fb
การบริโภคเนื้อสัตว์ในเยอรมนีฟื้นตัวเพิ่ม 1.4 กิโลกรัมต่อคน ดันเนื้อสัตว์ปีกทำสถิติสูงสุดใหม่

การบริโภคเนื้อสัตว์ในเยอรมนีฟื้นตัวเพิ่ม 1.4 กิโลกรัมต่อคน ดันเนื้อสัตว์ปีกทำสถิติสูงสุดใหม่

โดย
Theeraporn
ลงเมื่อ 29 มิถุนายน 2569 05:00
สคต. ณ นครแฟรงก์เฟิร์ต (เยอรมนี) (TTC, Frankfurt (Germany))
3

         ข้อมูลเบื้องต้นของศูนย์ข้อมูลการเกษตรแห่งสหพันธสาธารณรัฐเยอรมนี (Bundesinformationszentrum Landwirtschaft: BZL) ระบุว่า ในปี 2568 ชาวเยอรมันบริโภคเนื้อสัตว์เฉลี่ย 54.9 กิโลกรัมต่อคนต่อปี เพิ่มขึ้น 1.4 กิโลกรัม จากปีก่อนหน้า นับเป็นการเพิ่มขึ้นครั้งแรกอย่างมีนัยสำคัญหลังจากแนวโน้มการบริโภคเคยลดลงต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

         ในช่วงสามปีที่ผ่านมา ชาวเยอรมันรับประทานเนื้อสัตว์และไส้กรอกมากขึ้น แม้ว่าระดับการบริโภคในปัจจุบันจะยังต่ำกว่าช่วงสูงสุดในปี 2554 ซึ่งปริมาณการบริโภคเนื้อสัตว์อยู่ที่ 63.8 กิโลกรัมต่อคนต่อปีจากข้อมูลของศูนย์ข้อมูลการเกษตรแห่งสหพันธสาธารณรัฐเยอรมนี (BZL) ระบุว่า โดยรวมแล้วการบริโภคเนื้อสัตว์บกในเยอรมันคิดเป็นประมาณ 72 ของการบริโภคเนื้อสัตว์ทั้งหมด สาเหตุสำคัญของการบริโภคที่เพิ่มขึ้นในปีล่าสุดมาจาก การบริโภคเนื้อสัตว์ปีกที่ขยายตัวต่อเนื่องจนทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แม้ราคาสินค้าจะอยู่ในระดับสูงความต้องการบริโภคเนื้อสัตว์ของผู้บริโภคเยอรมันกำลังเข้าสู่ช่วงฟื้นตัว โดยเฉพาะการเลือกบริโภคเนื้อสัตว์ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากกว่า เช่น เนื้อไก่ ซึ่งได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นจากปัจจัยด้านราคา ความสะดวกในการประกอบอาหาร และการรับรู้ว่ามีไขมันต่ำกว่าเนื้อแดง ส่งผลให้ปริมาณการบริโภคเนื้อสัตว์ปีกในปี 2568 เพิ่มขึ้นแตะระดับประมาณ 14.7 กิโลกรัมต่อคนต่อปี คิดเป็นเกือบร้อยละ 27 ของการบริโภคเนื้อสัตว์ทั้งหมดของประเทศ

 

image.png

 

ที่มาBundesanstalt für Landwirtschaft und Ernährung (BLE)

การบริโภคเนื้อหมูคิดเป็นสัดส่วนเกือบร้อยละ 52 ของการบริโภคเนื้อสัตว์ทั้งหมดในเยอรมนี

เนื้อหมูยังคงเป็นเนื้อสัตว์ที่ชาวเยอรมันบริโภคมากที่สุด โดยเฉลี่ย 28.3 กิโลกรัมต่อคนต่อปี คิดเป็นเกือบร้อยละ 52 ของการบริโภคเนื้อสัตว์ทั้งหมด แม้ว่าราคาสินค้าอุปโภคบริโภคจะสูงขึ้น ขณะที่การบริโภคเนื้อวัวและเนื้อลูกวัวกลับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 200 กรัมต่อคนต่อปี คิดเป็นปริมาณ 9.7 กิโลกรัมต่อคนต่อปี

เยอรมนีผลิตเนื้อสัตว์ลดลง

การผลิตเนื้อสัตว์ภายในประเทศในปี 2568 ลดลงร้อยละ 0.3 เหลือปริมาณ 7.3 ล้านตัน ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการโรงฆ่าสัตว์ที่ลดลง ส่งผลให้การผลิตเนื้อวัวและเนื้อลูกวัวลดลงประมาณร้อยละ 6 เมื่อเทียบกับปี 2567 ทั้งนี้ โรงงานผลิตเนื้อสัตว์ปีกได้รับผลกระทบจากปัจจัยต่างๆ รวมถึงไข้หวัดนก มีปริมาณการผลิตอยู่ที่ 1.5 ล้านตัน ซึ่งต่ำกว่าสถิติของปีที่แล้วเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม การผลิตเนื้อหมูเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.1 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

เพื่อตอบสนองความต้องการบริโภคเนื้อสัตว์ที่เพิ่มขึ้น การนำเข้าเนื้อสัตว์ ซึ่งรวมถึงผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์และเครื่องใน เพิ่มขึ้นเกือบร้อยละ 11 คิดเป็นปริมาณประมาณ 3.6 ล้านตัน การนำเข้าเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำเข้าเนื้อวัว แต่ก็รวมถึงเนื้อสัตว์ปีกและเนื้อแกะด้วย ในขณะที่ปริมาณการส่งออกยังคงสูงกว่าการนำเข้า แต่เพิ่มขึ้นเพียงประมาณร้อยละ 1 เมื่อเทียบกับปี 2567 จากข้อมูลเบื้องต้น การบริโภคเนื้อสัตว์โดยรวม ซึ่งรวมถึงไม่เพียงแต่การบริโภคของมนุษย์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการใช้ในอุตสาหกรรม การผลิตอาหารสัตว์เลี้ยง และการนำเข้าและส่งออกเนื้อสัตว์เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.5 เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว คิดเป็นปริมาณ 6.37 ล้านตัน

image.png

ที่มาBundesanstalt für Landwirtschaft und Ernährung (BLE)

แนวโน้มตลาดเนื้อสัตว์ในเยอรมนี

การกลับมาของการบริโภคเนื้อสัตว์ในเยอรมนีไม่ได้หมายความว่าตลาดกำลังย้อนกลับไปสู่รูปแบบเดิม แต่สะท้อนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคภายใต้บริบทเศรษฐกิจและสังคมใหม่ ที่ผู้บริโภคยังคงให้ความสำคัญกับสุขภาพและโภชนาการ ส่งผลให้เนื้อสัตว์ปีกได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เนื่องจากถูกมองว่าเป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพดี ไขมันต่ำ และมีราคาที่เข้าถึงได้ง่ายกว่าเนื้อโคหรือเนื้อสุกร อีกทั้ง ภาวะเงินเฟ้อและค่าครองชีพที่ยังอยู่ในระดับสูง ทำให้ผู้บริโภคเปรียบเทียบราคาสินค้าอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจซื้อ ส่งผลให้เนื้อสัตว์ที่มีราคาสมเหตุสมผลสามารถขยายตลาดได้มากกว่า

ซึ่งจะเห็นได้ว่าแม้กระแสรักษ์สิ่งแวดล้อมและอาหารจากพืชยังคงได้รับความสนใจในยุโรป แต่การเพิ่มขึ้นของการบริโภคเนื้อสัตว์ในปีล่าสุดสะท้อนว่า ผู้บริโภคจำนวนมากยังคงเลือกบริโภคเนื้อสัตว์ควบคู่กับอาหารทางเลือก มากกว่าจะเลิกบริโภคเนื้อสัตว์โดยสิ้นเชิง นอกจากนี้ ยังพบว่าความต้องการเนื้อสัตว์ในเยอรมนีเริ่มพึ่งพาการนำเข้าเพิ่มขึ้นในบางประเภทสินค้า เนื่องจากการผลิตภายในประเทศขยายตัวไม่ทันกับความต้องการของตลาด ส่งผลให้การค้าระหว่างประเทศยังมีบทบาทสำคัญต่อการรักษาเสถียรภาพของอุปทานในประเทศ

ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะของ สคต. 

         การเพิ่มขึ้นของการบริโภคเนื้อสัตว์ในเยอรมนีในปี 2568 ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกของตลาดอาหารโปรตีนในยุโรป แม้ว่าปริมาณการบริโภคโดยรวมยังไม่กลับสู่ระดับสูงสุดในอดีต แต่การเติบโตของเนื้อสัตว์ปีกสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของความต้องการผู้บริโภค ซึ่งให้ความสำคัญกับสุขภาพ ราคา และความยั่งยืนมากขึ้น

         สำหรับประเทศไทย แม้ว่าปัจจุบันการส่งออกเนื้อสัตว์เข้าสู่สหภาพยุโรปยังมีข้อจำกัดด้านสุขอนามัยสัตว์และกฎระเบียบการนำเข้า แต่แนวโน้มการบริโภคของเยอรมนีเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยสามารถวางแผนเตรียมความพร้อมเพื่อขยายการส่งออกในระยะยาว โดยเฉพาะการพัฒนาสินค้ามูลค่าเพิ่ม การยกระดับมาตรฐานการผลิต และการสร้างภาพลักษณ์ด้านคุณภาพและความยั่งยืน หากสามารถตอบสนองข้อกำหนดของตลาดสหภาพยุโรปได้อย่างครบถ้วน ก็จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์ไทยในตลาดยุโรปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

         โอกาสสำคัญอยู่ที่ตลาดเนื้อสัตว์ปีก ซึ่งเป็นสินค้าที่มีอัตราการเติบโตสูงที่สุดของเยอรมนี หากผู้ประกอบการไทยสามารถรักษามาตรฐานด้านความปลอดภัยอาหาร ระบบตรวจสอบย้อนกลับ และมาตรฐานด้านสวัสดิภาพสัตว์ตามข้อกำหนดของสหภาพยุโรป ก็จะมีศักยภาพในการแข่งขันเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ตลาดเยอรมนียังให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม เช่น เนื้อสัตว์แปรรูปพร้อมรับประทาน ผลิตภัณฑ์ปรุงสุก อาหารพร้อมอุ่น และสินค้าโปรตีนคุณภาพสูง ซึ่งเป็นกลุ่มที่ผู้ประกอบการไทยมีความเชี่ยวชาญและสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ดีกว่าการแข่งขันด้านราคาวัตถุดิบเพียงอย่างเดียว

 

***********************************************

ที่มา Bundesanstalt für Landwirtschaft und Ernährung

ที่มา Photo by Mariia Ioffe on Unsplash 

 

Share :
Instagram