
ที่มา : สำนักข่าว The Edge Malaysia
ประธานองค์กรเพื่อพัฒนาการลงทุนของมาเลเซีย (Malaysian Investment Development Authority: MIDA) Tengku Datuk Seri Zafrul Abdul Aziz เปิดเผยว่า มาเลเซียได้ปรับเกณฑ์การให้สิทธิประโยชน์ในการลงทุนภายใต้กรอบนโยบายสิทธิประโยชน์ใหม่ (New Incentive Framework: NIF) โดยเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2569 มีสาระสำคัญ คือ ปรับจากการให้สิทธิประโยชน์แบบทั่วไป เป็นการมุ่งเน้นผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่วัดผลได้จริง โดยใช้ระบบคะแนนเป้าหมายการลงทุนแห่งชาติ (National Investment Aspiration Scorecard: NIA Scorecard) เป็นเกณฑ์ในการอนุมัติ โดยการให้คะแนนจะพิจารณาจากผลสัมฤทธิ์ที่ได้รับจากการลงทุน เช่น การถ่ายทอดเทคโนโลยี การสร้างความเข้มแข็งให้ห่วงโซ่อุปทานในประเทศ และความยั่งยืน เพื่อให้มั่นใจว่า การให้สิทธิประโยชน์ดังกล่าว จะช่วยคัดกรองคุณภาพของนักลงทุน และส่งเสริมให้เกิดการสร้างประโยชน์
ต่อเศรษฐกิจของมาเลเซียได้อย่างแท้จริง
Tengku Zafrul เน้นย้ำว่า มาเลเซียยังเปิดรับการลงทุนจากทุกบริษัทตามปกติ แต่สำหรับผู้ลงทุน
ที่ประสงค์จะรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีตามเกณฑ์ใหม่นี้ จะต้องแสดงให้เห็นถึงแผนการลงทุนที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจของมาเลเซียได้อย่างเป็นรูปธรรม เช่น กรณีการลงทุนในอุตสาหกรรมที่เน้นการประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ต้องนำเข้าชิ้นส่วนสูงถึงร้อยละ 90 เพื่อส่งออกภายใต้แคมเปญ “Made in Malaysia” ทั้งที่สร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศต่ำเพียงร้อยละ 10 เท่านั้น จะไม่ถูกจัดอยู่ในการลงทุนได้รับสิทธิประโยชน์อีกต่อไป เนื่องจากไม่ได้สร้างการกระจายรายได้หรือสร้างประโยชน์ต่อเนื่องให้ธุรกิจท้องถิ่นของมาเลเซียอย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับทิศทางการลงทุนในปี 2569 คาดว่า การลงทุนในภาคเศรษฐกิจดิจิทัลจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ โดยได้รับแรงหนุนจากความต้องการการลงทุนด้านการประมวลผล (Computing Power) ศูนย์ข้อมูล (Data Centers) และกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับเซมิคอนดักเตอร์ (Semi-Conductor-Related Activities) ที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะช่วยสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจที่ครบวงจรทั้งในด้านการบริการและอุปกรณ์เทคโนโลยี ทั้งนี้ MIDA เชื่อว่า
แม้จะมีการใช้เกณฑ์การพิจารณาที่เข้มงวดขึ้น แต่จะไม่ส่งผลให้ยอดการอนุมัติการลงทุนชะลอตัวลง เนื่องจาก
มาเลเซียมีการเตรียมการในเรื่องนี้มานานกว่าหนึ่งปีและได้ผลตอบรับในภาพรวมที่ดีจากนักลงทุน
วิเคราะห์ผลกระทบ
ด้านนโยบายการค้าและการลงทุน การนำระบบ NIA Scorecard มาใช้เป็นเกณฑ์ในการอนุมัติ
เป็นการยกระดับมาตรฐานและเกณฑ์การให้สิทธิประโยชน์ลงทุนของมาเลเซียอย่างชัดเจน บริษัทต่างชาติ
ที่ประสงค์จะรับสิทธิประโยชน์ทางการลงทุนจะต้องปรับแผนธุรกิจให้สอดคล้องกับกรอบนโยบายฯ และทิศทางเศรษฐกิจของมาเลเซียมากยิ่งขึ้น โดยไม่สามารถรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการลงทุนในธุรกิจ
ที่มีลักษณะเป็นฐานการประกอบสินค้าเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป
ด้านห่วงโซ่อุปทาน นโยบายใหม่นี้จะส่งผลให้บริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ต้องลงทุนร่วมกับซัพพลายเออร์ท้องถิ่นมากขึ้น เพื่อเพิ่มคะแนนในด้านการสร้างผลประโยชน์ต่อเนื่องทางเศรษฐกิจตามเกณฑ์การให้สิทธิประโยชน์ ซึ่งจะช่วยสร้างความแข็งแกร่งและเพิ่มศักยภาพให้แก่ MSMEs ของมาเลเซีย
ด้านการแข่งขันในภูมิภาค มาเลเซียวางเป้าหมายเพื่อเป็นศูนย์กลางการลงทุนในภูมิภาคอาเซียน
โดยอาศัยทั้งความได้เปรียบด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและพลังงาน เพื่อการดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง (High-Technology) ซึ่งอาจส่งผลต่อการแข่งขันเพื่อแย่งชิงเงินลงทุนคุณภาพสูงกับประเทศอื่น ๆ รวมถึงไทย
ความเห็น สคต.
สคต. เห็นว่า นโยบายสิทธิประโยชน์ใหม่ด้านการลงทุนดังกล่าวเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายสำหรับผู้ประกอบการ/นักลงทุนไทย
โอกาส นโยบายดังกล่าวเน้นส่งเสริมการสร้างความเชื่อมโยงระหว่างธุรกิจข้ามชาติรายใหญ่กับธุรกิจท้องถิ่นภายในประเทศ (Domestic Linkages) จึงเป็นโอกาสที่ผู้ประกอบการ/นักลงทุนไทยที่มีฐานธุรกิจหรือพันธมิตรในมาเลเซีย หรือต้องการที่จะลงทุนใหม่ สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานของบริษัทข้ามชาติ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ซึ่งมาเลเซียมีศักยภาพและเป็นฐานการผลิตและ
ผู้ให้บริการที่สำคัญของภูมิภาค
ความท้าทาย นักลงทุนไทยที่ต้องการเข้ามาลงทุนและขอรับการสิทธิประโยชน์จาก MIDA จำเป็นต้องเตรียมแผนการลงทุนที่แสดงถึงการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้กับมาเลเซียได้อย่างเป็นรูปธรรม เช่น
มีการจ้างงานทักษะสูงและการใช้ชิ้นส่วนในพื้นที่มากขึ้น โดยกระบวนการพิจารณาอนุมัติสิทธิประโยชน์ต่างๆ อาจมีความเข้มงวดและซับซ้อนมากขึ้น และอาจส่งผลให้ต้นทุนและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการขออนุมัติสิทธิประโยชน์เพิ่มสูงขึ้น
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์