
ที่มา : สำนักข่าว ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ 5 กุมภาพันธ์ 2569
สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติระบุว่า กรมปศุสัตว์ประสบความสำเร็จในการเจรจากับประเทศมาเลเซีย เปิดทางนำเข้า
“เนื้อสุกรและชิ้นส่วนสุกรแช่เย็น–แช่แข็ง” จากไทย คาดสร้างมูลค่าการส่งออกราว 4,000 ล้านบาทในปี 2569 ซึ่งจะช่วยสร้างเสถียรภาพราคาสุกรภายในประเทศ
นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ (นายสิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ) แสดงความขอบคุณกรมปศุสัตว์
ที่ผลักดันการเปิดตลาดส่งออกเนื้อสุกรไทยไปยังมาเลเซียสำเร็จ ซึ่งจะช่วยดูดซับผลผลิตส่วนเกิน และสนับสนุนให้ราคาสุกรไทยมีเสถียรภาพมากขึ้น
ล่าสุด มาเลเซียได้อนุญาตให้ผู้ประกอบการไทยจำนวน 4 ราย สามารถส่งออกสินค้า “เนื้อและชิ้นส่วน
สุกรแช่เย็น–แช่แข็ง” ไปยังมาเลเซียได้อย่างเป็นทางการแล้ว โดยคาดว่า มูลค่าการส่งออกสินค้าดังกล่าว
ไปมาเลเซียในปี 2569 จะอยู่ที่ประมาณ 4,000 ล้านบาท สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของฝ่ายมาเลเซียต่อระบบ
การผลิตสุกรของไทย ทั้งด้านมาตรฐานสุขอนามัย ความปลอดภัยอาหาร และการควบคุมคุณภาพ
ที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล
นายสิทธิพันธ์ฯ เสริมว่า ก่อนหน้านี้คณะอนุกรรมการวิเคราะห์การผลิตและตลาดสุกรภายใต้คณะกรรมการนโยบายพัฒนาสุกรและผลิตภัณฑ์ (Pig Board) ได้คาดการณ์ปริมาณการผลิตสุกรในปี 2569 อยู่ที่ราว 24.29 ล้านตัว (เพิ่มขึ้นจาก 23.49 ล้านตัวในปี 2568) ส่งผลให้ไทยจำเป็นต้องมีแผนด้านการตลาดเพื่อรองรับผลผลิตที่เพิ่มขึ้น ซึ่งการเปิดตลาดส่งออกมาเลเซียจะช่วยเสริมสร้างเสถียรภาพด้านราคาสุกรของไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
บทวิเคราะห์ผลกระทบ
การเปิดตลาดเนื้อสุกรและผลิตภัณฑ์ในครั้งนี้เอื้อให้ไทยสามารถเพิ่มช่องทางระบายผลผลิต
และขยายตลาดส่งออกสินค้าดังกล่าวไปยังมาเลเซียได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ไทยจำเป็นต้องเร่งวางแผน
ด้านการผลิตและการตลาดในอนาคตให้สอดกันกับปริมาณผลผลิตที่อาจเพิ่มขึ้น โดยสามารถวิเคราะห์ผลกระทบในประเด็นสำคัญ ดังนี้
1. ผลต่อเสถียรภาพของตลาดในประเทศ การขยายโอกาสในการส่งออกไปตลาดมาเลเซียจะช่วย
ลดแรงกดดันของอุปทานในประเทศ ทำให้ราคาสุกรหน้าฟาร์มมีความผันผวนน้อยลง และลดความเสี่ยง
ด้านราคาต่ำกว่าต้นทุนในช่วงที่ผลผลิตจำนวนมากออกสู่ตลาด ทั้งนี้ ผลต่อเสถียรภาพราคาจะขึ้นอยู่กับ
ความต่อเนื่องและปริมาณการส่งออกในระยะยาว
2. ผลต่อผู้เลี้ยงสุกร กลุ่มผู้เลี้ยงสุกรขนาดกลางและรายย่อยจะได้รับประโยชน์ทางอ้อมจากราคาที่มีเสถียรภาพมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม อาจเผชิญแรงกดดันจากการต้องปรับตัวเพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิตเพื่อให้เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานการส่งออกโดยฟาร์ม
ที่มีมาตรฐานสูงมีโอกาสได้รับผลตอบแทนเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจเกิดช่องว่างระหว่างผู้ประกอบการที่สามารถปรับตัวได้กับผู้ประกอบการที่ยังขาดความพร้อม
3. ผลต่อการบริโภคในประเทศ หากการส่งออกมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อาจส่งผลให้อุปทานในประเทศลดลงบางส่วน
และทำให้ราคาขายปลีกอยู่ในระดับสูงขึ้นหรือปรับลดได้ยากในบางช่วง อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับขนาดตลาดโดยรวม
มูลค่าการส่งออกยังไม่น่าจะส่งผลให้ราคาปรับตัวสูงขึ้นอย่างรุนแรง เว้นแต่จะมีปัจจัยอื่นร่วมด้วย
เช่น ต้นทุนอาหารสัตว์ โรคระบาด หรือการหยุดชะงักของการผลิต
4. ผลต่อภาคอุตสาหกรรมอาหารแปรรูป การเปิดตลาดอย่างเป็นทางการช่วยเพิ่มความมั่นใจ
และความคุ้มค่าในการลงทุนด้านห้องเย็น การตัดแต่ง บรรจุภัณฑ์ และระบบโลจิสติกส์ ผู้ประกอบการ
รายที่ได้รับอนุมัติการส่งออกในระยะแรก จะได้เปรียบเชิงการแข่งขันในช่วงต้น สำหรับในระยะกลาง-ยาว
หากประเทศไทยสามารถรักษาคุณภาพและมาตรฐานได้อย่างต่อเนื่อง สามารถแข่งขันกับแหล่งนำเข้าอื่นได้
ทั้งด้านราคา คุณภาพ และความสม่ำเสมอของสินค้า อาจได้รับการพิจารณาขยายรายชื่อโรงงานที่ได้รับอนุญาตเพิ่มเติม
ความคิดเห็น สคต.
มาเลเซียได้ประกาศระงับการนำเข้าสุกรและผลิตภัณฑ์จากสุกรจากประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African Swine Fever: ASF) ซึ่งเป็นโรคติดต่อร้ายแรงที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยทางชีวภาพ
และการค้าสินค้าปศุสัตว์ระหว่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันทางการมาเลเซียได้อนุญาตให้ผู้ประกอบการไทยจำนวน 4 ราย ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานด้านสุขอนามัยและความปลอดภัยอาหาร สามารถส่งออกสุกรและผลิตภัณฑ์จากสุกรเข้าสู่ประเทศมาเลเซียได้ ประกอบด้วย บริษัท CPF (Thailand) Public Limited Company จำนวน 2 แห่ง ได้แก่ Krabi Pigs Slaughterhouse และ CPF Pig Slaughterhouse in Kanchanaburi บริษัท VC Meat Processing Co., Ltd. และบริษัท Betagro Agro Industry Co., Ltd. นอกจากนี้ ยังมีสินค้าเกษตรและอาหารประเภทอื่น ๆ
จากประเทศไทยที่ได้รับอนุญาตให้นำเข้าสู่ประเทศมาเลเซียเพิ่มเติมด้วย
สำนักงานฯ เห็นว่า การเปิดตลาดในครั้งนี้ นอกจากจะช่วยขยายโอกาสทางการค้าแล้ว ยังถือเป็นพัฒนาการเชิงบวกต่อภาคอุตสาหกรรมการเกษตรและอาหารของไทย โดยสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของ
ฝ่ายมาเลเซียต่อศักยภาพและมาตรฐานการผลิตของประเทศไทยในระดับสากล ทั้งนี้ มาเลเซียยังคงต้องการนำเข้าสินค้าอาหารสด แช่เย็น และแช่แข็งจำเป็นจากต่างประเทศ โดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคภายในประเทศและรักษาเสถียรภาพ
ด้านราคา
การเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยสามารถส่งออกสุกรและผลิตภัณฑ์จากสุกรเข้าสู่ตลาดมาเลเซียในปัจจุบัน จึงถือเป็นปัจจัยสนับสนุนการขยายความร่วมมือทางการค้าด้านสินค้าเกษตรและอาหารระหว่างสองประเทศ และเป็นรากฐานสำคัญในการต่อยอดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจในระยะยาวให้เป็นไปอย่างยั่งยืน อย่างไรก็ดี ความต่อเนื่องของตลาดขึ้นอยู่กับการรักษาคุณภาพมาตรฐานและการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านสุขอนามัยที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด สำนักงาน ฯ จึงเห็นว่า ผู้ประกอบการไทยควรต้องให้ความสำคัญกับการรักษาศักยภาพมาตรฐานการผลิตและสุขอนามัย รวมถึงจุดแข็งอื่น ๆ ที่เป็นข้อได้เปรียบคู่ค้ารายอื่น ทั้งด้านระยะทาง โลจิสติกส์ การรักษาความสดใหม่ของสินค้า และการรักษาความสัมพันธ์กับคู่ค้าในมาเลเซียอย่างใกล้ชิด เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นและความยั่งยืนทางการค้าในระยะยาว
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์