างต้น จะเห็นได้ว่ามีหลายเป้าหมายที่ครอบคลุมสินค้าอาหารและเครื่องดื่มในวงกว้างที่จะมีรายละเอียดความเข้มงวดของสินค้าในการจำหน่ายในตลาดสหรัฐฯ ทำให้ผู้ประกอบการไทยที่ส่งออกสินค้าอาหารและเครื่องดื่มมายังสหรัฐฯ ควรที่จะศึกษารายละเอียดที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับมาตรฐานสินค้าอาหารและเครื่องดื่มของสหรัฐ เช่นกัน
แหล่งสืบค้น/อ้างอิงข้อมูล:
1) “US FDA Places Imported Shrimp On Its List of 2026 Priorities” โดย Nathan Strout จาก Seafood Source
2) “Human Foods Program 2026 Priority Deliverables” โดย/จาก U.S. Food and Drug Administration
3) “Summary of FY 2026 Legislative Proposals” โดย/จาก U.S. Food and Drug Administration
สคต. ไมอามี /วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569