
นักลงทุนในภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของกรุงไนโรบีกำลังเผชิญแรงกดดันให้ทบทวนรูปแบบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แบบดั้งเดิม เนื่องจากภาวะอุปทานส่วนเกินของพื้นที่สำนักงานและพื้นที่เชิงพาณิชย์ อาคารที่มีเพียงสิ่งอำนวยความสะดวกขั้นพื้นฐานและการออกแบบที่ขาดเอกลักษณ์ ไม่สามารถดึงดูดผู้เช่าได้อีกต่อไป ในตลาดที่มีการแข่งขันสูงเช่นปัจจุบัน ผู้พัฒนาโครงการจำเป็นต้องสร้างสรรค์นวัตกรรม โดยผสานเทคโนโลยีอัจฉริยะและแนวคิดด้านความยั่งยืน เพื่อสร้างความแตกต่างและมอบคุณค่าที่แท้จริงให้แก่ผู้เช่า
นักลงทุนจำนวนมากหันมาให้ความสำคัญกับความคิดสร้างสรรค์ เทคโนโลยีขั้นสูง และการออกแบบที่ยั่งยืน ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในตลาดอสังหาริมทรัพย์ทั่วไนโรบีต่างเห็นพ้องว่า ตลาดกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากการพัฒนาแบบเดิมไปสู่พื้นที่ที่ให้ความสำคัญกับนวัตกรรมและมูลค่าในระยะยาว ทั้งต่อผู้ลงทุนและผู้เช่า
นายโจเซฟ งูเร นายหน้าอสังหาริมทรัพย์ผู้มีประสบการณ์ในกรุงไนโรบี ระบุว่า ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ลำดับความสำคัญของผู้พัฒนาโครงการได้เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ “แนวโน้มเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ปัจจุบันผู้พัฒนาไม่ได้ออกแบบแค่อาคาร แต่กำลังออกแบบ ‘ประสบการณ์’ เป้าหมายไม่ใช่เพียงการเติมพื้นที่ให้เต็ม แต่เป็นการรักษาผู้เช่าด้วยการลดต้นทุนการดำเนินงานและเพิ่มความสะดวกสบายในชีวิตประจำวันโดยชี้ให้เห็นว่า เทคโนโลยีสีเขียวกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในโครงการอสังหาริมทรัพย์ระดับกลางและระดับสูงของไนโรบี ไม่ว่าจะเป็นระบบแสงสว่างประหยัดพลังงาน แผงโซลาร์เซลล์ ระบบเก็บน้ำฝน การนำน้ำใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่ และระบบควบคุมสภาพอากาศอัจฉริยะ นอกจากการช่วยประหยัดต้นทุนแล้ว ความสะดวกสบายและการใช้งานอย่างชาญฉลาดได้กลายเป็นจุดขายสำคัญ โครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ระบบเข้าออกอาคารแบบชีวมิติหรือสมาร์ตแอ็กเซส ลิฟต์ประหยัดพลังงาน และการใช้วัสดุก่อสร้างที่ยั่งยืน ล้วนกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของโครงการเชิงพาณิชย์และที่อยู่อาศัยในไนโรบี
แม้แนวโน้มดังกล่าวจะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยอาคาร Purple Tower ซึ่งตั้งอยู่บนถนนมอมบาซา และเพิ่งสร้างเสร็จ ถือเป็นตัวอย่างที่สะท้อนแนวคิดการออกแบบอาคารยุคใหม่ ที่เน้นความชาญฉลาดและประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากร โครงการนี้พัฒนาโดยบริษัท Purple Dot International เป็นอาคารสูง 14 ชั้น มีกำหนดเปิดใช้งานภายในสิ้นเดือนนี้ โดยผสมผสานการออกแบบที่สง่างามเข้ากับแนวคิดประหยัดต้นทุน ภายใต้แนวคิด “Purple is the New Green” ซึ่งสะท้อนความมุ่งมั่นในการใช้พลังงานสะอาดและมาตรการลดค่าใช้จ่ายในระยะยาว
นายอมริช ชาห์ จากบริษัท Urban Green Consultants ซึ่งเป็นที่ปรึกษาด้านอาคารสีเขียว ระบุว่า โครงการนี้คาดว่าจะสามารถลดการใช้พลังงานได้ร้อยละ 27 ลดการใช้น้ำได้ร้อยละ 41 และลดพลังงานสะสมจากวัสดุก่อสร้างได้ร้อยละ 33 ตัวอาคารประกอบด้วยพื้นที่สำนักงานเกรดเอ โชว์รูม และพื้นที่ค้าปลีก ทำให้สามารถรองรับการใช้งานเชิงพาณิชย์ได้อย่างหลากหลาย
สิ่งที่ทำให้ Purple Tower โดดเด่น คือ การมุ่งเน้นประโยชน์ใช้สอยมากกว่าความหวือหวาทางสถาปัตยกรรม อาคารไม่ได้พยายามโดดเด่นเหนือเมือง แต่กลมกลืนไปกับบริบทของไนโรบี พร้อมมอบโซลูชันที่ใช้งานได้จริง ช่วยให้ธุรกิจสามารถดำเนินงานได้โดยไม่ต้องแบกรับต้นทุนการดำเนินงานที่สูง นายภารัต เคไร หัวหน้าโครงการ ระบุว่า การเลือกใช้เทคโนโลยีสีเขียวขั้นสูงเป็นทั้งกลยุทธ์และความจำเป็น
ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่อิ่มตัว อาคารสำนักงานแบบเดิมไม่สามารถดึงดูดผู้เช่าได้เหมือนในอดีต บริษัทจึงตระหนักถึงความจำเป็นในการคิดนอกกรอบ “ภูมิทัศน์อสังหาริมทรัพย์ของไนโรบีเปลี่ยนไปแล้ว ผู้เช่ามีความรอบคอบมากขึ้น มองหาคุณค่า ความยั่งยืน และการประหยัดในระยะยาว ดังนั้น อะไรคือสิ่งที่สามารถนำเสนอและสร้างความแตกต่างได้จริง” นายภารัตกล่าว
แนวคิดดังกล่าวนำไปสู่การนิยามใหม่ของพื้นที่เชิงพาณิชย์สมัยใหม่ โดยละทิ้งรูปแบบเดิมที่ใช้ระบบสิ้นเปลืองพลังงาน และหันมาใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะและยั่งยืน เพื่อรับมือกับปัญหาสิ่งแวดล้อมและต้นทุนการดำเนินงานที่เพิ่มสูงขึ้น
Purple Tower ใช้กระจกกันความร้อนประสิทธิภาพสูง ระบบแสงสว่างประหยัดพลังงาน และระบบบริหารจัดการอาคารอัจฉริยะเพื่อลดการใช้พลังงาน นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านอุปกรณ์ประหยัดน้ำและแนวคิดการเก็บน้ำฝน ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายสาธารณูปโภครายเดือนการเลือกใช้วัสดุก่อสร้างที่ยั่งยืนและจัดหาจากท้องถิ่น จะช่วยลดรอยเท้าคาร์บอนของอาคาร นายภารัตกล่าวเสริมว่า ธุรกิจในปัจจุบันให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์และความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น “การเลือกใช้พื้นที่ในอาคารที่ได้รับการรับรองด้านสิ่งแวดล้อม เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงตัวตนขององค์กร แสดงให้ลูกค้าและพนักงานเห็นถึงความมุ่งมั่นต่อความยั่งยืนและอนาคต”
Purple Tower อาคารอัจฉริยะสีเขียว เป็นการสะท้อนทิศทางใหม่ของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไนโรบีอย่างเป็นรูปธรรม อาทิเช่น การลดการใช้พลังงานและน้ำอย่างมีนัยสำคัญ การเลือกใช้วัสดุก่อสร้างที่ยั่งยืนและจัดหาจากท้องถิ่น ตลอดจนการออกแบบที่มุ่งเน้นประโยชน์ใช้สอยและการลดต้นทุนการดำเนินงานของผู้เช่า มากกว่าการเน้นความโดดเด่นทางสถาปัตยกรรมเพียงอย่างเดียว แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับความต้องการของภาคธุรกิจในปัจจุบันที่ให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพ ความยั่งยืน และภาพลักษณ์ด้านความรับผิดชอบต่อสังคม ในมิติผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อประเทศไทย โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการไทยในสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างและบริหารจัดการอาคารสมัยใหม่ เช่น วัสดุก่อสร้างประหยัดพลังงาน กระจกกันความร้อน ระบบแสงสว่าง LED ระบบปรับอากาศประสิทธิภาพสูง เทคโนโลยีบริหารจัดการอาคาร ระบบสมาร์ตแอ็กเซส รวมถึงโซลูชันด้านพลังงานทดแทน เช่น แผงโซลาร์เซลล์และระบบกักเก็บพลังงาน ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพด้านการผลิต เทคโนโลยี และประสบการณ์จากการพัฒนาอาคารสีเขียวในประเทศและตลาดสากล รวมทั้งผู้ประกอบการไทยในสาขาการออกแบบภายใน เฟอร์นิเจอร์ วัสดุตกแต่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และบริการที่ปรึกษาด้านอาคารยั่งยืน สามารถเข้าไปมีบทบาทในตลาดเคนยาได้มากขึ้น โดยเฉพาะโครงการระดับกลางและระดับสูงที่มีกำลังซื้อและมองหามาตรฐานสากล เพื่อเพิ่มโอกาสการยอมรับสินค้าและบริการไทยในตลาดเคนยาอย่างเป็นรูปธรรม ผู้ประกอบการทั้ง 2 สาขา ควรพัฒนาสินค้าและบริการให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลและบริบทท้องถิ่น โดยคำนึงถึงสภาพอากาศ การใช้พลังงาน ต้นทุนการบำรุงรักษา และข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมของเคนยา เช่น การเน้นความทนทาน ประหยัดพลังงาน และใช้งานง่าย มากกว่าคุณสมบัติที่ซับซ้อนเกินความจำเป็น และปรับรูปแบบการทำตลาดให้เป็นการนำเสนอโซลูชันครบวงจร พร้อมบริการหลังการขาย การถ่ายทอดความรู้ การฝึกอบรม และการสนับสนุนทางเทคนิค เพื่อสร้างความมั่นใจแก่คู่ค้าและผู้ใช้งาน ทั้งนี้ ควรติดตามนโยบายด้านอาคารสีเขียวและความยั่งยืนของเคนยา เพื่อให้สามารถปรับกลยุทธ์ได้ทันต่อทิศทางตลาดและความต้องการที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
เครดิตภาพและที่มาข่าว https://businesstoday.co.ke
ประมวลโดย สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงไนโรบี
มกราคม 2569