fb
รัฐบาลเตรียมประเมินการยกเว้นวีซ่าสำหรับการเดินทางเข้าประเทศอาเซียน หลังจับกุมมิจฉาชีพ 210 รายในบาตัม

รัฐบาลเตรียมประเมินการยกเว้นวีซ่าสำหรับการเดินทางเข้าประเทศอาเซียน หลังจับกุมมิจฉาชีพ 210 รายในบาตัม

โดย
Kumtornpol
ลงเมื่อ 13 พฤษภาคม 2569 17:24
สคต. ณ กรุงจาการ์ตา (อินโดนีเซีย) (TTC, Jakarta (Indonesia))
2

เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของอินโดนีเซียมีแผนพิจารณาทบทวนนโยบาย Visa-on-Arrival (VoA) สำหรับบางประเทศ ที่ถูกระบุว่าเป็นแหล่งต้นทางของกลุ่มมิจฉาชีพออนไลน์ ที่เข้ามาตั้งฐานปฏิบัติการใน ประเทศ หลังพบแนวโน้มการเคลื่อนย้ายของเครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์ จากกัมพูชาและเวียดนาม เข้าสู่อินโดนีเซีย แผนดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังปฏิบัติการร่วมระหว่างเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง
และตำรวจ ซึ่งสามารถจับกุมชาวต่างชาติ 210 คนที่ทำงานอยู่ในศูนย์ปฏิบัติการหลอกลวงออนไลน์ (online scam center) ในเมืองบาตัม จังหวัดหมู่เกาะเรียว เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ชาวต่างชาติส่วนใหญ่
ที่ถูกจับกุมเป็นชาวจีนและเวียดนาม ซึ่งเดินทางเข้าประเทศอินโดนีเซีย ผ่านมาตรการยกเว้น วีซ่าเพื่อการท่องเที่ยว (BVK) และ Visa-on-Arrival (VoA) ผู้ถูกจับกุมประกอบด้วยชาวเวียดนาม
125 คน ชาวจีน 84 คน และชาวเมียนมา 1 คน นาย Hendarsam Marantoko
อธิบดีกรมตรวจคนเข้าเมืองอินโดนีเซีย กล่าวว่า ปรากฏการณ์ทีกลุ่มอาชญากรแฝงตัวเข้าประเทศ ในฐานะนักท่องเที่ยว ถือเป็นสัญญาณเตือนด้านความมั่นคงและอธิปไตยของประเทศ
เขาระบุว่า มาตรการอำนวยความสะดวกด้านการเดินทาง ถูกออกแบบมาเพื่อสนับสนุน การลงทุน และการท่องเที่ยว แต่กลับถูกนำไปใช้โดยเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ “สิ่งสำคัญคือการ
ตรวจจับล่วงหน้าและเสริมสร้างระบบข่าวกรองตามแนวชายแดน” เขากล่าวในการแถลงข่าว ที่เมืองบาตัมเมื่อวันศุกร์“ หากจำเป็นต้องทบทวนนโยบายยกเว้นวีซ่าสำหรับประเทศ
ที่เป็นแหล่งต้นทางของมิจฉาชีพออนไลน์ เราก็จะดำเนินการทันที”
นาย Hendarsam กล่าวเพิ่มเติมว่า เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจะดำเนินคดีกับผู้ต้องสงสัย ภายใต้กฎหมายตรวจคนเข้าเมือง และหากพบการกระทำผิดทางอาญา จะส่งตัวให้ตำรวจดำเนินคดีต่อไป
ผลการสอบสวนเบื้องต้นพบว่า กลุ่มชาวต่างชาติดังกล่าวดำเนินการหลอกลวงด้านการลงทุน ออนไลน์ภายในอพาร์ตเมนต์ Baloi View Apartment ตลอดช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา
ขณะนี้ เจ้าหน้าที่สามารถยึดหนังสือเดินทางได้แล้ว 198 เล่ม และยังอยู่ระหว่างติดตามอีก 12 เล่มที่เหลือ
พล.ต.ต. Untung Widiatmoko เลขาธิการสำนักงาน Interpol National Central Bureau (NCB) อินโดนีเซีย ระบุว่า คดีในเมืองบาตัมสะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นของเครือข่ายมิจฉาชีพออนไลน์ ที่ย้ายฐานออกจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แผ่นดินใหญ่ภายหลังการปราบปราม
ในกัมพูชา ลาว และเมียนมา กลุ่มมิจฉาชีพเริ่มกระจายตัวไปยังพื้นที่ใหม่ รวมถึงอินโดนีเซีย

“เราเห็นรูปแบบการเคลื่อนย้ายที่เปลี่ยนไป กลุ่มมิจฉาชีพที่ถูกกวาดล้างออกจากกัมพูชา กำลังเข้าสู่อินโดนีเซีย” เขากล่าว “เรื่องนี้ได้รับการยืนยันจากการจับกุมหลายกรณี
ไม่เพียงแต่ในบาตัม แต่ยังรวมถึงสุราบายา บาหลี และจาการ์ตา ซึ่งเกิดขึ้นเกือบพร้อมกัน”
นาย Untung กล่าวเพิ่มเติมว่า เจ้าหน้าที่ยังได้ควบคุมตัวชาวต่างชาติอีกราว 300 คนในกรุงจาการ์ตาซึ่งต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมในลักษณะเดียวกันสะท้อนว่าเครือข่าย
อาชญากรรมรูปแบบดังกล่าวเหล่านี้ได้สร้างโครงสร้างพื้นฐานทางอาชญากรรม ขนาดใหญ่ในพื้นที่ที่ มีการเชื่อมต่อระหว่างประเทศสูง รัฐบาลอินโดนีเซียยืนยันว่าจะไม่ยอมให้ประเทศ
กลายเป็นแหล่งพักพิงของอาชญากรข้ามชาติ นอกจากนี้ นอกเหนือจากการทบทวนนโยบายแล้ว เจ้าหน้าที่จะเพิ่มมาตรการเฝ้าระวังในบ้านพัก และอพาร์ตเมนต์ในพื้นที่ยุทธศาสตร์ เพื่อจำกัดพื้นที่ปฏิบัติการของเครือข่ายอาชญากรรม ด้าน พล.ต.ต. Asep Safrudin ผู้บัญชาการตำรวจ ไซเบอร์ระหว่างประเทศจังหวัดหมู่เกาะเรียว กล่าวว่าเจ้าหน้าที่จะสืบสวนความเป็นไปได้
ของการกระทำผิดทางอาญาโดยกลุ่มชาวต่างชาติดังกล่าว และจะดำเนินคดีหากพบการละเมิดกฎหมาย “จนถึงขณะนี้ ยังไม่พบว่ามีชาวอินโดนีเซียเกี่ยวข้องกับคดีนี้”เขากล่าว เจ้าหน้าที่ตรวจคน 
เข้าเมืองได้เข้าตรวจค้น Baloi View Apartmentในเขต Lubuk Baja เมืองบาตัม
เมื่อเช้าวันพุธที่ผ่านมา โดยข้อมูลเบื้องต้นระบุว่าชาวต่างชาติที่เกี่ยวข้องมาจากหลายประเทศ เช่น จีน ฟิลิปปินส์ และเวียดนามนาย Wahyu Eka Putra หัวหน้าสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเมืองบาตัม
กล่าวว่าปฏิบัติการครั้งนี้เกิดจากกระบวนการสืบสวนของหน่วยข่าวกรองตรวจคนเข้าเมืองร่วมกับข้อมูล ร้องเรียนจากประชาชนกลุ่มผู้ต้องสงสัยถูกกล่าวหาว่าดำเนินกิจกรรมผิดกฎหมายหลายรูปแบบ
เช่น การหลอกลวงทางความรัก (love scam) การพนันออนไลน์ และการทำ phishing ผ่านแพลตฟอร์ม e-commerce โดยใช้ลิงก์ปลอมเพื่อขโมยข้อมูลลูกค้า เจ้าหน้าที่ยังได้ยึดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จำนวนมาก
เช่น สมาร์ตโฟนหลายร้อยเครื่อง คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก เราเตอร์เครือข่าย และ mini server โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจพิสูจน์หลักฐานทางดิจิทัล เพื่อขยายผลไปยังโครงสร้างและ เครือข่ายที่เกี่ยวข้องในวงกว้าง

ความเห็นสำนักงาน

       เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของอินโดนีเซียกำลังพิจารณาทบทวนนโยบาย Visa-on-Arrival (VoA) และมาตรการยกเว้นวีซ่าสำหรับบางประเทศที่ถูกมองว่าเป็นแหล่งต้นทางของเครือข่ายมิจฉาชีพออนไลน์ หลังจากตรวจพบแนวโน้มการย้ายฐานของกลุ่มอาชญากรรมไซเบอร์จากกัมพูชา เวียดนาม ลาว และเมียนมา เข้าสู่อินโดนีเซีย โดยล่าสุดเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองร่วมกับตำรวจได้บุกจับกุมชาวต่างชาติ 210 คน ภายในศูนย์ปฏิบัติการหลอกลวงออนไลน์ที่อพาร์ตเมนต์ Baloi View เมืองบาตัม จังหวัดหมู่เกาะเรียว ผู้ต้องหาส่วนใหญ่เป็นชาวเวียดนามและจีน ซึ่งเดินทางเข้าประเทศผ่านมาตรการ BVK และ VoA ทางการระบุว่ากลุ่มดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการหลอกลงทุนออนไลน์ love scam การพนันออนไลน์ และ phishing ผ่านแพลตฟอร์ม e-commerce พร้อมยึดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จำนวนมากเพื่อขยายผลสอบสวน อธิบดีกรมตรวจคนเข้าเมืองอินโดนีเซีย นาย Hendarsam Marantoko ระบุว่า มาตรการอำนวยความสะดวกด้านการเดินทางถูกนำไปใช้ในทางผิดโดยเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ จึงจำเป็นต้องเพิ่มมาตรการข่าวกรองและการเฝ้าระวังตามแนวชายแดน รวมถึงอาจปรับนโยบายวีซ่าทันทีหากจำเป็น ขณะที่สำนักงาน Interpol NCB อินโดนีเซียยืนยันว่า ขณะนี้เครือข่ายมิจฉาชีพกำลังกระจายตัวเข้าสู่เมืองสำคัญของอินโดนีเซีย เช่น บาตัม สุราบายา บาหลี และจาการ์ตา โดยมีรายงานว่ามีการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยเพิ่มเติมอีกประมาณ 300 คนในกรุงจาการ์ตา สะท้อนว่าอินโดนีเซียกำลังเผชิญความเสี่ยงที่จะกลายเป็นฐานปฏิบัติการใหม่ของอาชญากรรมไซเบอร์ข้ามชาติ และรัฐบาลยืนยันว่าจะเร่งเพิ่มมาตรการควบคุมเพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศกลายเป็นแหล่งพักพิงของเครือข่ายอาชญากรรม กรณีดังกล่าวสะท้อนแนวโน้มที่รัฐบาลอินโดนีเซียจะเพิ่มความเข้มงวดด้านการตรวจคนเข้าเมืองและการกำกับดูแลกิจกรรมดิจิทัลมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อบรรยากาศการเดินทาง การลงทุน และการดำเนินธุรกิจออนไลน์ของต่างชาติในอินโดนีเซีย ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทยควรติดตามพัฒนาการของมาตรการด้านวีซ่าและกฎระเบียบดิจิทัลอย่างใกล้ชิด ขณะที่ในระยะยาว การปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์อย่างจริงจังอาจช่วยเสริมความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจดิจิทัลของอินโดนีเซียได้

 

Share :
Instagram