
นายมาร์ค คาร์นีย์นายกรัฐมนตรีแคนาดา ประกาศยุทธศาสตร์ยานยนต์แห่งชาติ เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2026 เพื่อลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ และลดการใช้น้ำมัน ซึ่งประกอบด้วย 5 เสา ได้แก่ (1) ขยายการลงทุนในอุตสาหกรรม พัฒนาห่วงโซ่อุปทานเพื่อรองรับการผลิตยานยนต์แห่งอนาคต ผ่านการให้สิทธิประโยชน์ (incentives) (2) ปรับเปลี่ยนแผนการปล่อยก๊าซ (emission) (3) ขยายความต้องการในประเทศผ่านการอุดหนุนการซื้อรถ EV (4) ใช้กฎระเบียบทางการค้าสร้างความสามารถในการแข่งขันให้อุตสาหกรรมภายใน (5) คุ้มครองแรงงานในอุตสาหกรรม
สำหรับการปรับเปลี่ยนแผนการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รัฐบาลจะยกเลิกข้อบังคับห้ามจำหน่ายรถยนต์ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ (EV sales mandate) ที่เคยกำหนดโดยรัฐบาลก่อนหน้า ซึ่งกำหนดให้รถยนต์ใหม่ที่จำหน่ายทั้งหมดต้องเป็นรถปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ (Zero Emission Vehicles – ZEV) ภายในปี 2578 (ค.ศ. 2035) นโยบายล่าสุดของ มาร์ก คาร์นีย์ ได้ปรับแผนจากเดิม แทนที่จะกำหนดสัดส่วนการจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าแบบบังคับ รัฐบาลจะหันไปใช้การกำหนดมาตรฐานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากท่อไอเสียรถใช้น้ำมันที่เข้มงวดมากขึ้น สำหรับรถยนต์รุ่นปี 2570–2575 โดยตั้งเป้าให้รถยนต์ไฟฟ้ามีสัดส่วนการจำหน่าย (EV adoption rate) ร้อยละ 75 ภายในปี 2578 และเพิ่มเป็นร้อยละ 90 ภายในปี 2583 มาตรการนี้มุ่งลดการปล่อยมลพิษโดยรวมของยานยนต์ทั้งระบบ เปิดโอกาสให้ผู้ผลิตยังสามารถจำหน่ายรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในได้ หากสามารถควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยรวมให้เป็นไปตามเป้าหมาย ทั้งนี้ รัฐบาลคาดว่าจะประกาศรายละเอียดของกฎระเบียบภายในสิ้นปี และจะมีการทบทวนมาตรการทุก 5 ปี
นอกจากนี้ เพื่อกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศรัฐบาลแคนาดาดำเนินการรื้อฟื้นการอุดหนุนการซื้อรถ EV (purchase incentives) ซึ่งเคยหมดงบในปี 2567 โดยจัดสรรงบ 2.3 พันล้านเหรียญแคนาดา (5.2 หมื่นล้านบาท) ในระยะ 5 ปี เพื่อให้เงินคืนหรือส่วนลดสูงสุด 5,000 เหรียญแคนาดา/คัน (115,000 บาท) สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (EV) และรถเซลล์เชื้อเพลิง ที่ใช้พลังงานไฮโดรเจน (Fuel Cell EV) และ2,500 เหรียญแคนาดา/คัน (57,500 บาท/คัน) สำหรับรถปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) เริ่มตั้งแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป อย่างไรก็ตาม สิทธิประโยชน์จำกัดเฉพาะรถราคาต่ำกว่า 50,000 เหรียญแคนาดา (1.15 ล้านบาท) และต้องผลิตจากประเทศที่มีความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับแคนาดาเท่านั้น ทำให้รถ EV จากจีนส่วนใหญ่ไม่ได้รับสิทธิ์นี้ ยกเว้นรถที่ผลิตในแคนาดาที่จะได้รับการยกเว้นเพดานราคา เงินสนับสนุนจะค่อยๆ ลดลงเหลือ 2,000 เหรียญแคนาดาสำหรับ EV และ 1,000 เหรียญแคนาดาสำหรับ PHEV ภายในปี 2573 โดยตั้งเป้าสนับสนุนการซื้อรถ EV ใหม่ 840,000 คันใน 5 ปี
นอกจากนี้ รัฐบาลแคนาดายังจัดสรรงบ 1.5 พันล้านเหรียญแคนาดา เพื่อขยายเครือข่ายสถานีชาร์จรถ EV ทั่วประเทศ รวมถึงสถานีชาร์จริมทางในเขตที่อยู่อาศัยชุมชน และพื้นที่ชนบท และจะตั้งงบประมาณ 3.1 พันล้านเหรียญแคนาดา เพื่อสนับสนุนผู้ผลิตยานยนต์และชิ้นส่วนภายในประเทศให้ขยายกำลังการผลิต ช่วยเหลือการหาช่องทางขยายตลาดไปยังตลาดใหม่ๆ และลดผลกระทบจากสงครามภาษีกับสหรัฐฯ พร้อมริเริ่มการปรึกษาหารือแผนคืนภาษีนำเข้า (Tariff Remittance) หรือระบบเครดิตที่ให้รางวัลแก่บริษัทที่รักษาฐานการผลิตในแคนาดา โดยสามารถขายเครดิตให้ผู้อื่นได้ และยังมีงบ 750 ล้านเหรียญแคนาดา สำหรับฝึกอบรมแรงงาน รวมถึงโปรแกรม worksharing เพื่อลดการเลิกจ้างแรงงานในอุตสาหกรรมรถยนต์
นายคาร์นีย์กล่าวว่านโยบายนี้ เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในประวัติศาสตร์แคนาดา โดยมุ่งเปลี่ยนเศรษฐกิจจากที่พึ่งพาสหรัฐฯ เพียงแห่งเดียว ไปสู่ความเข้มแข็ง อิสระ และทนทานต่อความผันผวนระดับโลก ผ่านการลงทุนระยะยาวเพื่อให้แรงงานแคนาดาสร้าง "รถยนต์แห่งอนาคต" โดยดึงดูดการลงทุนจากยุโรปและเอเชีย รวมถึงจีน หลังจากยกเลิกภาษีนำเข้ารถ EV จีน โดยกำหนดโควตา 49,000 คัน เพื่อแลกกับการลงทุนโรงงานผลิตในแคนาดา รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรม นางเมลานี โจลี เน้นย้ำการเป็นชาติแห่งยานยนต์และเป็นศูนย์กลางของผู้ผลิตยานยนต์ระดับโลก ทั้งนี้ ยุทธศาสตร์ใหม่ได้รับการชื่นชมจากบางภาคส่วนของอุตสาหกรรมว่า ช่วยลดแรงกดดัน แต่ยังคงมีคำถามเรื่องการลดมลพิษจากภาคการขนส่ง ซึ่งถือเป็นสัดส่วนสำคัญของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ
ความคิดเห็น สคต.
ยุทธศาสตร์ยานยนต์ของแคนาดาล่าสุด เป็นผลจากความพยายามในการลดการพึ่งพาสหรัฐฯ และลดการใช้รถยนต์ที่ใช้น้ำมันโดยเพิ่มความยืดหยุ่นแก่ผู้ผลิตภายใต้แรงกดดันจากภาษีนำเข้าร้อยละ 25 ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งนโยบายนี้อาจส่งผลสำคัญต่อไทยในช่วงที่ไทยและแคนาดายังอยู่ระหว่างการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) พร้อมกับความพยายามของแคนาดาในการเร่งผลักดันให้อาเซียนและแคนาคาสามารถสรุปความตกลงการค้าเสรีอาเซียน–แคนาดา (ACAFTA) ได้โดยเร็ว
ปัจจุบันมีบริษัทจีนหลายราย เช่น BYD, Great Wall และ Changan รวมถึงผู้ผลิตแบตเตอรี่รายใหญ่ เช่น CATL และ Sunwoda ได้มาลงทุนตั้งโรงงานขนาดใหญ่ในไทย ทำให้ไทยกลายเป็นหนึ่งในฐานการผลิตรถไฟฟ้า (EV) และอุปกรณ์ชิ้นส่วนที่สำคัญในภูมิภาคอาเซียน และหากไทยมี FTA กับแคนาดา จะทำให้รถ EV และชิ้นส่วนที่ผลิตในไทยได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี และอาจทำให้ไทยเป็นฐานการผลิตที่น่าสนใจสำหรับผู้ผลิตจีน อย่างไรก็ดี แม้รถ EV ของจีนจะไม่ได้สิทธิได้รับเงินอุดหนุน แต่จะมีความได้เปรียบด้านราคาอยู่แล้ว เนื่องจากครึ่งหนึ่งโควตาที่แคนาดาเปิดให้การนำเข้ารถ EV จากจีนจำนวน 49,000 คัน คือรถ EV ที่มีราคาไม่เกิน 35,000 เหรียญแคนาดา
ไทยอาจนำกรณีศึกษาของ Tesla Canada มาเป็นบทเรียนได้ โดยในช่วงแรก Tesla นำเข้า Model Y จากโรงงานในสหรัฐอเมริกา แต่ต่อมาได้ปรับกลยุทธ์ หันมานำเข้ารุ่นเดียวกันจากโรงงาน Giga Berlin ในเยอรมนีเป็นหลัก การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวช่วยให้ Tesla ใช้สิทธิประโยชน์จากข้อตกลงการค้าเสรี CETA ส่งผลให้ภาษีนำเข้าเกือบเป็นศูนย์ และมีต้นทุนต่ำกว่าการนำเข้าจากสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ (ภาษีร้อยละ 25) รวมทั้งเป็นการเลี่ยงภาษีนำเข้าจากจีนที่เคยสูงถึงร้อยละ 100 (ปัจจุบันลดเหลือร้อยละ 6.1 และมีการจำกัดโควตาประมาณรถนำเข้า) การลดต้นทุนภาษีมหาศาลนี้ช่วยให้ Tesla สามารถลดราคาลงได้ประมาณ 20,000 เหรียญแคนาดา (จากเกือบ 85,000 เหลือ 65,000 เหรียญแคนาดา) ส่งผลให้ราคากลับมาอยู่ในระดับเดียวกันกับก่อนแคนาดามีสงครามภาษีกับสหรัฐฯ ทำให้ Tesla Canada สร้างความได้เปรียบด้านราคาและรักษายอดขายในตลาดแคนาดาท่ามกลางความตึงเครียดทางการค้า
โปรดติดตามความเคลื่อนไหวในการค้าระหว่างประเทศผ่าน ช่องทางต่างๆ ของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ www.ditp.go.th และ www.thaitrade.com หรือโทรปรึกษาเรื่องการค้าระหว่างประเทศที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โทร. 1169 (หากโทรจากต่างประเทศ โปรดติดต่อที่ โทร. +66 2792 6900)
*****************************************