
เนื้อข่าว
กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนามได้ออกมติเลขที่ 771/QĐ-BCT (Decision No. 771/QĐ-BCT) เพื่อปรับปรุงกระบวนการนำเข้าและส่งออกของประเทศให้มีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น โดยมาตรการดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป ทั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับลดภาระด้านขั้นตอนการดำเนินงานของภาครัฐ และยกระดับประสิทธิภาพในการเข้าถึงสิทธิประโยชน์ทางภาษีศุลกากร (Tariff Preferences) ของภาคธุรกิจ

ทั้งนี้ มติดังกล่าวได้กำหนดให้มีการทบทวน แก้ไข และยกเลิกขั้นตอนการดำเนินงานของภาครัฐ (Administrative Procedures) รวมทั้งสิ้น 36 รายการ โดยมุ่งเน้นการปรับปรุงระบบหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin: C/O) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (Free Trade Agreements: FTAs)
การปรับปรุงดังกล่าวครอบคลุมทั้งการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าแบบให้สิทธิพิเศษทางภาษี (Preferential C/O) และแบบไม่ให้สิทธิพิเศษ (Non-preferential C/O) ภายใต้ความตกลงการค้าเสรี ที่สำคัญ อาทิ อาเซียน จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร ความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิค (Comprehensive and Progressive Agreement for Trans-Pacific Partnership: CPTPP) และความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership: RCEP) อีกทั้ง กรอบกฎระเบียบที่ได้รับการปรับปรุง (Updated Regulatory Framework) ยังได้กำหนดบทบัญญัติรองรับกรณีการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าในลักษณะต่าง ๆ ได้แก่ การออกใหม่ (Reissued C/O) การออกย้อนหลัง (Retrospective C/O) การออกแบบเชื่อมโยง (Back-to-back C/O) รวมถึงการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าสำหรับสินค้าที่มาจากเขตปลอดภาษี (Non-tariff Zones) และคลังสินค้าทัณฑ์บน (Bonded Warehouses) ซึ่งสะท้อนถึงการยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติทางการค้าระหว่างประเทศ
นอกจากนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้ายังได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเอง (Self-certification of Origin) ภายในภูมิภาคอาเซียน อันเป็นการยกระดับระบบให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากล และมีส่วนช่วยลดภาระด้านเอกสาร รวมถึงต้นทุนการปฏิบัติตามกฎระเบียบของภาคเอกชน โดยการดำเนินการดังกล่าวตั้งอยู่บนพื้นฐานของกฎหมายและระเบียบใหม่ โดยเฉพาะหนังสือเวียนเลขที่ 12/2026/TT-BCT (Circular No. 12/2026/TT-BCT) ซึ่งมีสาระสำคัญในการยกเลิกบทบัญญัติที่ล้าสมัย และส่งเสริมความโปร่งใส ตลอดจนความสอดคล้องเชิงระบบ ในการกำกับดูแลด้านการค้า
ทั้งนี้ จากการประเมินของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การปฏิรูปดังกล่าวคาดว่าจะส่งผลให้ระยะเวลาในการดำเนินการลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ควบคู่กับการลดต้นทุนการปฏิบัติตามกฎระเบียบ และเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีภายใต้ความตกลงการค้าเสรีของผู้ประกอบการ ในขณะเดียวกัน ภายใต้บริบทของสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนและไม่แน่นอน ภาคการค้าระหว่างประเทศของเวียดนามยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยในไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 มูลค่าการค้ารวม อยู่ที่ประมาณ 250,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 23 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยการส่งออกมีมูลค่ากว่า 123,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 19 ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่าเกือบ 127,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 27
ในภาพรวม กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนามเห็นว่า การปรับปรุงกระบวนการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (C/O) และขั้นตอนการดำเนินงานของภาครัฐที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เป็นปัจจัยเชิงยุทธศาสตร์ที่มีบทบาทสำคัญต่อการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน การขยายการเข้าถึงตลาดระหว่างประเทศ และการรักษาอัตราการเติบโตทางการค้าในระดับเลขสองหลัก (Double-digit Trade Growth)ให้มีความยั่งยืนในระยะยาว
(แหล่งที่มา https://vietnamnews.vn/ ฉบับวันที่ 14 เมษายน 2569)
วิเคราะห์ผลกระทบ
การที่กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนามออกมติเลขที่ 771/QĐ-BCT (Decision
No. 771/QĐ-BCT) เพื่อปรับปรุงขั้นตอนการนำเข้าและส่งออก โดยกำหนดให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป สะท้อนถึงทิศทางนโยบายการปฏิรูปเชิงโครงสร้างด้านการค้าที่มุ่งยกระดับประสิทธิภาพระบบบริหารจัดการภาครัฐ ลดข้อจำกัดเชิงสถาบัน และเสริมสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจให้เอื้อต่อการขยายตัวของการค้าระหว่างประเทศในระยะยาว ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวมีสาระสำคัญในการทบทวน แก้ไข และยกเลิกขั้นตอนการดำเนินงานของภาครัฐ รวมทั้งสิ้น 36 รายการ โดยให้ความสำคัญกับการปรับปรุงระบบหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin: C/O) ซึ่งเป็นกลไกหลักในการเข้าถึงสิทธิประโยชน์ทางภาษีศุลกากร (Tariff Preferences) ภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (Free Trade Agreements: FTAs)
ในเชิงโครงสร้าง การปฏิรูปครั้งนี้ครอบคลุมทั้งการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าแบบให้สิทธิพิเศษ (Preferential C/O) และแบบไม่ให้สิทธิพิเศษ (Non-preferential C/O) ภายใต้กรอบความตกลงการค้าเสรีสำคัญ อาทิ อาเซียน จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร ความตกลง CPTPP และความตกลง RCEP ควบคู่กับการกำหนดหลักเกณฑ์รองรับรูปแบบการออก C/O ในลักษณะต่าง ๆ ได้แก่ การออกใหม่ (Reissued C/O) การออกย้อนหลัง (Retrospective C/O) และการออกแบบเชื่อมโยง (Back-to-back C/O) รวมถึงการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าสำหรับสินค้าที่มาจากเขตปลอดภาษี (Non-tariff Zones) และคลังสินค้าทัณฑ์บน (Bonded Warehouses) ซึ่งมีส่วนสำคัญในการเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบและทำให้สอดคล้องกับรูปแบบการดำเนินธุรกิจในห่วงโซ่อุปทานสมัยใหม่
นอกจากนี้ การปรับปรุงหลักเกณฑ์เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเอง (Self-certification of Origin) ภายในภูมิภาคอาเซียน ยังถือเป็นการยกระดับกลไกการอำนวยความสะดวกทางการค้า (Trade Facilitation) ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยช่วยลดภาระด้านเอกสาร และต้นทุนการปฏิบัติตามกฎระเบียบของภาคเอกชน โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ซึ่งมีข้อจำกัดด้านทรัพยากรและการเข้าถึงข้อมูล ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวตั้งอยู่บนพื้นฐานของกฎหมายและระเบียบใหม่ อาทิ หนังสือเวียนเลขที่ 12/2026/TT-BCT (Circular No. 12/2026/TT-BCT) ซึ่งมุ่งยกเลิกบทบัญญัติที่ล้าสมัย และเสริมสร้างความโปร่งใส รวมถึงความสอดคล้องเชิงนโยบายในการกำกับดูแลด้านการค้า
ในมิติผลกระทบเชิงเศรษฐกิจ มาตรการดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะส่งผลเชิงบวกต่อประสิทธิภาพของระบบการค้าระหว่างประเทศของเวียดนามอย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดว่าจะช่วยลดระยะเวลาในการดำเนินพิธีการ (Processing Time) เพิ่มความสามารถในการใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ FTA อย่างเต็มศักยภาพ และส่งเสริมการเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานโลกมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ สอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ที่สะท้อนว่า ในไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 เวียดนามมีมูลค่าการค้ารวมประมาณ 250,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 23 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยการส่งออกขยายตัวมากกว่าร้อยละ 19 และการนำเข้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 27 ซึ่งสะท้อนถึงความสามารถในการปรับตัวของภาคการค้าเวียดนามภายใต้บริบทเศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวน
การปฏิรูปขั้นตอนการนำเข้าและส่งออกในครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการลดข้อจำกัดเชิงระบบในระยะสั้น หากแต่ยังเป็นกลไกเชิงยุทธศาสตร์ในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ขยายการเข้าถึงตลาดระหว่างประเทศ และสนับสนุนการเติบโตทางการค้าในระดับเลขสองหลักอย่างต่อเนื่อง อันจะส่งผลให้เวียดนามสามารถรักษาและเสริมสร้างบทบาทในฐานะศูนย์กลางการผลิตและการค้าสำคัญของภูมิภาคในระยะยาวได้อย่างยั่งยืน
นำเสนอโอกาส/แนวทาง
การปรับปรุงขั้นตอนการนำเข้าและส่งออกของเวียดนามภายใต้มติเลขที่ 771/QĐ-BCT ส่งผลให้สภาพแวดล้อมทางการค้ามีความโปร่งใส คล่องตัว และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งในเชิงผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะผู้ส่งออกไปยังเวียดนาม จะเผชิญทั้งโอกาสและแรงกดดันเชิงการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น กล่าวคือ การลดระยะเวลาและต้นทุนในกระบวนการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (C/O) และการส่งเสริมการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเอง จะเอื้อให้ผู้ประกอบการเวียดนามและประเทศคู่ค้าใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (FTAs) ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งผลให้การแข่งขันด้านราคาและความเร็วในการเข้าตลาดทวีความเข้มข้น โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่ไทยและเวียดนามมีโครงสร้างการส่งออกใกล้เคียงกัน
ผู้ประกอบการไทยควรเร่งยกระดับการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน และปรับตัวให้สอดคล้องกับกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) ในแต่ละความตกลงการค้าเสรี เพื่อเพิ่มอัตราการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี ควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างต้นทุนและมาตรฐานสินค้าให้สามารถแข่งขันได้ในระยะยาว นอกจากนี้ ควรพิจารณาใช้เวียดนามเป็นฐานการผลิตหรือกระจายสินค้าเพื่อเชื่อมโยงไปยังตลาดที่เวียดนามมีความตกลงการค้าเสรีครอบคลุม ตลอดจนใช้ประโยชน์จากระบบอำนวยความสะดวกทางการค้าที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ เพื่อลดข้อจำกัดด้านพิธีการศุลกากรและเพิ่มความคล่องตัวทางธุรกิจ
นอกจากนี้ มาตรการดังกล่าวเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยสามารถขยายความร่วมมือทางการค้าและการลงทุนกับเวียดนามในลักษณะหุ้นส่วนเชิงกลยุทธ์มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานภูมิภาค และอุตสาหกรรมส่งออกที่ใช้สิทธิ FTA เป็นหลัก ทั้งนี้ การที่เวียดนามสามารถรักษาอัตราการเติบโตทางการค้าในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงศักยภาพของตลาดและบทบาทในฐานะศูนย์กลางการค้าในภูมิภาค ซึ่งหากผู้ประกอบการไทยสามารถปรับตัวเชิงนโยบายและเชิงปฏิบัติได้อย่างเหมาะสม จะสามารถใช้ประโยชน์จากการปฏิรูปดังกล่าวเพื่อขยายตลาด เพิ่มมูลค่าการค้า และเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันในระดับภูมิภาคได้อย่างยั่งยืน