fb
วิกฤตตะวันออกกลางสั่นคลอนการค้าโลก เสี่ยงดันต้นทุนพลังงาน กระทบเศรษฐกิจอินเดีย

วิกฤตตะวันออกกลางสั่นคลอนการค้าโลก เสี่ยงดันต้นทุนพลังงาน กระทบเศรษฐกิจอินเดีย

โดย
Chalotorn
ลงเมื่อ 05 มีนาคม 2569 16:00
สคต. ณ เมืองมุมไบ (อินเดีย) (TTC, Mumbai (India))
28

             ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลาง ภายหลังปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลต่ออิหร่าน คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อระบบการค้าโลก ทำให้ต้นทุนค่าระวางขนส่ง เบี้ยประกันภัย และต้นทุนโลจิสติกส์ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศให้ข้อสังเกตว่า หากสถานการณ์ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงยืดเยื้อ อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั้งความล่าช้าในการขนส่งสินค้า การหยุดชะงักของเส้นทางเดินเรือและการผลักดันราคาน้ำมันในตลาดโลกให้ปรับตัวขึ้นสูง ซึ่งจะเพิ่มภาระการนำเข้าและแรงกดดันด้านเงินเฟ้อต่ออินเดีย  แม้การค้าระหว่างอินเดียกับอิหร่านจะลดลง สาเหตุจากผลของมาตรการคว่ำบาตร แต่อินเดียยังคงมีความสัมพันธ์ทางการค้าที่แน่นแฟ้นและขยายตัวต่อเนื่องกับคณะมนตรีความร่วมมือแห่งรัฐอ่าวอาหรับ (Gulf Cooperation Council:GCC) ได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ คูเวต โอมาน และบาห์เรน ประเทศเหล่านี้เป็นแหล่งจัดหาพลังงานหลักและเป็นคู่ค้าสำคัญของอินเดีย ดังนั้น ความไม่มั่นคงในภูมิภาคจึงถือเป็นความเสี่ยงเชิงระบบต่อเศรษฐกิจอินเดียโดยตรง

Indian Stock Market & Key Stocks -2.png

               ความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญอยู่ที่ความเป็นไปได้ของการหยุดชะงักของระบบขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือที่มีความสำคัญยิ่ง โดยสัดส่วนการขนส่งน้ำมันดิบที่อินเดียนำเข้าผ่านเส้นทางดังกล่าวประมาณร้อยละ 35 -50 รวมถึงก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในสัดส่วนสูง โดยสถานการณ์เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2569 ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดโดยพฤตินัย (De facto closure) โดยกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน เพื่อเป็นเครื่องมือต่อรองทางการทหาร จำกัดการเดินเรือ ซึ่งจะส่งผลให้ค่าระวางขนส่งเพิ่มขึ้น เบี้ยประกันภัยสูงขึ้น การขนส่งล่าช้า และราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นต่อไป ราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นจะสะท้อนต้นทุนการผลิตและการขนส่งที่สูงขึ้นในภาคอุตสาหกรรมและภาคการส่งออกของอินเดีย ทั้งนี้ เพื่อลดความเสี่ยงจากสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน สถาบันทางวิชาการให้ข้อเสนอแนะว่า โรงกลั่นน้ำมันของอินเดียอาจกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมันไปยังประเทศอื่น เช่น รัสเซีย สหรัฐอเมริกา แอฟริกาตะวันตก และลาตินอเมริกา หรือใช้คลังสำรองปิโตรเลียมเชิงยุทธศาสตร์ อย่างไรก็ดี ทางเลือกดังกล่าวย่อมมาพร้อมกับระยะเวลาการขนส่งที่ยาวนานขึ้นและต้นทุนการดำเนินงานที่สูงขึ้น
           นอกจากนี้ ความขัดแย้งยังส่งผลกระทบต่อเครือข่ายโลจิสติกส์ระดับโลก สายการเดินเรือและเส้นทางการบินมีการปรับเปลี่ยนเพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง ขณะที่การค้าทางทะเลผ่านทะเลแดงและภูมิภาคอ่าวอาหรับเผชิญความไม่แน่นอน หากสถานการณ์ยืดเยื้อ การขนส่งสินค้าที่มุ่งหน้าไปยังยุโรปและสหรัฐอเมริกาอาจจำเป็นต้องเปลี่ยนเส้นทางผ่านแหลมกู๊ดโฮป (Cape of Good Hope) ซึ่งจะเพิ่มระยะเวลาขนส่งประมาณ 15-20 วัน และทำให้ต้นทุนการขนส่งโดยรวมสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ราคาน้ำมันที่อาจปรับตัวขึ้นถึงระดับ 120-130 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล อาจขยายการสถานะดุลบัญชีเดินสะพัดของอินเดีย กระตุ้นแรงกดดันเงินเฟ้อภายในประเทศ และเพิ่มต้นทุนปัจจัยการผลิตของผู้ส่งออก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเครื่องหนัง รองเท้า และภาคการผลิต  รวมทั้งความตึงเครียดที่ยืดเยื้ออาจส่งผลกระทบต่อระบบธุรกรรมทางการเงิน ทำให้แรงงานชาวอินเดียกว่า 10 ล้านคนที่ทำงานในกลุ่ม GCC เผชิญกับความล่าช้าในการโอนเงินระหว่างประเทศ และการชะลอความคืบหน้าในการเจรจาความตกลงการค้าเสรีระหว่างอินเดียกับ GCC
ข้อมูลเพิ่มเติม 
         1.    ภูมิภาคเอเชียตะวันตกเป็นที่ตั้งของเส้นทางเดินเรือหลักหลายสาย ซึ่งรองรับสัดส่วนสำคัญของการส่งออกอินเดียไปยังตลาดหลัก โดยมูลค่าการส่งออกของอินเดียไปยังสหรัฐอเมริกาอยู่ที่ 86.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ไปยังยุโรป 98.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และไปยังเอเชียตะวันตก 58.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมกันคิดเป็นเกือบร้อยละ 56 ของมูลค่าการส่งออกสินค้าทั้งหมดของอินเดีย ในช่วงความขัดแย้งอิสราเอล–ฮามาสระหว่างปี 2566–2568 อัตราค่าระวางได้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากสายการเดินเรือหลีกเลี่ยงเส้นทางทะเลแดงและเบี่ยงเรือผ่านแหลมกู๊ดโฮป ส่งผลให้ระยะเวลาขนส่งระหว่างอินเดียกับตลาดตะวันตกเพิ่มขึ้น 15–20 วัน
        2.    ความเปราะบางของช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz): อินเดียนำเข้าน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติกว่า 40-50% ผ่านเส้นทางนี้ ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นเสี่ยงต่อการเกิด "Supply Shock" ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account Deficit) ของอินเดีย หากราคาน้ำมันดิบดีดตัวขึ้นเหนือ 90-100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
         3.    ต้นทุนโลจิสติกส์และภาวะเงินเฟ้อ (Cost-push Inflation): ด้าน Freight Costs การเบี่ยงเส้นทางเดินเรือหรือความเสี่ยงในทะเลแดงและอ่าวเปอร์เซียจะทำให้อัตราค่าระวางเรือเพิ่มขึ้นประมาณ 25-30% ในระยะสั้น ในขณะที่ Insurance Premiums โดยเบี้ยประกันภัยความเสี่ยงสงคราม (War Risk Premiums) จะถูกบวกเพิ่มขึ้น 0.1% - 0.5% ของมูลค่าสินค้า ซึ่งจะบีบอัตรากำไร (Margins) ของผู้ส่งออกอินเดีย โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าเกษตร (ข้าวบาสมาติ) และสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีการแข่งขันด้านราคาสูง (DGCI&S Foreign Trade Statistics Bulletin, 2026)
ผลกระทบทางเศรษฐกิจและความท้าทาย
         1.    โอกาสขยายตลาดจากการแสวงหาแหล่งจัดหาที่มีเสถียรภาพ: ภายใต้ภาวะความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ ผู้นำเข้าอินเดียมีแนวโน้มปรับกลยุทธ์การจัดหา (sourcing strategy) โดยมุ่งเน้นประเทศคู่ค้าที่มีเสถียรภาพด้านโลจิสติกส์และห่วงโซ่อุปทานมากขึ้น ส่งผลให้ไทยมีศักยภาพในการก้าวขึ้นเป็นแหล่งจัดหาทดแทน (alternative sourcing hub) โดยเฉพาะในกรณีที่การขนส่งหยุดชะงัก ความได้เปรียบด้านความต่อเนื่องของการผลิต ความยืดหยุ่นในการส่งมอบ และความสามารถในการแข่งขันด้านราคา จะเอื้อให้ผู้ส่งออกไทยสามารถขยายส่วนแบ่งตลาดในอินเดียได้
          2.    อุปสงค์ชะลอตัว และผลกระทบต่อห่วงโซ่อุตสาหกรรมปลายน้ำ: แรงกดดันเงินเฟ้อและความผันผวนของค่าเงินในอินเดียอาจทำให้ผู้นำเข้าชะลอคำสั่งซื้อ นอกจากนี้ ภาคปิโตรเคมี (downstream) จะเผชิญต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น ขณะที่โครงการก่อสร้างและวิศวกรรมขนาดใหญ่ในภูมิภาค GCC อาจได้รับผลกระทบจากความล่าช้าในการส่งมอบวัสดุและค่าแรงที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจสะท้อนกลับมาเป็นแรงกดดันต่อคำสั่งซื้อและความต่อเนื่องทางการค้าในภูมิภาคโดยรวม
ข้อคิดเห็น
         1.    ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นอาจทวีความรุนแรงขึ้น ได้กลายเป็น "ปัจจัยหงส์ดำ หรือ Black Swan Factor " ที่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจ รัฐบาลอินเดียจำเป็นต้องเตรียมแผนสำรองด้านพลังงาน (Strategic Petroleum Reserve) และกลไกสนับสนุนค่าประกันภัยการส่งออก เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดตะวันออกกลางท่ามกลางสภาวะต้นทุนโลจิสติกส์ขาขึ้น ถึงกระนั้น พลวัตการค้าอินเดีย–GCC ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา (FY2021-22 ถึง FY2024-25) สะท้อนบทบาทของ GCC ในฐานะกลุ่มคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของอินเดีย โดยปี FY2024-25 (ประมาณการชั่วคราว) มีมูลค่าการค้ารวม 178.56 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 10.3 ฟื้นตัวจากปีงบประมาณ FY2023-24 ขณะที่คู่ค้าสำคัญ 3 อันดับแรก ได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ซึ่งเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ใน GCC และอันดับ 3 ของโลก (รองจากสหรัฐฯ และจีน) ซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานหลักและตลาดส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมสำคัญ และกาตาร์ ซึ่งมีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ด้านการจัดหา LNG และความมั่นคงทางพลังงานระยะยาวของอินเดีย
         2.    ภายใต้สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ผู้ส่งออกไทยมีโอกาสขยายตลาดในอินเดียจากการที่ผู้นำเข้าต้องการคู่ค้าที่มีเสถียรภาพ โดยเฉพาะสินค้าที่มีอุปสงค์สม่ำเสมอและสามารถแข่งขันด้านราคาได้ อาทิ สินค้าอาหารและเกษตรแปรรูป วัตถุดิบและกึ่งวัตถุดิบอุตสาหกรรม สินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐาน (FMCG บางรายการ) อย่างไรก็ดี ควรเฝ้าระวังความผันผวนของค่าระวางเรือ เบี้ยประกันภัย และความล่าช้าจากการเปลี่ยนเส้นทางขนส่ง จึงจำเป็นต้องวางแผนการจัดส่งล่วงหน้า กระจายความเสี่ยงผ่านหลายเส้นทางหรือหลายผู้ให้บริการโลจิสติกส์ ติดตามต้นทุนขนส่งอย่างใกล้ชิด และรักษาการสื่อสารเชิงรุกกับคู่ค้าอินเดีย พร้อมทั้งพิจารณาเงื่อนไขด้านราคาและการชำระเงินที่ยืดหยุ่น เพื่อรักษาความต่อเนื่องทางการค้าและลดผลกระทบจากความไม่แน่นอนในห่วงโซ่อุปทานโลก

ที่มา:  http://timesofindia.indiatimes.com/articleshow/128919211.cms?utm_source=contentofinterest&utm_medium=text&utm_campaign=cppst
•    https://economictimes.indiatimes.com/news/economy/foreign-trade/rising-tensions-in-middle-east-may-impact-trade-push-up-freight-insurance-costs/articleshow/128917267.cms?utm_source=contentofinterest&utm_medium=text&utm_campaign=cppst
 

19410-99 สรุปข่าวเด่นรายสัปดาห์ สคต.มุุมไบ ประจำวันที่ 2-6 มี.ค.69 -2.pdf
Share :
Instagram