
รัฐบาลออสเตรียกำลังเผชิญโจทย์สำคัญทางเศรษฐกิจ หลังประกาศนโยบายลดภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับสินค้าอาหารจำเป็นเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อและต้นทุนครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยมาตรการดังกล่าวจะเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2026 เป็นต้นไป ภายใต้นโยบายนี้ ภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับสินค้าอาหารพื้นฐานบางประเภทจะถูกปรับลดจาก 10% เหลือ 4.9% ครอบคลุมสินค้าจำเป็น เช่น ขนมปัง นม เนย ไข่ ผัก ผลไม้ ข้าว แป้ง และพาสต้า โดยรัฐบาลออสเตรียระบุว่า ต้องการช่วยลดภาระค่าครองชีพและแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูงหลังวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจยุโรปในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อรายได้ของรัฐ โดยกระทรวงการคลังคาดว่ารัฐจะสูญเสียรายได้ภาษีราว 400 ล้านยูโรต่อปี (ประมาณ 15,600 ล้านบาท) ทำให้รัฐบาลต้องเร่งหามาตรการหรือแหล่งรายได้ชดเชย เพื่อรักษาวินัยทางการคลังของประเทศ โดยก่อนหน้านี้ รัฐบาลวางแผนจัดเก็บภาษีพลาสติกสำหรับบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้ โดยหวังให้เป็นทั้งเครื่องมือด้านสิ่งแวดล้อมและแหล่งรายได้ใหม่ของรัฐ แต่แนวคิดดังกล่าวกลับถูกต่อต้านอย่างหนักจากภาคธุรกิจ ซึ่งมองว่ามาตรการนี้จะเพิ่มต้นทุนการผลิต ภาคเอกชนยังเตือนด้วยว่า การกำหนดนิยามว่าพลาสติกชนิดใดรีไซเคิลได้หรือไม่ได้ยังมีความซับซ้อนสูง และแม้แต่สหภาพยุโรปเองก็ยังอยู่ระหว่างการพัฒนามาตรฐานในด้านนี้ รัฐบาลออสเตรียจึงตัดสินใจยกเลิกแผนภาษีพลาสติกอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา
ปัจจุบัน รัฐบาลจึงเหลือมาตรการหลักในการหาแหล่งรายได้ชดเชย โดยการจัดเก็บค่าธรรมเนียมพัสดุจากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต่างประเทศ โดยเสนอให้เก็บประมาณ 2 ยูโรต่อพัสดุ สำหรับบริษัทออนไลน์ขนาดใหญ่ที่มียอดขายเกิน 100 ล้านยูโรต่อปีในออสเตรีย ซึ่งคาดว่าจะสร้างรายได้ประมาณ 280 ล้านยูโรต่อปี นอกจากนี้ รัฐบาลยังเตรียมเพิ่มมาตรการปราบปรามการหลีกเลี่ยงภาษี เช่น การเพิ่มอำนาจตรวจสอบบัญชีและการควบคุมสิทธิประโยชน์ด้านภาษีของบริษัทต่างๆ เพื่ออุดช่องว่างรายได้ที่ยังขาดอยู่หลายสิบล้านยูโร
ในเชิงเศรษฐกิจ มาตรการลด VAT สำหรับกลุ่มอาหารพื้นฐานถือเป็นนโยบายที่ช่วยประชาชนได้โดยเฉพาะครัวเรือนรายได้ปานกลางและรายได้น้อยที่มีค่าใช้จ่ายด้านอาหารในสัดส่วนสูง อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์บางส่วนตั้งข้อสังเกตว่า นโยบายนี้จะช่วยลดอัตราเงินเฟ้อได้เพียงประมาณร้อยละ 0.2 เท่านั้น อีกทั้งยังมีความเสี่ยงว่าผู้ค้าปลีกอาจไม่ได้ส่งผ่านการลดภาษีไปยังผู้บริโภคได้อย่างเต็มจำนวน
ข้อเสนอแนะและความคิดเห็นสำนักงานฯ
สำหรับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะธุรกิจอาหารและผู้ส่งออกสินค้าอาหารมายังตลาดออสเตรีย นโยบายดังกล่าวถือเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายในเวลาเดียวกัน ในด้านโอกาส การลด VAT อาจช่วยกระตุ้นการบริโภคอาหารโดยรวมทำให้ผู้บริโภคมีกำลังซื้อมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลดีต่อยอดขายของร้านอาหารและสินค้านำเข้า ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทยควรจับตาแนวโน้มด้านกฎระเบียบสิ่งแวดล้อมของยุโรปอย่างใกล้ชิด แม้ว่าในชั้นนี้ รัฐบาลออสเตรียจะยกเลิกภาษีพลาสติก อย่างไรก็ดี สหภาพยุโรปยังคงมุ่งสู่การลดขยะพลาสติกและส่งเสริมบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว ดังนั้น ธุรกิจไทยที่ยังใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวจำนวนมากอาจเผชิญต้นทุนหรือข้อจำกัดทางการค้าเพิ่มขึ้นในอนาคต ผู้ประกอบการไทยจึงควรเร่งปรับตัวสู่แนวทางธุรกิจที่ยั่งยืน เช่น การใช้บรรจุภัณฑ์รีไซเคิล และการสื่อสารจุดขายด้านสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ ควรติดตามนโยบายภาษีและการค้าของออสเตรียและสหภาพยุโรปอย่างต่อเนื่อง เพราะการเปลี่ยนแปลงทางนโยบายภาครัฐในยุโรปมักส่งผลโดยตรงต่อโครงสร้างต้นทุนและพฤติกรรมผู้บริโภคระยะยาว
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงเวียนนา
พฤษภาคม 2569
แหล่งอ้างอิง: https://kurier.at/politik/
Photo Credit: https://www.pexels.com/